โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 ไฮไลต์ พระพุทธรูปโบราณ ในนิทรรศการพิเศษ พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

Sarakadee Lite

อัพเดต 27 มิ.ย. 2566 เวลา 04.35 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2566 เวลา 15.17 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดชัยนาทที่เลื่องลือด้วยพุทธศิลป์งดงามโดยสกุลช่างสุโขทัยที่ได้รับอิทธิพลล้านนา พระพุทธรูปปางลองหนาว ในพระอิริยาบถนั่งทรงจีวรคลุมพระวรกายทดลองหนาวอันเป็นที่มาของไตรจีวรสำหรับให้พระสงฆ์ใช้สอย พระพุทธรูปลีลา ที่สะท้อนให้เห็นถึงความงามแบบคลาสสิกของศิลปะสุโขทัยและคติการสร้างแบบมหาบุรุษลักษณะที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปของพระพุทธเจ้า และ พระพุทธรูปปางมารวิชัยในซุ้มเรือนแก้ว อันวิจิตรซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของชาติ

พระพุทธรูปโบราณ ดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของ พระพุทธรูปโบราณ องค์สำคัญของชาติจำนวน 81 องค์ ที่ได้รับการอัญเชิญมาจัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน-10 กันยายน 2566 ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากในการอัญเชิญ พระพุทธรูปโบราณ องค์สำคัญๆ ที่จัดแสดงและเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศมาประดิษฐาน ณ สถานที่เดียวกัน

พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ในวาระที่กรมศิลปากรครบรอบ 112 ปีใน พ.ศ.2566 จึงมีการคัดเลือกพระพุทธรูปสำคัญจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศจำนวน 112 องค์ที่มีพุทธศิลป์งดงามในแต่ละสกุลช่างมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อพระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประกอบกับเป็นปีที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุครบ 8 รอบ 96 พรรษา กรมศิลปากรจึงได้คัดเลือกพระพุทธรูปจำนวน 81 องค์จาก 112 องค์ในหนังสือ (บางองค์ไม่สามารถนำมาจัดแสดงได้เนื่องจากมีขนาดใหญ่จึงไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้) มาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้

การจัดแสดงนิทรรศการ พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สะท้อนให้เห็นพัฒนาการของพระพุทธรูปในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่พระพุทธรูปรุ่นแรกๆ ที่พบในดินแดนประเทศไทยประมาณ 800-1,700 ปี มาแล้วซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์ขนาดเล็กแบบศิลปะอินเดียโดยสันนิษฐานว่าเป็นรูปเคารพที่พ่อค้าหรือนักบวชชาวอินเดียนำติดตัวมาเพื่อสักการบูชา และไล่เรียงไปตามยุคสมัยตั้งแต่พระพุทธรูปศิลปะทวารวดี ศิลปะศรีวิชัย ศิลปะลพบุรี ศิลปะสุโขทัย ศิลปะล้านช้าง ศิลปะล้านนา ศิลปะอยุธยา และศิลปะรัตนโกสินทร์

พระพุทธรูปรุ่นแรกๆ ที่พบในดินแดนประเทศไทยประมาณ 800-1,700 ปีมาแล้ว

“การแสดงท่าทางด้วยมือของพระพุทธรูปแบบอินเดียที่เรียกว่า มุทรา มีความหมายตามเรื่องราวในพุทธประวัติและใช้แต่มือขวา เช่น ยกมือขวาและยื่นออกไปข้างหน้าและหันฝ่ามือออกเรียกว่า อภัยมุทรา แต่ในไทยมีการสร้างพระพุทธรูปที่แสดงปางด้วยมือข้างซ้ายบ้าง ข้างขวาบ้าง หรือทั้งสองข้างตั้งแต่สมัยอยุธยา จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงรวบรวมและกำหนดปางต่างๆ ใช้เป็นมาตรฐานจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นจึงมีการกำหนดว่าพระพุทธรูปที่สร้างก่อนสมัยรัชกาลที่ 3 นั้นไม่ว่าจะยกมือข้างไหนให้เรียกว่า ปางประทานอภัย โดยมาจากคำว่า อภัยมุทรา ส่วนถ้าจะมีการสร้างต่อมาด้วยการแสดงมือเป็นท่าต่างๆ ให้เรียก ปางห้ามญาติ (ยกพระหัตถ์ขวา) ปางห้ามพระแก่นจันทน์ (ยกพระหัตถ์ซ้าย) และ ปางห้ามสมุทร (ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้าง)” ยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อธิบาย

