ราชการไทยยุคใหม่ ติดต่อง่ายขึ้น เช็กสถานะได้จริง และไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำซากอีกต่อไป
รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมุ่งนำเทคโนโลยีเข้ามาลดขั้นตอนและงานที่ซ้ำซ้อน เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และพัฒนาบริการภาครัฐให้ประชาชนติดต่อราชการได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณเพื่อสร้างพื้นที่สำหรับการลงทุนและการพัฒนาประเทศในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวได้รับการเปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารนโยบายและแนวทางการทำงานของรัฐบาล โดยเทปแรก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี อธิบายแนวคิดการ “พัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ว่า ต้องการให้ความสำคัญกับการลงมือปรับกระบวนการทำงานและสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถรับรู้ได้จริง
นายปกรณ์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งความผันผวนของการค้าโลก มาตรการระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนและไฟป่า รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ขณะที่ประเทศต่าง ๆ กำลังปรับโครงสร้างภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ตั้งเป้าลดภาระรายจ่ายประจำ เพิ่มพื้นที่งบลงทุน
อีกโจทย์สำคัญอยู่ที่โครงสร้างงบประมาณ โดยนายปกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันรายจ่ายประจำอยู่ที่ประมาณ 73% ขณะที่รายจ่ายเพื่อการลงทุนมีสัดส่วนประมาณ 20% หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดภาระรายจ่ายประจำได้ จะเปิดโอกาสให้ขยายสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณ 20% ไปสู่ 30% เพื่อให้ประเทศมีทรัพยากรรองรับการพัฒนาและความท้าทายในอนาคตมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบราชการจะไม่เริ่มต้นจากการประกาศลดจำนวนข้าราชการ แต่จะพิจารณาภารกิจของแต่ละหน่วยงาน กระบวนงานที่จำเป็น และงานส่วนใดที่สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้กำลังคนสามารถมุ่งไปทำภารกิจที่จำเป็นและสร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้น
นายปกรณ์ยกตัวอย่างประสบการณ์ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเดิมเรื่องที่เข้าสู่ระบบสารบรรณต้องผ่านประมาณ 170 กระบวนงาน แต่หลังช่วงโควิด-19 มีการนำเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานจากที่ใดก็ได้มาปรับใช้ พร้อมทบทวนขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ทำให้สามารถลดกระบวนงานลงได้ประมาณ 100 ขั้นตอน เหลือไม่ถึง 70 ขั้นตอน
Digital Government ใช้เทคโนโลยีช่วยงาน ไม่เน้นเพิ่มคน
หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือการเดินหน้าสู่ Digital Government โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยทำงานบางประเภทที่ไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรดำเนินการเหมือนในอดีต หลักการคือไม่เพิ่มคนโดยไม่จำเป็น และรักษาหรือยกระดับประสิทธิภาพของบริการให้ประชาชนได้รับบริการไม่น้อยกว่าเดิม
สำหรับกำลังคนภาครัฐซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านคน นายปกรณ์เห็นว่าไม่ควรใช้รูปแบบบริหารบุคลากรแบบเดียวกันทั้งหมด เนื่องจากครู แพทย์ พยาบาล ตำรวจ และบุคลากรในสายงานอื่นมีภารกิจ เวลาทำงาน และเงื่อนไขแตกต่างกัน การกำหนดอัตรากำลังจึงควรพิจารณาจากปริมาณงานควบคู่กับคุณภาพของผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ
เชื่อมฐานข้อมูลรัฐ มุ่งบริการ One Stop Service
อีกเป้าหมายคือการพัฒนาระบบราชการไปสู่ Open Government โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถอ่านและนำไปใช้ต่อได้ พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องยื่นข้อมูลหรือเอกสารชุดเดียวกันซ้ำหลายแห่ง
รูปแบบบริการในอนาคตจะมุ่งจากการทำงานแยกเป็นรายหน่วยงาน ไปสู่การทำงานข้ามหน่วยงานและข้ามกระทรวง โดยมีเป้าหมายพัฒนา One Stop Service ให้ประชาชนติดต่อจุดเดียว ขณะที่หน่วยงานภาครัฐเป็นฝ่ายประสานและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน
ประชาชนควรสามารถตรวจสอบสถานะการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนได้ ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มความรวดเร็วแล้ว ยังเพิ่มความโปร่งใสและลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การดำเนินการนอกระบบ
นายปกรณ์ยังเสนอให้ศึกษาบริการ Fast Track ที่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับผู้ที่ต้องการบริการรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยรายได้สามารถนำกลับมาพัฒนาระบบบริการ พร้อมปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายให้กฎหมายหลักกำหนดหลักการ ส่วนรายละเอียดอยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้สามารถปรับแก้ได้ทันต่อสถานการณ์
ตั้งเป้าลดเวลาติดต่อราชการ 20-30%
สำหรับการวัดผล นายปกรณ์มองว่าความสำเร็จต้องประเมินจากสิ่งที่ประชาชนได้รับ โดยเฉพาะระยะเวลาการให้บริการ ซึ่งหลังปรับระบบและนำกฎหมายอำนวยความสะดวกมาใช้ กระบวนงานภาครัฐควรใช้เวลาลดลงอย่างน้อยประมาณ 20-30%
เป้าหมายสุดท้ายคือให้ประชาชนติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารลดลง ไม่ต้องเดินทางติดต่อหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการที่รวดเร็วและโปร่งใส ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถบริหารงบประมาณและกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มพื้นที่สำหรับงบลงทุน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง