“น้ำมันอิหร่าน” ไปจีนสะดุดหนัก ซัพพลายเอเชียร่อยหรอ ก่อนสหรัฐยกระดับคว่ำบาตร
"น้ำมันอิหร่าน" ไปจีนสะดุดหนัก ซัพพลายเอเชียร่อยหรอ ดันราคาจากส่วนลดพลิกเป็นพรีเมียมราว 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนสหรัฐยกระดับคว่ำบาตร
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 13.56 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การส่งออกน้ำมันของอิหร่านมายังเอเชียแทบหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันอิหร่านที่เสนอขายในภูมิภาคพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี แม้รัฐบาลสหรัฐยังไม่ได้ประกาศมาตรการชุดใหม่ที่มุ่งโดดเดี่ยวเตหะรานและประเทศคู่ค้าทางเศรษฐกิจ
โรงกลั่นเอกชนของจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำมันที่มีให้ซื้อในเอเชียลดลงอย่างมาก จนราคาน้ำมันอิหร่านซึ่งปกติซื้อขายในราคาส่วนลดเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันอ้างอิงโลก พลิกมาเป็นซื้อขายในราคาพรีเมียมราว 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามข้อมูลจากผู้ค้าในตลาด
สาเหตุสำคัญของภาวะขาดแคลนมาจากความสำเร็จของมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านที่บรรทุกสินค้าแล้วติดค้างอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่เรือเปล่าจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าไปรับสินค้าได้
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่า ปัจจุบันมีน้ำมันเพียงประมาณ 40 ล้านบาร์เรล อยู่ในน่านน้ำทางตะวันออกของคาบสมุทรมาเลเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับพักและถ่ายลำน้ำมันที่ส่งไปยังจีนและประเทศอื่นในเอเชีย และในจำนวนดังกล่าวคาดว่าเหลือน้ำมันที่ยังไม่ได้ขายเพียงประมาณ 4 ล้านบาร์เรล หรือเทียบเท่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่เพียง 2 ลำ
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ จะเปิดเผยแผนในวันจันทร์ ซึ่งเขาระบุว่าจะเป็นการสร้างการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจแบบประสานงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
โรงกลั่นน้ำมันของจีน รวมถึงธนาคารที่ให้เงินทุนแก่บริษัทเหล่านี้ ถูกมองว่าเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนที่สุดของมาตรการครั้งใหม่ อย่างไรก็ตามการดำเนินมาตรการรุนแรงขึ้นอาจสร้างต้นทุนทั้งด้านการเงินและการทูตให้แก่สหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปริมาณน้ำมันอิหร่านที่พร้อมขายในเอเชียลดลงอย่างมาก
ที่ผ่านมา สหรัฐมุ่งคว่ำบาตรผู้เล่นรายเล็กในเครือข่ายการค้าน้ำมันอิหร่าน เช่น โรงกลั่นเอกชนขนาดเล็ก ท่าเรือ และตัวกลางทางการค้า ขณะเดียวกันยังหลีกเลี่ยงการบังคับใช้มาตรการที่รุนแรงกับผู้เล่นรายใหญ่ เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบความสัมพันธ์กับปักกิ่งและผลักดันราคาน้ำมันโลกให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปีนี้ สหรัฐได้คว่ำบาตร Hengli Petrochemical (Dalian) Refinery หนึ่งในโรงกลั่นเอกชนรายใหญ่ของจีน ซึ่งถือเป็นการยกระดับแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญ และกระตุ้นให้จีนตอบโต้ด้วยการสั่งบริษัทภายในประเทศไม่ให้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว จนถึงขณะนี้ สหรัฐยังไม่ได้ขยายมาตรการไปถึงธนาคารรายใหญ่ของจีน
เอ็มมา หลี่ นักวิเคราะห์ตลาดจีนของ Vortexa ระบุว่า ราคาน้ำมันอิหร่านในปัจจุบันอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ซึ่งอาจทำให้โรงกลั่นอิสระของจีน หรือที่เรียกว่า Teapot Refineries หันกลับไปซื้อน้ำมันเกรดทั่วไป หรือเลือกปรับลดกำลังการกลั่นแทน
แรงกดดันยังเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันอ้างอิงโลกที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกำลังกดดันความต้องการน้ำมันในจีน และทำให้แนวโน้มของโรงกลั่นขนาดเล็กยิ่งไม่แน่นอน
อิหร่านเผชิญมาตรการคว่ำบาตรรุนแรงมานานหลายทศวรรษ และยังไม่ชัดเจนว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหม่จะสามารถเปลี่ยนท่าทีของเตหะรานได้หรือไม่ หลังการสู้รบดำเนินมาหลายเดือนโดยยังไม่ทำให้อิหร่านยอมจำนน
อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ประกาศว่าจะตัดเส้นเลือดทางเศรษฐกิจทุกเส้นของอิหร่าน โดยระบุว่าประเทศและองค์กรที่ยังคงซื้อน้ำมัน ขนส่งปิโตรเลียม หรือช่วยให้อิหร่านเคลื่อนย้ายเงินผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตราและเขตการค้าเสรี จะต้องพิจารณาถึงผลที่จะตามมาจากการสนับสนุนรัฐบาลเตหะรานต่อไป
อ้างอิง : bloomberg.com