ส่วนคำว่า “ปาง” นั้นเดิมแสดงเหตุการณ์ต่างๆ ในพระพุทธประวัติและไม่ได้เฉพาะเจาะจงถึงอิริยาบถต่างๆ ถึงแม้ต่อมาในพจนานุกรมได้ให้ความหมายว่า ปาง หมายรวมถึงอิริยาบถของพระพุทธรูปด้วย

“ตามหลักแล้วอิริยาบถต่างๆ เช่น ยืน นอน เดิน ไม่ได้บอกเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงในพุทธประวัติจึงควรเรียกว่า พระยืน พระนอน พระเดิน และไม่มีการเติมคำว่า ปาง ดังนั้นไม่ควรเรียก ปางลีลา สำหรับพระกิริยาก้าวเดิน แม้บางคนอาจตีความว่าเป็นตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นอกจากนี้ท่าเดินไม่ปรากฏในศิลปะอินเดีย แต่เริ่มปรากฏในพุทธศิลป์ของศิลปะล้านนาและสุโขทัย หรืออิริยาบถนอนก็ไม่น่าเรียกว่า ปางไสยาสน์ แต่ควรเรียกว่าพระไสยาสน์แสดงปางปรินิพพาน” ยุทธนาวรากร กล่าว

พระพุทธรูปทรงเครื่องนาคปรกแบบนครวัดและไม่ครองจีวร

พระพุทธรูปศิลปะลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ 12-18 หรือ ประมาณ 800-1,400 ปีมาแล้ว) แสดงอิทธิพลของศิลปะเขมรในประเทศไทยและนิยมสร้างปางนาคปรกแสดงการนับถือนาค เพราะเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าที่อยู่มาแต่ดั้งเดิม ในนิทรรศการจัดแสดงพระพุทธรูปนาคปรกสององค์ตั้งอยู่ใกล้กันโดยทั้งสององค์ทำจากหินทรายและประทับขัดสมาธิราบเหนือขนดนาคที่เรียวเล็กลงเบื้องล่างสามชั้นและปรกด้วยนาคเจ็ดเศียร แต่องค์หนึ่งนั้นเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะแบบนครวัด (พุทธศตวรรษที่ 17) และไม่มีการครองจีวร ส่วนอีกองค์หนึ่งเป็นศิลปะแบบบายน (พุทธศตวรรษที่ 18) มีการครองจีวรและสลักชายสังฆาฏิเป็นแถบหน้าเห็นชัดเจน

พระพุทธรูปนาคปรกแบบบายนและมีการครองจีวร

“สององค์นี้ที่น่าสนใจคือองค์หนึ่งครองจีวร แต่อีกองค์ไม่มีจีวร จึงมีการตีความว่าช่างอาจคุ้นเคยกับการสลักเทวรูปจึงไม่ได้สลักจีวรให้พระพุทธรูป หรือพระพุทธรูปเมื่ออยู่ในวัดหรือวิหารอาจมีการห่มจีวรจริงให้ แต่คิดว่าน่าจะเป็นการเผอเรอของช่างมากกว่า ดังมีเรื่องเล่าว่าเมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสอินเดียเห็นรูปเคารพในระยะไกลและคิดว่าเป็นพระพุทธรูป แต่เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ปรากฏว่าเป็นรูปเคารพของพระมหาวีระ (ศาสดาของศาสนาเชน) ที่ไม่นิยมนุ่งห่มผ้า เพราะฉะนั้นการครองจีวรจึงถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการสร้างพระพุทธรูป”

