จับตา ESG Bond ไทยโตกระโดด 47 เท่าใน 7 ปี ทะลุ 1.08 ล้านล้านบาท เฉลี่ยโต 55% สวนทาง Bond ทั่วไปโต 4-5%
จับตา ESG Bond ไทยโตกระโดด 47 เท่าใน 7 ปี ทะลุ 1.08 ล้านล้านบาท เฉลี่ยโต 55% สวนทาง Bond ทั่วไปโต 4-5%
ThaiBMA เผยตลาด ESG Bond ไทยเติบโตก้าวกระโดด จาก 23,000 ล้านบาท สู่ 1.08 ล้านล้านบาท ภายในรอบ 7 ปี คิดเป็นการเติบโตเกือบ 47 เท่า หรือเฉลี่ยปีละ 55% ในทางกลับกัน ตลาด Bond ทั่วไปกลับโตต่ำเพียง 4-5% เท่านั้น นอกจากนี้ สาขาที่ปล่อยคาร์บอนสูงยังครองแชมป์การระดมทุน โดยพลังงานและคมนาคมครองสัดส่วนกว่าครึ่งของตลาด ขณะเดียวกัน ไทยยังมีช่องว่างทางการเงินอีกกว่า 5-7 แสนล้านบาทต่อปี จากปัจจุบันที่ทำได้เพียง 2 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย NDC 3.0
ESG Bond โต 47 เท่าใน 7 ปี
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai Bond Market Association – ThaiBMA) เปิดเผยสถิติการเติบโตของตลาดพันธบัตร ESG (ESG Bond) ของไทย โดยระบุว่าตลาดนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากมูลค่าเพียง 23,000 ล้านบาทในปี 2562 เพิ่มเป็น 1.081 ล้านล้านบาท ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 47 เท่าในระยะเวลาเพียง 7 ปี ทั้งนี้ อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 55% ต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 174,000 ล้านบาทต่อปี
เมื่อเทียบกับตลาดตราสารหนี้ไทยโดยรวม กลับพบว่าเติบโตเพียง 4-5% ในรอบ 7 ปีเดียวกัน โดยมูลค่าตลาดรวมเพิ่มจาก 13.52 ล้านล้านบาทในปี 2562 มาอยู่ที่ 18.3 ล้านล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2569 คิดเป็นการเติบโตสะสมประมาณ 35% ตลอด 7 ปี หรือเฉลี่ยเพียงปีละ 4-5% เท่านั้น
กลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดตราสารหนี้ไทยคือ ESG Bond แม้จะมีสัดส่วนเพียง 5.9% ของตลาดทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นเซกเมนต์ที่ร้อนแรงที่สุด ดังนั้น แนวโน้มการออก ESG Bond กำลังกลายเป็นทางเลือกหลักในการระดมทุนของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ยังช่วยเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจปรับโครงสร้าง และลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน สอดรับกับยุคที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
ภาครัฐครอง ESG Bond
แม้ ESG Bond จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีมูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับตลาดตราสารหนี้ทั้งหมดแล้ว ยังมีสัดส่วนเพียง 5.9% เท่านั้น ขณะที่ตราสารหนี้ ESG ภาคเอกชนมีมูลค่าคงค้างอยู่ที่ 283,091 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 6.3% ของตลาดหุ้นกู้ระยะยาวทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าตลาด ESG Bond ของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
หากพิจารณาตามมูลค่า จะพบว่าตราสารหนี้ ESG ส่วนใหญ่มาจากภาครัฐ (Government ESG Bond) มีมูลค่า 798,339 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 74% ของตลาดทั้งหมด ขณะที่ภาคเอกชนมีมูลค่าเพียง 283,091 ล้านบาท หรือสัดส่วน 26% ดังนั้น หากเทียบด้านมูลค่า ภาครัฐจึงมีสัดส่วนสูงกว่าอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากเทียบจำนวนผู้ออกตราสารสะสม กลับพบว่าภาคเอกชนมีมากถึง 35 ราย ขณะที่ภาครัฐมีเพียง 9 ราย (จุดนี้ต้นฉบับระบุ “9 ล้านราย” ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบท จึงแก้เป็น “9 ราย” — โปรดตรวจสอบตัวเลขที่ถูกต้องอีกครั้งกับแหล่งข้อมูล)
เงินทุน ESG ไหลเข้าพลังงาน-คมนาคมสูงสุด
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเงินลงทุนที่ระดมผ่าน ESG Bond ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคที่มีความต้องการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) เป็นหลัก โดยพลังงานครองสัดส่วนสูงสุดที่ 38% ตามด้วยคมนาคมที่ 25% เมื่อรวมกันแล้ว ทั้ง 2 อุตสาหกรรมนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 63% หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดตราสารหนี้ ESG ภาคเอกชนทั้งหมด
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมอื่นก็มีการกระจายตัวอยู่บ้าง ได้แก่ ICT สัดส่วน 9% การท่องเที่ยว สัดส่วน 8% อาหาร สัดส่วน 8% อสังหาริมทรัพย์ สัดส่วน 4% ปิโตรเคมี สัดส่วน 4% และ REITs สัดส่วน 3%
นักลงทุนสถาบันครองตลาด ESG Bond
เมื่อแยกสัดส่วนโครงสร้างผู้ถือครองตราสารหนี้ ESG จะพบว่าส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนสถาบัน โดยฝั่งภาครัฐ (Government ESG Bond) มีผู้ถือครองหลักคือธนาคารพาณิชย์ สัดส่วน 28.63% ตามด้วยกองทุนระยะยาว สัดส่วน 23.96% บริษัทประกัน สัดส่วน 15.14% และนักลงทุนต่างชาติ สัดส่วน 13.61%
