โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สรุป 13 ข้อ "สี จิ้นผิง" คุยอะไรกับ "บลิงเคน" สหรัฐได้อะไรที่ต้องการหรือไม่ ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 มิ.ย. 2566 เวลา 04.34 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2566 เวลา 12.56 น.
แอนโทนี่ บลิงเคน ร่วมโต๊ะประชุมกับสี จิ้นผิง/ Photo by Leah Millis/ Pool / REUTERS/

การเยือนจีนของแอนโทนี่ บลิงเคน (Antony Blinken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของสหรัฐที่เดินทางเยือนจีนในรอบ 5 ปี จบลงด้วยการประชุมกับสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีของจีน ในช่วงบ่ายวันที่ 19 มิถุนายน 2566 ซึ่งต้องลุ้นกันจนนาทีสุดท้ายว่าบลิงเคนจะได้พบกับสี จิ้นผิง หรือจะได้พบเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ

การเยือนจีนของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ อยู่ในการจับตามองของทั่วโลก เนื่องจากความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจตกต่ำลงมากในช่วงปีหลัง ๆ มานี้

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนพูดคุยอะไรกับแอนโทนี่ บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐบ้าง ในการประชุมร่วมกันเป็นเวลา 35 นาที ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง แล้วท่าทีของทั้งสองฝ่ายหลังการประชุมเป็นอย่างไร “ประชาชาติธุรกิจ” สรุปออกมาเป็นข้อ ๆ ดังนี้

1.สี จิ้นผิง กล่าวตอนเริ่มต้นการพูดคุยกับบลิงเคนว่า “ฝ่ายจีนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกันที่ประธานาธิบดีไบเดนและผมบรรลุในบาหลี ทั้งสองฝ่ายยังมีความคืบหน้าและบรรลุข้อตกลงในประเด็นเฉพาะบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก”

2.สี จิ้นผิง กล่าวว่า หวังว่าจะเห็นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างจีนกับสหรัฐ และเชื่อว่าทั้งสองประเทศจะสามารถเอาชนะความยากลำบากต่าง ๆ ได้

“โลกต้องการความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพระหว่างจีนและสหรัฐ ทั้งสองประเทศสามารถแสวงหาแนวทางที่ถูกต้องเพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้กับมนุษยชาติ ผมคาดหวังว่าการเดินทางเยือนประเทศจีนของรัฐมนตรีบลิงเคนในครั้งนี้จะนำมาซึ่งการสร้างเสถียรภาพด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ” ประธานาธิบดีจีนกล่าว

3.แอนโทนี่ บลิงเคนกล่าวว่า สหรัฐอเมริกาและจีนมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการความสัมพันธ์ของสองประเทศ ซึ่ง “สหรัฐอเมริกามุ่งมั่นที่จะทำเช่นนั้น เพื่อประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา เพื่อประโยชน์ของจีน และเพื่อประโยชน์ของโลก”

4.สี จิ้นผิง เน้นย้ำว่าการแข่งขันของประเทศใหญ่ ๆ ไม่ได้เป็นภาพแทนของเทรนด์แห่งยุคสมัยนี้ และยิ่งกว่านั้น ยังไม่สามารถแก้ปัญหาของอเมริกาเองหรือความท้าทายที่โลกเผชิญอยู่ได้ “จีนเคารพผลประโยชน์ของสหรัฐ และไม่พยายามที่จะท้าทายหรือแทนที่สหรัฐ ในทำนองเดียวกัน สหรัฐจำเป็นต้องเคารพจีน และต้องไม่ทำสิ่งที่กระทบกระเทือนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของจีน”

5.ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นสัญญาที่จะพูดคุยสื่อสารกันต่อไป รวมถึงมีแผนที่ฉิน กัง (Qin Gang) รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนจะเยือนสหรัฐในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนเจ้าหน้าที่ฝั่งสหรัฐ เจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และจอห์น เคอร์รี (John Kerry) ทูตพิเศษด้านสภาพอากาศของสหรัฐ ก็คาดว่าจะเดินทางเยือนจีนในเร็ว ๆ นี้

6.ส่วนการหารือในประเด็นเฉพาะทาง มีการหารือเกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินโดยสารระหว่างกัน และหารือถึงความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนระหว่างนักศึกษาและผู้นำทางธุรกิจของสองประเทศมากขึ้น แต่การหารือก็ไม่มีผลที่เป็นรูปธรรม

7.สหรัฐอเมริกาไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการมากที่สุด นั่นคือการฟื้นฟูการสื่อสารระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ ซึ่งจีนตัดขาดไปหลังจากที่แนนซี เพโลซี (Nancy Peocy) ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐในขณะนั้นเดินทางเยือนไต้หวันเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