ด้วยการจัดแสดงพระพุทธรูปองค์สำคัญจำนวนมากถึง 81 องค์ แน่นอนว่าอาจดูชิ้นสำคัญกันไม่ครบ Sarakadee Lite จึงชวน ยุทธนาวรากร แสงอร่าม ในฐานะภัณฑารักษ์ผู้นำชมแนะนำพระพุทธรูปองค์ที่เขาชื่นชอบเป็นการส่วนตัวในหลากหลายมิติทั้งในแง่สุนทรียะ คติการสร้างและประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยในลิสต์ท็อป 10 พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ต้องห้ามพลาดชมมีดังนี้

พระพุทธรูปโบราณ

01 หลวงพ่อเพชร

ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี

หลวงพ่อเพชรเป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยศิลปะสุโขทัยที่ได้รับอิทธิพลล้านนา (ประมาณ 600 ปีมาแล้ว) ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวชัยนาทและถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง การขนานนามว่าหลวงพ่อเพชรอาจเนื่องด้วยพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ในพระอิริยาบถนั่งแบบขัดสมาธิเพชร (พระบาทไขว้กันและเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง)

“หลวงพ่อเพชรเป็นพระพุทธรูปที่ได้รับการกล่าวขานว่างดงามมากและเมื่อได้เห็นองค์จริงแล้วก็ต้องยอมรับว่างดงามจริงๆ หากดูเผินๆ เหมือนพระพุทธรูปศิลปะล้านนา แต่จริงๆ แล้วคือศิลปะสุโขทัยที่ได้อิทธิพลล้านนา พระหัตถ์ขวาเป็นแบบล้านนา แต่พระหัตถ์ซ้ายเป็นแบบสุโขทัย แต่จุดหนึ่งที่แตกต่างคือถ้าเป็นพระล้านนาที่เข่าจะไม่มีจีวร แต่องค์นี้มีซึ่งถือเป็นลักษณะเด่นของศิลปะสุโขทัย พระบาทปั้นได้อูมสวยเป็นการผสมผสานของศิลปะสองแบบได้อย่างลงตัว” ยุทธนาวรากร กล่าว

ตามประวัติกล่าวว่าหลวงพ่อเพชรเดิมถูกพอกปูนไว้ ต่อมาเมื่อปูนกะเทาะออกจึงพบว่าเป็นพระพุทธรูปสำริดและประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระบรมธาตุวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ต่อมาเมื่อปี 2449 รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุวรวิหารได้ตรัสขออัญเชิญมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ภายหลังเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต ทางวัดจึงได้ทูลขอนำกลับมาประดิษฐานไว้ที่วัดเช่นเดิมก่อนที่จะมอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี เป็นหน่วยงานที่ดูแลรักษาต่อไป

พระพุทธรูปโบราณ

02 พระพุทธรูปปางลองหนาว

ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น

พระพุทธรูปปางลองหนาวเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนา (ประมาณ 300-400 ปีมาแล้ว) ในพระอิริยาบถนั่งทรงจีวรคลุมพระวรกายทดลองหนาวเพื่อจะได้ทรงทราบปริมาณของจีวรบริขารสำหรับภิกษุสงฆ์แต่พอดี

“ปางนี้เทียบเคียงกับพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้ากำลังคิดว่าพระสงฆ์แต่ละรูปจะมีจีวรกี่ผืนจึงจะเพียงพอ เพราะในช่วงเวลาหนึ่งพระสงฆ์สะสมจีวรเยอะเกินสมณรูป พระพุทธเจ้าจึงทรงลองคลุมพระวรกายในหน้าหนาวว่าห่มจีวรกี่ผืนถึงจะอุ่น สรุปคือสามผืนอันเป็นที่มาของไตรจีวร”

พระพุทธรูปปางลองหนาวยังเป็นปางที่หาได้ยากและที่สำคัญคือรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างปางนี้เป็นพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษาปรากฏตามจารึกที่ฐานชั้นล่างว่า “พระพุทธปฏิมา มีอาการนั่งทรงผ้าคลุมพระสรีราพยพลองหนาว…” เนื่องด้วยพระองค์เสด็จพระราชสมภพในเดือนมกราคมซึ่งอยู่ในฤดูหนาว

