เปิดประวัติ ‘บิ๊กโจ๊ก’ จากนายตำรวจใหญ่ สู่การออกหมายจับ
The Bangkok Insight
อัพเดต 06 เม.ย. 2567 เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. 2567 เวลา 03.59 น. • The Bangkok Insightเปิดประวัติ “บิ๊กโจ๊ก” นายตำรวจใหญ่ สู่การออกหมายจับเชื่อมโยงเว็บพนัน จะสู้ หรือถอยปิดตำนานฉายาแมว 9 ชีวิต?
หากพูดถึงข้าราชการตำรวจยศใหญ่ที่มีข่าวอยู่ตลอดเวลา คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก "บิ๊กโจ๊ก" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ตลอดเส้นทางอาชีพตำรวจกว่า 30 ปี ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็ผ่านมาได้ ถูกเปรียบเป็น "แมว 9 ชีวิต" จนกลับมาอยู่ในความสนใจของคนในสังคมอีกครั้ง สำหรับชื่อของ หลังมีข่าวถูกร้องให้ตรวจสอบว่ามีความเกี่ยวโยงกับเว็บพนันออนไลน์
ล่าสุด วันที่ 2 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน คดีเว็บพนันออนไลน์ BNK MASTER เนื่องจากสืบพบความเชื่อมโยง และได้ส่งหมายเรียก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถึง 3 ครั้ง แต่ปฏิเสธไม่เคยเข้ารับพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ต่อมาพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับการประกันตัวโดยการวางเงินสดเป็นหลักทรัพย์ 100,000 บาท
ประวัติบิ๊กโจ๊ก
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ โจ๊ก เกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2513 ที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นลูกชายของนายตำรวจ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ และโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 31 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐประศาสตรบัณฑิต จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 47 และเป็นประธานรุ่นอีกด้วย
ประวัติการศึกษา
- นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 31 ได้รับการจารึกชื่อในป้ายทอง เป็นนักเรียนเตรียมทหารที่มีความประพฤติและการกีฬายอดเยี่ยมประจำปีการศึกษา พ.ศ. 2532 เคยติดทีมชาติเทนนิสรุ่นเยาวชน และนำทีมสถาบันชนะเลิศกีฬา 4 เหล่าทัพ
- ปริญญาตรี สำเร็จการศึกษา คณะรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 47
- ปริญญาโท สำเร็จการศึกษา คณะสังคมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม (สศ.ม.) มหาวิทยาลัยมหิดล
- ปริญญาเอก สำเร็จการศึกษาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล
- หลักสูตรอบรมในประเทศ
- หลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการ รุ่น 51 จากกองบัญชาการกองทัพไทย
- หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐ และกฎหมายมหาชน รุ่น 10 จากสถาบันพระปกเกล้า (ปรม.10)
- หลักสูตรการบริหารงานตำรวจขั้นสูง รุ่น 39 จากวิทยาลัยการตำรวจ กองบัญชาการการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บตส.39)
- หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 20 (บ.ย.ส.) จากสถาบันพัฒนาข้าราชการ ฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม
- หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาลัยตลาดทุน รุ่นที่ 21
หลักสูตรอบรมจากต่างประเทศ
- หลักสูตร FBI NA Session 225 ณ สถาบันเอฟบีไอ เมืองควอนติโก รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
- หลักสูตร Criminal Justice Education University Of Virginia FBI National Academy
- หลักสูตร Crime Scene Investigations Course FBI National Academy
- หลักสูตร Personal And Facility Security Course FBI National Academy
- หลักสูตร Evidentiary Photography Course FBI National Academy
- หลักสูตร Educational Leadership FBI National Academy
- หลักสูตร Behavioral Science Unit FBI National Academy
- หลักสูตร Gangs Developmental Issues & Criminal Behavior FBI National Academy
- หลักสูตร Overview Of Forensic Science FBI National Academy
- หลักสูตร Cooperation In Combating Transnational Crime สถาบัน FBI National Academy Associates
เส้นทางการทำงาน
บิ๊กโจ๊กเริ่มต้นเส้นทางการทำงาน ในตำแหน่งรองสารวัตร ปี พ.ศ.2537 โดยเป็นรองสารวัตรอยู่ 6 ปี 1 เดือน ก็ได้ขึ้นเป็นสารวัตร และทำหน้าที่ได้ 4 ปี 8 เดือน ก็ได้ขยับเป็นรองผู้กำกับการ ก่อนจะทำงานในตำแหน่งดังกล่าวอยู่ 4 ปี จึงได้ขยับเป็นผู้กำกับการ ติดยศ พ.ต.อ. หลังได้ขึ้นเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และทำงานได้ประมาณ 4 ปี บิ๊กโจ๊กก็ได้ขยับเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดสงขลา และเป็นผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธร จังหวัดสงขลา ส่วนหน้า ดูแลพื้นที่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงภัยความไม่สงบของชายแดนใต้ จนได้รับการนับอายุราชการทวีคูณ และทำให้บิ๊กโจ๊กได้ขึ้นเป็นผู้บังคับการ ติดยศ พล.ต.ต. ด้วยวัยไม่ถึง 45 ปี
ในยุคของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง เป็น ผบ.ตร. บิ๊กโจ๊กได้ขึ้นเป็นผู้บังคับการ ประจำสำนักผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยทำหน้าที่ประสานนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำงานประสานใกล้ชิดกับ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และหลังจากนั้นไม่นาน บิ๊กโจ๊กก็ได้ขยับตำแหน่งเป็นผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว (ปี พ.ศ.2558)
ต่อมา บิ๊กโจ๊กได้ขยับเป็นผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ในปี พ.ศ.2561 ซึ่งถือเป็นผู้บัญชาการอายุน้อยที่สุดในวงการสีกากี ติดยศ พล.ต.ท. ด้วยวัยเพียง 48 ปี
ชีวิตการทำงานเต็มไปด้วยมรสุม
เส้นทางการทำงานบนถนนสีกากีของ "บิ๊กโจ๊ก" ต้องสะดุดลง เมื่อได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุของการโยกย้ายฟ้าผ่า และไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดแต่อย่างใด
จนวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีคำสั่งให้บิ๊กโจ๊กขาดจากตำแหน่ง ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ดำรงตำแหน่ง “ที่ปรึกษาพิเศษ” ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น บิ๊กโจ๊กก็ไม่ปรากฏในหน้าข่าวอีกเลย
ต่อมาในปี พ.ศ.2563 บิ๊กโจ๊กได้ลาอุปสมบท เพื่อทดแทนบุญคุณบิดา-มารดา ที่ประเทศอินเดีย ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งที่สำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ในตำแหน่ง “ที่ปรึกษาพิเศษ” โดยรับผิดชอบข้อเสนอแนะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการร้องทุกข์จากประชาชน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2563 บิ๊กโจ๊กได้ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ ต่อศาลปกครอง กรณีออกคำสั่งโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถูกศาลตีตกไป
กระทั่งปี พ.ศ. 2564 “บิ๊กโจ๊ก” ได้กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง และได้คัมแบ็กกลับเข้ารับราชการตำรวจ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกับผลงานจับกุมหลายคดีใหญ่ที่เป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ
ไปไม่ถึงฝัน ตำแหน่ง ผบ.ตร.
สำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นหนึ่งแคนดิเดต ผบ.ตร. คนที่ 14 แทน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ทั้งนี้ หากเรียงลำดับอาวุโส “บิ๊กโจ๊ก” จะอยู่ในลำดับที่ 2 ต่อจากอาวุโสลำดับที่ 1 คือ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ส่วนอาวุโสลำดับที่ 3 คือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. และอาวุโสลำดับที่ 4 คือ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.
ก่อนถึงวันเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ ไม่กี่วัน มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโด ตำรวจนครบาล และ ฉก. PCT เข้าตรวจค้นบ้านของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (บิ๊กโจ๊ก) ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง สถานที่ตรวจค้นเป็นทาวน์เฮาส์ 5 หลัง ย่านวิภาวดี กทม. หลังสโมสรตำรวจแห่งชาติ โดยอ้างว่าพบเส้นทางการเงินคนใกล้ชิดบิ๊กโจ๊กเชื่อมโยงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งที่ทาวน์เฮาส์แห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่พักของบิ๊กโจ๊กยังเป็นที่พักของคนสนิทด้วย
สำนวนคดีที่ตำรวจไซเบอร์ส่งถึงอัยการและ ป.ป.ช. ที่มีความเห็นสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา 14 คน (จากเดิมมากกว่า 60 คน) และ 8 จาก 14 คน เป็นตำรวจลูกน้องทีมงานของ "บิ๊กโจ๊ก"
นอกจากนี้ พนักงานสืบสวนสอบสวนขยายผลตรวจพบหลักฐาน และผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้ต้องหาชุดแรกเพิ่มเติม นำไปสู่การกล่าวโทษกับ ป.ป.ช. ตั้งแต่ปลายเดือน ธันวาคม 2566 ให้ดำเนินคดีกับตำรวจอีก 5 นาย และมีชื่อของ "บิ๊กโจ๊ก" รวมอยู่ด้วย
เกี่ยวพันคดีพนันออนไลน์
ล่าสุด มติที่ประชุม “ป.ป.ช.” ชี้ขาด ไม่ส่งสำนวนคดี “บิ๊กโจ๊ก” พัวพันบัญชีม้าเว็บพนันออนไลน์ให้ตำรวจ เนื่องจากเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงกว่าผู้ร้องเรียน เป็นเรื่องร้ายแรงมีผลกระทบในวงกว้าง มอบหมายไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 234