สหรัฐเห็นว่าการสื่อสารระหว่างกองทัพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการหลีกเลี่ยงการคำนวณผิดพลาดและความขัดแย้ง โดยเฉพาะในเรื่องไต้หวัน แต่จีนปฏิเสธความต้องการนี้ของสหรัฐ

หยาง เทา (Yang Tao) อธิบดีกรมอเมริกาเหนือและกิจการโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า จีนยังไม่พร้อมที่จะกลับมาเริ่มการติดต่อทางทหารกับสหรัฐอีกครั้ง

“ฝั่งสหรัฐทราบดีอยู่แล้วว่าเหตุใดการแลกเปลี่ยนระหว่างกันทางการทหารจึงยุ่งมียาก” เขากล่าวตำหนิว่าการที่สหรัฐคว่ำบาตรรัฐมนตรีกลาโหม หลี่ ฉางฟู่ (Li Shangfu) ของจีน เป็นเหตุผลที่ยังไม่สามารถกลับมาติดต่อสื่อสารทางการทหารกันได้

8.ในวันแรกของการเยือนปักกิ่ง บลิงเคนได้พูดคุยกับฉิน กัง (Qin Gang) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ซึ่งทั้งสองนับว่าเป็นตัวแทนจากสองฝั่งได้พูดคุยกันบ่อยในช่วงนี้

ฉิน กัง ชี้ให้บลิงเคนเห็นว่า ไต้หวันเป็นแกนกลางผลประโยชน์หลักของจีน เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ และเป็นความเสี่ยงที่โดดเด่นที่สุดในความสัมพันธ์ของจีนกับสหรัฐด้วย

9.ในวันที่ 19 มิถุนายน ในช่วงเช้าบลิงเคน ได้พบกับ หวัง อี้ (Wang Yi) นักการทูตระดับสูงสุดของจีน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน

มีรายงานว่าการพบกันของทั้งสองคนในระยะเวลา 3 ชั่วโมง เป็นไปอย่างตึงเครียด ประเด็นสำคัญที่จีนเน้นย้ำก็คือประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนบอกว่าไม่มีพื้นที่สำหรับการประนีประนอม ด้านสหรัฐบอกว่าไม่ได้ต้องการเปลี่ยน status quo หรือสถานภาพของจีนกับไต้หวันที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เตือนถึงการกระทำยั่วยุของจีนในช่องแคบไต้หวัน

10.หลังการพูดคุยระหว่างบลิงเคนกับหวัง อี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่า สหรัฐ “จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเจรจาหรือการเผชิญหน้า ความร่วมมือหรือความขัดแย้ง” โดยกล่าวโทษ “การรับรู้ที่ไม่ถูกต้องของสหรัฐ ซึ่งนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่ไม่ถูกต้องต่อจีน” เป็นต้นเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตกต่ำลงอย่างที่เป็นในปัจจุบัน

และกล่าวว่า สหรัฐแบกรับความรับผิดชอบในการยุติความถดถอยของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ เพื่อผลักดันให้ความสัมพันธ์กลับคืนสู่แนวทางที่ดีและมั่นคง

กระทรวงต่างประเทศของจีนบอกด้วยว่า หวัง อี้ ได้เรียกร้องให้สหรัฐเลิกคิดเรื่อง “ทฤษฎีภัยคุกคามจากจีน” ซึ่งไม่มีมูลความจริง และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายที่กระทำต่อจีน ยกเลิกการปราบปรามการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน และละเว้นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนของโดยพลการ

11.บลิงเคนแถลงว่า การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้บรรลุเป้าหมาย เพราะทั้งสองฝ่ายได้ฟื้นฟูการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศ ทั้งสองฝ่ายได้เปิดพื้นที่การพูดคุยสื่อสาร

“จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องสื่อสารกันในลักษณะนี้…นี่คือสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไป” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าว และบลิงเคนเล่าด้วยว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนกล่าวชื่นชมความคืบหน้าระหว่างกันว่า “ดีมาก”

12.โจ ไบเดน (Joe Biden) ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงความเห็นต่อการเยือนจีนของบลิงเคนว่า “บลิงเคนทำผลงานได้ดีเยี่ยม ขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐกำลังอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง”

13.แม้ทางฝั่งสหรัฐจะบอกว่าพอใจ แต่ฝั่งจีนแสดงท่าทีไม่พอใจ มีการรายงานของสถานีโทรทัศน์ในจีนว่า หลังจากที่เครื่องบินของบลิงเคนออกจากจีนแล้ว กระทรวงการต่างประเทศของจีนบอกอีกว่า การประชุมของสี จิ้นผิง กับบลิงเคน เป็นเรื่องของ “มารยาท” เท่านั้น แล้วกล่าวโทษสหรัฐว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง

อ้างอิง :

  • Reuters
  • Bloomberg
  • Global Times [1]
  • Global Times [2]
  • AP

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...