ขณะเดียวกัน ฝั่ง Corporate ESG Bond มีบริษัทประกันเป็นผู้ถือครองมากที่สุด สัดส่วน 21.48% ตามด้วยนักลงทุนรายย่อย สัดส่วน 16.39% กองทุนระยะยาว สัดส่วน 15.35% สหกรณ์ สัดส่วน 14.40% และธนาคาร สัดส่วน 13.12%
“นี่เป็นสัญญาณว่านักลงทุนมองภาพระยะยาว โดยเน้นการสร้างผลตอบแทนควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ”
จุดเปลี่ยนตลาด ESG Bond ไทย ปิดช่องว่างการเงิน
ตลาด ESG Bond ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) มูลค่าคงค้างทะลุ 1.08 ล้านล้านบาทแล้ว และยังเติบโตเฉลี่ย 55% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การระดมทุนในยุคต่อไปจะยิ่งมุ่งเน้น ESG มากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ และบรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงต้องการเงินลงทุนอีกสูงถึง 5-7 แสนล้านบาทต่อปี นั่นหมายความว่ายังมีช่องว่างทางการเงิน (Financing Gap) อีกมหาศาล เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) ผ่านการเพิ่มตราสารหนี้ในภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง
“ยังเห็นช่องว่างในหลายกลุ่มที่ปล่อยคาร์บอนสูง และยังปรับตัวหรือลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก โดยกลุ่มนี้ยังไม่เป็นสีเขียว แต่มีความต้องการระดมทุน สัดส่วนของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Investor) อยู่ที่ 31.61% ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป”
สำหรับแนวทางเริ่มต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐบาลอนุมัติจัดตั้งกองทุน Thai ESG Fund ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สิ่งที่ได้ยินมาตลอดจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. คือ Supply ของ ESG Bond ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะตราสารที่ออกโดยภาคเอกชน
“ความต้องการลงทุนใน ESG Corporate Bond ของนักลงทุนสถาบัน เกิดจากข้อจำกัดของพันธบัตรภาครัฐ ที่มักไม่มีทางเลือกไถ่ถอนก่อนกำหนดในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น”
ก.ล.ต. เข้มมาตรฐาน ESG Bond เปิดทาง Thailand Taxonomy
ด้านหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ต่อ ESG Bond ภาคเอกชนจะเป็นเช่นเดียวกับตราสารหนี้ทั่วไป แต่จะมีการเพิ่มกรอบการทำงาน (Framework) เพื่อตอบโจทย์การใช้เงินระดมทุน (Use of Proceeds) และกระบวนการคัดเลือกโครงการ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ต้องมีองค์กรภายนอก (Third Party) เข้ามาตรวจสอบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในไตรมาส 3 ปีนี้ พร้อมกันนี้ การเสนอขาย GSSB (Green, Social, Sustainability and Sustainability-Linked Bond) บางประเภทจะต้องมี External Review แบบบังคับ (Mandatory) จากเดิมที่เป็นเพียงทางเลือก
ส่วน Sustainability-Linked Bond (SLB) ยังไม่บังคับให้นำเงินไปใช้ในโครงการเพื่อความยั่งยืนโดยตรง แต่จะผูกอัตราดอกเบี้ยกับความสำเร็จของเป้าหมายด้านความยั่งยืน (KPI/SPT) ทั้งนี้ บริษัทต้องเปิดเผยและรายงานผลตามช่วงเวลาที่กำหนด พร้อมมีผู้ตรวจสอบภายนอกเข้ามาช่วยตรวจสอบเช่นกัน
“ก.ล.ต. กำลังพัฒนาหลักเกณฑ์ คาดว่าจะประกาศได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ได้แก่ Transition Bond และ Thailand Taxonomy-Aligned Bond ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อรองรับธุรกิจที่ยังไม่ใช่ธุรกิจสีเขียวเต็มรูปแบบ”
การปิดช่องว่างการระดมทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย จะต้องขับเคลื่อนโจทย์ที่มองภาพกว้างขึ้น ไม่ใช่เพียงกระตุ้นความต้องการให้ตลาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่ต้องระดมทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายของยุคเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียวด้วย
“การที่บอนด์ไทยโตจาก 2.3 หมื่นล้านบาท สู่กว่า 1 ล้านล้านบาทในเวลาไม่ถึง 7 ปี ถือว่าเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่โจทย์ถัดไปคือทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น ด้วยการระดมทุนให้เพียงพอ และกระจายเงินทุนไปสู่ทุกภาคเศรษฐกิจที่ต้อง Transition”
ท้ายที่สุด ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกเกณฑ์จำแนกกิจการ (Thailand Taxonomy) 2 เฟส โดยเฟส 1 ครอบคลุมอุตสาหกรรมพลังงานและการขนส่ง ขณะที่เฟส 2 ครอบคลุมภาคการเกษตร การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ การผลิต และการจัดการของเสีย เมื่อรวมกันแล้ว ทั้ง 2 เฟสครอบคลุมสัดส่วนถึง 95% ของกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ ทั้งนี้ Taxonomy จะจัดกลุ่มกิจกรรมออกเป็น 3 สี คล้ายสัญญาณไฟจราจร ได้แก่ สีเขียว (ปล่อยก๊าซต่ำ/ใกล้ศูนย์) สีแดง (ปล่อยก๊าซสูง) และสีเหลือง (อยู่ระหว่างการปรับตัวสู่สีเขียว)