มูลเหตุการสร้างพระพุทธรูปปางนี้สืบเนื่องจากการที่รัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงรวบรวมและเรียบเรียงตำราทางพระพุทธศาสนาขึ้นคือพระนิพนธ์พุทธประวัติเรื่อง ปฐมสมโพธิกถา แล้วทรงประดิษฐ์แบบอย่างพระพุทธรูปปางต่างๆ ขึ้นตามพุทธประวัติดังกล่าว เพื่อให้ช่างสร้างเป็นพระพุทธรูปรวม 40 ปาง

“ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้อุทิศถวายพระพุทธรูปองค์เล็กๆ เหล่านี้ที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 3 แด่บูรพกษัตริย์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และต้นรัตนโกสินทร์ จึงเกิดเป็นพระประจำรัชกาล และได้ทรงสร้างพระปางสมาธิเพชรเป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลของพระองค์เอง สำหรับรัชกาลที่ 5 ทรงเลือกปางคันธารราฐ และรัชกาลที่ 6 เป็นปางลองหนาว”

พระพุทธรูปโบราณ

03 พระพุทธรูปปางฉันสมอ

ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก

พระพุทธรูปปางฉันสมอในรูปแบบศิลปะล้านนา (ประมาณ 200 ปีมาแล้ว) พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลาและกลางฝ่าพระหัตถ์มีภาชนะบรรจุผลสมอ ส่วนพระหัตถ์ขวาวางทอดลงบนพระชงฆ์และหงายพระหัตถ์ถือผลสมอเพื่อแสดงเหตุการณ์ในพุทธประวัติที่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ได้ 49 วันแล้วยังไม่ได้เสวยพระกระยาหารใดเลย พระอินทร์จึงได้ถวายผลสมออันเป็นทิพยโอสถแด่พระพุทธองค์โดยสรรพคุณของผลสมอนั้นยังปรากฏในตำราแพทย์แผนไทยหลายฉบับและในพระนิพนธ์ ตำราสรรพคุณยา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงวงษาธิราชสนิทถึงกับระบุว่าผลสมอนั้นมีคุณอนันต์กว่า 10 รัศมีพระอาทิตย์เลยทีเดียว

ผลสมอมีฤทธิ์เป็นยาระบาย แก้อาการท้องร่วง ท้องผูก และริดสีดวงทวาร รวมถึงช่วยให้ชุ่มคอ แก้อาการเจ็บคอ ละลายและขับเสมหะด้วย ด้วยสรรพคุณทางยาทำให้ผลสมอเป็นโอสถที่ได้รับพระบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธเจ้าให้ฉันหลังเพลได้ในเวลาจำเป็นทำให้เป็นไม้ผลอย่างหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในงานพุทธศิลป์ ดังเช่นพระพุทธรูปปางฉันสมอ ซึ่งเป็นปางหนึ่งที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงคัดเลือกจากพุทธประวัติให้ช่างสร้างเป็นพระพุทธรูปขึ้นตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 3

“พระพุทธรูปองค์นี้เป็นองค์ที่สมบูรณ์และเป็นปางที่หาได้ยาก เพราะที่พบในไทยไม่ค่อยพบที่เห็นผลสมอชัดเจน”

พระพุทธรูปโบราณ

04 พระพุทธรูปลีลา

ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก

พระพุทธรูปลีลาเป็นศิลปะสุโขทัย (ประมาณ 600-700 ปีมาแล้ว) แสดงอิริยาบถก้าวเดินบนฐานบัวทรงกลมและถ่ายทอดลักษณะบางประการของความเป็นมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการของพระพุทธเจ้า เช่น พระวรกายท่อนบนผึ่งผาย พระกรรณยาว พระศอกลม พระกรงามดุจงวงช้างและยาวจดพระชานุ พระเพลากลมกลึง และสันพระบาทยาว