นอกจากนี้ ยังทำหนังสือขอสำนวนการสอบสวนคดีลูกน้อง 8 คนของ "บิ๊กโจ๊ก" กลับมาดำเนินการเอง เพราะเป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน ยันไม่ได้เป็นการดึงเรื่อง หรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวอะไร จะเร่งสอบสวน แจ้งข้อหา และเรียกผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง ก่อนมีความเห็นต่อไป
แมว 9 ชีวิตเดี๋ยวก็กลับมา
พล.ต.ต.ไพโรจน์ กุจิรพันธ์ นายกสมาคมพนักงานสอบสวน เปิดใจกับทีมข่าวพีพีทีวี ว่าแม้ใครจะมองว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. เสี่ยงที่จะจบชีวิตราชการจากการถูกออกหมายจับคดีเว็บพนันครั้งนี้ เพราะเดี๋ยวจะถูกตั้งกรรมการสอบสวนและอ้างจะถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่คดีที่ยังไม่สิ้นสุด จะไม่ถือว่า คนถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และต่อให้มีการสอบสวนวินัย ก็มองว่า จะมีโทษ 3 ขั้นตอน คือ สำรองราชการ-พักราชการ-ให้ออกจากราชการ อีกไม่นานความจริงจะปรากฎว่าใครเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน เชื่อว่า พล.ต.อ..สุรเชษฐ์ยังมีโอกาสที่จะได้ขึ้นมาเป็น "ผบ.ตร." อยู่
“คนที่เกี่ยวกับเว็บพนันไม่ได้แอบอยู่เบื้องหลังแล้ว เพราะถูกเปิดชื่อออกมาอยู่เบื้องหน้าทั้งหมด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกดิสเครดิต ทั้งหมดคือการขัดขาขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร. เพราะ หากจะตรวจสอบเรื่องเว็บพนัน ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกหมายจับอีก เพราะคดีเดินหน้าไปที่ป.ป.ช.แล้ว แต่การออกหมายเรียก หมายจับ ทั้งที่คดีกำลังจะครบกรอบ 30 วัน ของป.ป.ช. สะท้อนว่ามีขบวนการบางอย่างอยู่” พล.ต.ต.ไพโรจน์ กล่าว
ผลสอบ "บิ๊กโจ๊ก" ผิดจริง ฟอกเงินเว็บพนัน
พลตำรวจเอกวินัย ทองสอง หนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบเป็นครั้งแรกในวันนี้ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทั้งพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เกือบ 30 คน ทางคณะกรรมการมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับศาล ซึ่งเชื่อว่าพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ มีส่วนร่วมในการกระทำผิดจริง โดยเป็นการฟอกเงิน ที่พบเส้นทางการเงินจากเว็บพนันออนไลน์มายังบัญชีม้าและเชื่อมโยงมายังพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ จึงเชื่อว่าพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ รู้และได้รับประโยชน์บางส่วนจากการกระทำดังกล่าว แต่ยังต้องตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก
พลตำรวจเอกวินัยยืนยันว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการนั้นมีผลออกมาก่อนที่ศาลจะออกหมายจับจากพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ โดยหากข้อมูลฝั่งพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้วก็จะทยอยส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา โดยไม่ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงฝั่งพลตำรวจเอกต่อศักดิ์ เนื่องจากหากไม่ทันกำหนดภายใน60 วัน ก็สามารถขยายระยะเวลาต่อไปได้ แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน60 วัน โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ใกล้อวสาน ฉายาแมว 9 ชีวิต
“บิ๊กโจ๊ก” หลังจากต้องเผชิญมรสุมอย่างต่อเนื่อง นับจากกลับเข้ารับราชการตำรวจอีกครั้ง และมีรายชื่อในแคนดิเดต ผบ.ตร.คนต่อไป แต่ก็เจอตำรวจไซเบอร์จู่โจมบุกค้นบ้าน ก่อนการประชุม ก.ตร. เคาะชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่เพียง 2 วัน ทำให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล คว้าเก้าอี้ ผบ.ตร.ไป ตลาดเส้นทางราชการตำรวจกว่า 30 ปี “บิ๊กโจ๊ก” ถูกเปรียบเป็น "แมว 9 ชีวิต" หลังเผชิญสารพัดมรสุม แต่ยังผ่านได้ทุกปัญหามาได้
เป็นที่น่าจับตามองว่าต่อไปนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) จะเป็นไปอย่างไร รวมถึงขั้นตอน กระบวนการหลังจากนี้จะจบลงเช่นไร "บิ๊กโจ๊ก" จะเปิดหน้าสู้ ดับเครื่องชน ยืนยันความบริสุทธ์ หรือจะยอมถอยทัพเปิดทาง ปิดตำนานฉายาแมว 9 ชีวิต?
ขอบคุณข้อมูล : wikipedia,พีพีทีวี
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- บุกจับเว็บพนันเงินหมุนเวียน 250 ล้าน พบเจ้าของเคยออกรายการดัง
- ผลสอบ 'บิ๊กโจ๊ก' ผิดจริง! พบหลักฐานเส้นเงินโยงเว็บพนัน
- ล้างบางพนันออนไลน์-คอลเซ็นเตอร์ ตัดสายอินเตอร์เน็ตข้ามชายแดน
ติดตามเราได้ที่