บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาลอย่างหนักหน่วงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิ์ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เพิ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย
โดยเฉพาะเงื่อนไขอันเข้มงวดเรื่องการถือครองทรัพย์สิน ทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ รวมถึงการตัดสิทธิ์กลุ่มนิสิตนักศึกษาและผู้เรียนในระบบ ที่ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรง
ดูเหมือนว่ารัฐบาล ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มตระหนักถึงปัญหาและเร่งปรับจูนทิศทางเพื่อลดแรงปะทะจากประชาชน โดยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำเนียบรัฐบาล “เฮียโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแถลงการณ์แสดงความเสียใจและขออภัยต่อประชาชนถึงความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น
โดยย้ำว่าเจตนารมณ์ดั้งเดิมของเกณฑ์ดังกล่าวคือการมุ่งเน้นคัดกรองให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่สมควรได้รับจริงๆ แต่เมื่อพบข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลจึงเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีการปรับปรุงเงื่อนไขใหม่ให้ยืดหยุ่นขึ้น โดยเน้นไปที่การบรรเทาปัญหาสำหรับผู้ถือครองรถเก่าที่สิ้นสภาพไปแล้ว รถที่โอนลอย หรือรถที่ถูกสวมสิทธิ์ รวมถึงการเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งบันทึกข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อใช้ประกอบการอุทธรณ์สิทธิ์
ในส่วนของนิสิตนักศึกษานอกระบบ ทั้งจาก สกร. และอาชีวศึกษา ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องลาออกจากระบบการศึกษาเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ตามที่หลายคนกังวล เนื่องจากทางกระทรวงการคลังจะพิจารณาองค์ประกอบอื่นประกอบด้วย ไม่ได้ตัดสิทธิ์เพียงเพราะสถานะการเป็นนักเรียนนักศึกษาเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่รัฐบาลพยายามขานรับเสียงสะท้อนจากสังคมในทันที
คู่ขนานไปกับการแก้ไขปัญหาเกณฑ์การคัดกรอง ทางด้านกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของ “อธิบดีพวง” นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ก็ได้เร่งเดินหน้ากลไกการทำงานระดับพื้นที่อย่างเต็มกำลัง โดยมีการสั่งการไปยังที่ทำการปกครองจังหวัดและอำเภอทั่วประเทศ ให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการ หรือ One Stop Service ที่ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่ง เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับธนาคารกรุงไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั้งในการยืนยันตัวตนและการยื่นอุทธรณ์สิทธิ์
นอกจากนี้ ยังได้เปิดบริการเชิงรุกในลักษณะ อำเภอพึ่งได้ โดยให้เจ้าหน้าที่ นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เข้าหาประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางมายังที่ว่าการอำเภอ เพื่อเก็บข้อมูลและช่วยเหลือในการอุทธรณ์สิทธิ์ให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด
แม้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะถือเป็นก้าวย่างที่สะท้อนถึงการรับฟังประชาชน แต่ในภาพรวมของรัฐบาลชุดนี้กลับยังมีคำถามตัวโตๆ เกี่ยวกับเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของสาธารณชน เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะผลักดันโครงการใดๆ หรือแจกเงินในรูปแบบไหน ดูเหมือนจะยังหนีไม่พ้นกระแสวิจารณ์จากสังคม อีกทั้งเรื่องฉาวโฉ่เกี่ยวกับการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถูกขุดคุ้ยออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งซ้ำเติมให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น
แม้นายกรัฐมนตรีจะพยายามย้ำด้วยสโลแกน “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” เพื่อแสดงเจตจำนงในการกวาดล้างการทุจริต แต่ดูเหมือนว่าความพยายามดังกล่าวจะยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อตัวละครที่เกี่ยวข้องหลายรายมีความใกล้ชิดกับคนในพรรคภูมิใจไทย จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของคนในรัฐบาล
สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งหาคำตอบให้ได้ โดยเฉพาะผลงานของรัฐมนตรีหรือกลุ่มที่ถูกจับตาว่าเป็น “ลูกเทพ” ที่ดูจะทำผลงานได้ไม่ปังอย่างที่คาดหวัง และกลายเป็นตำบลกระสุนตกที่คอยดึงรั้งคะแนนนิยมของรัฐบาลให้ดิ่งลง หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเชื่อมั่นหรือจัดการกับเรื่องฉาวเหล่านี้ให้เป็นที่ประจักษ์ได้
การปรับคณะรัฐมนตรีที่เคยถูกคาดการณ์ไว้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด 1 ปี เพื่อนำบุคคลที่มีความสามารถและมีความพร้อมเข้ามาแสดงฝีมือ แทนที่ผู้ที่กำลังเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล โดยในฝั่งนิติบัญญัติขณะนี้ก็ทำงานเข้าตาหลายคน ซึ่งถือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่นายกฯ อาจต้องตัดสินใจเพื่อประคับประคองนาวาการเมืองให้เดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนที่รอคอยการเปลี่ยนแปลง.
เสือดำ