“ในสมัยโบราณคติการสร้างพระพุทธรูปคือเป็นการทำสมาธิเพื่อระลึกถึงมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการของพระพุทธเจ้าและถ่ายทอดจากนามธรรมสู่รูปธรรมจึงไม่ได้มีสรีระเหมือนมนุษย์จริงๆ เช่น ข้อศอกและแขนต้องกลมกลึงและไม่เห็นกระดูก พระพักตร์ยาวและลักษณะสงบนิ่ง แต่ภายหลังพระพุทธรูปเริ่มมีกายวิภาคอย่างทางตะวันตก เช่น พระพุทธรูปลีลาที่ปั้นโดยอาจารย์ศิลป์ พีระศรี จะมีกล้ามเนื้อที่ชัดเจน พระพุทธรูปองค์นี้ถ่ายทอดความงามตามอุดมคติของช่างสุโขทัยได้อย่างโดดเด่น และในสมัยรัชกาลที่ 9 มองว่าความงามแบบสกุลช่างสุโขทัยเป็นความงามแบบคลาสสิกของพุทธศิลป์ไทย”

พระพุทธรูปโบราณ

05 พระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัย

ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

พระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัยศิลปะลพบุรี (ประมาณ 750-800 ปีมาแล้ว) พบที่พระปรางค์ทิศ มุมกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดมหาธาตุในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยุทธนาวรากรกล่าวว่าโดยส่วนตัวเขาชื่นชอบในสุนทรียะของพระพุทธรูปองค์นี้ที่มีพระพักตร์งาม ไม่ดุเกินไปและไม่แข็งกร้าวเกินไป

“วิธีการปั้นดี ริ้วจีวรมีเส้นสายที่คมชัด นิ้วพระหัตถ์ยื่นออกมาในขณะที่องค์อื่นอาจพับเข้าทำให้ดูมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม จากประวัติที่ถูกค้นพบที่พระปรางค์วัดมหาธาตุคาดว่าเป็นของเก่าจากที่อื่นที่นำมาบรรจุอยู่ในกรุ เพราะมีอายุเก่ากว่าที่จะสร้างในสมัยอยุธยา”

06 พระพุทธรูปปางมารวิชัยในซุ้มเรือนแก้ว

ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

พระพุทธรูปปางมารวิชัยสำริดในซุ้มเรือนแก้วเป็นศิลปะลพบุรี (ประมาณ 800 ปีมาแล้ว) และถูกขุดพบในไหขณะขุดบ่อบำบัดน้ำเสียในมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จังหวัดลพบุรี เมื่อปี 2540 พระพุทธรูปองค์นี้ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในโบราณวัตถุที่เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของชาติในหนังสือที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อปี 2551

พระพุทธรูปประทับขัดสมาธิราบบนฐานกลีบบัวคว่ำบัวหงายและแผ่นหลังเป็นซุ้มเรือนแก้วประกอบด้วยวงโค้ง เชิงกรอบรูปนาค ยอดซุ้มเป็นลายใบไม้สามเหลี่ยม ส่วนบนซุ้มเป็นไม้โพธิ์ ภายในใบไม้สามเหลี่ยมและท้องไม้ประดิษฐานพระพุทธรูปมารวิชัยขนาดเล็กจำนวนมากตามคติพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่เป็นจำนวนมากดั่งเม็ดทราย

พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

07 พระพุทธรูปปางมารวิชัย

ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะอยุธยา (ประมาณ 400-500 ปีมาแล้ว) ประทับขัดสมาธิเพชรและมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจคือถูกค้นพบในพระอุระของพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อครั้งมีการบูรณะ

“พระพักตร์ค่อนข้างกลม คางค่อนข้างแบน เม็ดพระศกใหญ่ รัศมีไม่ได้เป็นเปลวไฟ แต่เป็นรูปดอกบัวตูมซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะล้านนา ที่น่าสังเกตคือถ้าเป็นแบบล้านนาชายสังฆาฏิจะเป็นเขี้ยวตะขาบ แต่องค์นี้มีริ้วแฉกเพิ่มขึ้นมา”

พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

08 พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ปางมารวิชัย

ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม

พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ปางมารวิชัยมีพระพักตร์ใหญ่ พระขนงโก่ง พระนาสิกใหญ่และโด่งและพระโอฐใหญ่กว้างอันเป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปะอยุธยาในช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 23 (ประมาณ 300 ปีมาแล้ว) และทรงเครื่องใหญ่ที่เรียกว่าทรงเครื่องต้นอย่างพระมหาจักรพรรดิ์และใช้เทคนิคการหล่อแยกชิ้นประกอบเข้าด้วยกัน เช่น ส่วนยอดมงกุฎและกรรเจียกจร

“คติการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องอาจเป็นการแสดงพุทธิภาวะที่เทียบเท่ากับพระเจ้าจักรพรรดิ์ก็ได้หรือพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าปราบพระยามหาชมพูบดี แต่เมื่อพระพุทธรูปองค์นี้สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายในช่วงรัชกาลพระเจ้าปราสาททองจึงตอบได้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องปราบพระยามหาชมพูบดีแน่นอน เครื่องทรงมีช่องไฟห่างค่อนข้างเยอะ มงกุฎไม่สูงมากและกรรเจียกจรโค้งสูงและไม่ได้ตั้งเป็นแผงซึ่งลักษณะแบบนี้มักพบในงานจิตรกรรมมากกว่างานประติมากรรม”

พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

09 พระพุทธรูปปางประทานอภัย

ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถยืนตรงแสดงปางประทานอภัยหรือแสดงธรรมทั้งสองพระหัตถ์เป็นศิลปะลพบุรีในช่วงปลาย (ประมาณ 700-800 ปีมาแล้ว) และได้รับอิทธิพลศิลปะเขมรสมัยบายนด้วยพระเนตรเหลือบลงต่ำ พระโอฐแบะกว้าง พระนาสิกใหญ่และปรากฎการครองจีวรชัดเจนโดยมีชายแผ่กว้างข้างพระองค์ ฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองข้างมีลายพระหัตถ์เป็นวงโค้งซ้อนกันที่มุมทั้งสี่และลายดอกจันที่กึ่งกลางพระหัตถ์อันเป็นหนึ่งในมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ

พระพุทธรูปโบราณ

10 พระแก้วผลึกปางมารวิชัย

ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

พระพุทธรูปปางมารวิชัยทำจากหินควอตซ์เนื้อแก้วใสบริสุทธิ์ที่เรียกว่า แก้วผลึก เป็นศิลปะอยุธยา (ประมาณ 400 ปีมาแล้ว) และถูกพบพร้อมกับพระเจดีย์แก้วผลึกบรรจุพระบรมธาตุในช่องเสาหานเจดีย์ศรีสุริโยทัย ส่วนฐานเป็นแก้วเนื้อรองลงไป มีครอบพระเศียรด้วยทองคำสลักดุนเป็นเม็ดพระศก อุษณียะและรัศมีรูปเปลวประดับอัญมณี

“หินควอตซ์ธรรมชาติเนื้อแก้วใสมากมีเส้นใยผลึกของหินชัดเจน เป็นหินที่มีค่าหาได้ยากและในอยุธยาไม่มีแน่ วัสดุนี้ต้องเอามาจากล้านนาซึ่งนิยมสร้างพระพุทธรูปแก้วผลึก เพราะฉะนั้นในมิติของการค้า การเมือง และการปฏิสัมพันธ์ของแต่ละอาณาจักรในช่วงเวลานั้นสามารถสะท้อนผ่านพระพุทธรูปได้”

Fact File

  • นิทรรศการ พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน-10 กันยายน 2566
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถนนหน้าพระธาตุ กรุงเทพฯ เปิดเวลา 9.00-16.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันอังคาร)
  • สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-224-1333 และ 02-224-1402 หรือ Facebook.com/nationalmuseumbangkok

The post 10 ไฮไลต์ พระพุทธรูปโบราณ ในนิทรรศการพิเศษ พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...