“ชาดา” ถล่มยับก้าวไกลหยุดหลงระเริง 14 ล้านเสียง
เปิดประชุมรัฐสภาโหวตนายกฯ เสนอชื่อ “พิธา” โหวตชิงนายกฯ คนเดียว “ชาดา” เปิดอภิปรายถล่มยับก้าวไกล หยุดหลงระเริง 14 ล้านเสียง ฉุนอยากออกกฎหมายยิงคนหมิ่นสถาบัน หากยอมถอยยกเลิกแก้ ม.112 ภูมิใจไทยพร้อมโหวตลงคะแนนให้ ส.ว.ต้าน “พิธา” ทุกทาง กางกฎหมาย ค้านเสนอชื่อคนมีตำหนิชิงนายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีการเสนอชื่อนายกฯ แล้ว ที่ประชุมรัฐสภาเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปรายซักถามในประเด็นข้อสงสัยต่างๆ โดยนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายเป็นคนแรกว่า พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนไม่สนับสนุนนายกฯ ที่มีแนวทางแก้ไขมาตรา 112 พรรคภูมิใจไทยพร้อมเป็นฝ่ายค้าน เพื่อคัดค้านการแก้ ม.112เต็มที่ และไม่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยืนยันจะแก้ไขมาตรา 112 อ้างว่า ทำเพื่อรักษาสถาบันด้วยเจตนาดี แต่ตนและพรรคภูมิใจไม่เชื่อ อยากถามอีก 7 พรรคร่วมรัฐบาลจะว่าอย่างไรเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 โดยการอ้างสิทธิ 14 ล้านเสียง แต่คนไทยไม่ได้มีแค่ 14 ล้านเสียง ต้องเป็นนายกฯ คนไทยทั้งหมดประเทศ อย่าหลงระเริง 14 ล้านเสียง เพราะไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เสียงชี้ขาด สิ่งที่นายพิธานำเสนอไม่ใช่แก้ไข แต่เป็นการยกเลิกมาตรา112 เพราะจะนำสถาบันออกจากความมั่นคงของชาติ และแสดงอาการต่อสาธารณชนมาตลอด เป็นการส่งเสริมให้ละเมิดสถาบัน นายพิธายังเคยเสนอแก้ไขยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาทสถาบันไม่ให้เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง การเสนอแก้ไขมาตรา112 เป็นการหมิ่นสถาบัน มีการกำหนดโทษจำคุก 6 เดือนน้อยกว่าโทษหมิ่นประมาททั่วไป หรือไม่ต้องรับโทษถ้าเป็นการหมิ่นด้วยเจตนาบริสุทธิ์
นายชาดากล่าวว่า สิ่งที่เจ็บปวดกว่าคือ มีคำพูดผู้นำทางจิตวิญาณของพรรคก้าวไกลบอกว่า ถ้านายพิธาเป็นนายกฯ จะให้นายพิธาลงสัตยาบันในกฎหมายว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศคือ สามารถฟ้องผู้เป็นประมุขได้ เป็นสิ่งรับไม่ได้ หมายความว่าคนนอกประเทศฟ้องพระมหากษัตริย์ได้ ตนคงทำใจไม่ได้ การอ้างเจตนาดี เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาแอบอ้างสถาบัน เป็นวิธีไม่ถูกต้อง ถ้าใครแอบอ้างสถาบันต้องลงโทษคนนั้น ไม่ใช่ลดการคุ้มครองสถาบัน ประเทศนี้ถ้าแก้มาตรา112ไม่ได้ จะล่มจมหรือ พรรคก้าวไกลเกิดมาเพื่อแก้มาตรา112 อย่างเดียวหรือ คิดว่าพรรคก้าวไกลเกิดมาเพื่อล้มล้าง ไม่ต้องชี้ด่าส.ว. หรือฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องชี้ที่ตัวเอง ถ้าพูดมาคำเดียวจะไม่ยุ่งมาตรา 112 พรรคภูมิใจไทยจะลง คะแนนให้ พรรคภูมิใจไทยถือเป็นพันธกิจที่จะคัดค้านท่านทุกทาง ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ ท่านบอกตัวเองเป็นฝั่งประชาธิปไตย อีกฝ่ายไม่ใช่ฝั่งประชาธิปไตย เป็นฝั่งโจร ถ้าเป็นโจรก็ยอม เพราะเป็นโจรรักชาติ ปกป้องสถาบัน วันนี้ใครเห็นตรงข้ามโดนหมด ใครก็รักพ่อ รักแม่ตัวเอง ถ้าปล่อยให้คนด่าแล้วไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ยิงกันระเบิดแน่ ถ้าตนขอออกกฎหมายใหม่ ยิงคนหมิ่นสถาบันแล้วไม่ติดคุกดีหรือไม่ อย่าให้คิดว่า พรรคก้าวไกล พรรคอนาคตใหม่เกิดมาเพื่อล้มล้างหรือไม่ ทำไมไม่ถอยสักนิด อย่าไปจุดชนวนให้บ้านเมือง
นายประพันธ์ คูณมี ส.ว. กล่าวว่า การเสนอชื่อพิธาเป็นนายกฯ เป็นการเสนอชื่อบุคคลมีลักษณะต้องห้าม ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 159 และ 160 โดยมาตรา160(6)ระบุคุณสมบัติคนเป็นรัฐมนตรีต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา98(3) คือไม่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นสื่อ แต่นายพิธามีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา98(3) ทำให้ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาได้ เพราะมีลักษณะต้องห้าม การเสนอชื่อนายพิธาจึงไม่ชอบ ยิ่งกกต.ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพส.ส.นายพิธาสิ้นสุดลงหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องทางธุรการแล้ว แสดงให้เห็นว่า นายพิธามีคุณสมบัติต้องห้าม ตามความเห็นเป็นที่ยุติของกกต. สภาต้องพิจารณาว่า การเสนอชื่อนายพิธาเป็นการเสนอชื่อโดยชอบ และขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แม้อาจมีคนแย้งว่า ยังไม่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญถึงที่สุด แต่ปัญหานี้ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องคุณสมบัติส.ส. วิญญูชนวินิจฉัยได้ ไม่ต้องไปถามศาล การให้ศาลวินิจฉัยเพราะกกต.เห็นว่า สมาชิกภาพส.ส.นายพิธาสิ้นสุดแล้ว แต่ไม่ยอมรับ ดังนั้นรัฐสภาไม่อาจรับการเสนอชื่อนายพิธาได้ หากให้ความเห็นชอบย่อมขัดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา คนที่ลงมติย่อมรู้ยู่แล้ว หากคนที่ลงมติมีคุณสมบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังลงมติ อาจเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ และการนำชื่อคนมีลักษณะต้องห้ามขึ้นทูลเกล้าญ ย่อมมิบังควร สมาชิกรัฐสภาควรใช้ดุลยพินิจว่า เมื่อมีลักษณะต้องห้าม ไม่สามารถเสนอชื่อได้ หากดึงดันลงมติ อาจถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ขอคัดค้านการเสนอชื่อพิธาเป็นนายกฯ ให้ประธานพิจารณาด้วย
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขอใช้สิทธิพาดพิงว่า เวทีนี้คือเวทีเลือกนายกฯไม่ใช่เวทีแก้กฎหมายใดๆ แต่ผู้นำที่ดีต้องมีความอดทนอดกลั้นรับฟังข้อกล่าวหาที่จะจริงหรือไม่จริง สิ่งที่เห็นด้วยกับนายชาดาว่า เรื่องมาตรา 112 ไม่ได้อยู่ในเอ็มโอยู 8 พรรค ที่เป็นความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล แต่การแก้ไขกฎหมายเป็นหน้าที่ของสภา ไม่มีใครผูกขาดความคิดใดๆได้ แต่สภามีหน้าที่แก้ไขข้อขัดแย้งที่มีความเห็นแตกต่าง แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยกับนายชาดาคือ การลงนามในกฎไอซีซี ที่มีหลักการเรื่องอาชญากรรรมทางสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 27ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ เดนมาร์ก สวีเดน ก็เซ็นลงนาม ถ้าเราเข้าใจว่า สถาบันอยู่เหนือการเมือง ทรงอำนาจผ่านครม. ก็ไม่ใช่ประเด็นอย่างที่นายชาดากล่าวหา สิ่งที่น่ากังวลคือ การบอกใครหมิ่นสถาบันให้เอาปืนไปยิง ก็ไม่แน่ใจว่า คนที่สูญเสียคดี 99ศพ ที่ราชประสงค์ หรือเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 และ14 ต.ค.2516 ที่ยังไม่รู้วัฒนธรรมรับผิดรับชอบ จะรู้สึกอย่างไร เมื่อมีคนอภิปรายในสภาแบบนี้ ส่วนทีนายประพันธ์ระบุการเสนอชื่อตนเป็นนายกฯไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอยืนยัน ตนยังมีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบทุกประการ ตนไม่เคยรู้ข้อกล่าวหาคืออะไร สงสัยประเด็นใด สมมติฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาคือผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน คนที่อยู่ในวงการทนายเข้าใจหลักการนี้ดี จะมีศาลเตี้ยในสภาไม่ได้ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียว ตอนปี2562 มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น แต่ไม่มีปัญหาใดๆ ตนรัดกุมมาตลอดเรื่องคุณสมบัติ สอบถามทั้ง กกต. ป.ป.ช. ตั้งแต่เป็นส.ส.ครั้งแรก ยอมรับในการตรวจสอบ ยังดีกว่าบางคนที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ทั้ งกกต.และ ป.ป.ช.