บังโตโพสต์ ‘เตรียมทัวร์ลง’ สุดท้ายลงจริง จับมือ Fin Trip ทำทัวร์ฮาลาล เจาะตลาดที่ลูกค้ามุสลิมเคยเป็นแค่ 30% ในกรุ๊ปทัวร์ปกติ
ย้อนกลัยไปเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพจคำโตๆ โพสต์ข้อความสั้นๆ ว่า “พรุ่งนี้เรื่องใหญ่ เตรียม ‘ทัวร์ลง’ ได้เลย”
ประเด็นสำคัญ
- จับมือกันในระดับแบรนด์ ไม่ใช่การเข้าถือหุ้น
- ตลาดที่ยังไม่มีใครทำทั้งระบบ
- ตลาดนักเดินทางมุสลิมที่โตทั้งขาออกและขาเข้า
- เป้าโต 10% กับโจทย์เส้นทางนอกประเทศมุสลิม
วันรุ่งขึ้นทัวร์ลงจริง แต่เป็นทัวร์ในความหมายของธุรกิจนำเที่ยว เมื่อบริษัทคำโตๆ ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับบริษัท Fin Trip เปิดตัวธุรกิจท่องเที่ยวฮาลาลภายใต้แบรนด์ คำโตๆ Fintrip โดยเริ่มเส้นทางแรกที่ซินเจียง ประเทศจีน ในเดือนสิงหาคมนี้
จับมือกันในระดับแบรนด์ ไม่ใช่การเข้าถือหุ้น
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าถือหุ้นหรือการตั้งบริษัทใหม่ แต่เป็นการนำความถนัดของสองฝ่ายมาทำแบรนด์ทัวร์ร่วมกัน
Fin Trip รับผิดชอบการบริหารจัดการ การจัดโปรแกรมเดินทาง และการดูแลลูกทัวร์ ซึ่งเป็นงานที่บริษัททำอยู่แล้ว ส่วนทีมคำโตๆ ดูแลการทำสื่อ การประชาสัมพันธ์ และการตรวจสอบมาตรฐานฮาลาล โดยใช้ชื่อ ‘คำโตๆ’ นำหน้าแบรนด์ ขณะที่การแบ่งรายได้ระหว่างสองฝ่ายยังไม่มีการเปิดเผย
วีรชน ศรัทธายิ่ง หรือบังโต ผู้ก่อตั้งบริษัทคำโตๆ และเจ้าของช่องคำโตๆ ระบุว่า จะเป็นผู้ลงพื้นที่สำรวจและเปิดเส้นทางใหม่ด้วยตัวเองในครั้งแรก เมื่อวางระบบลงตัวแล้ว ทีมงานของ Fin Trip จะรับช่วงดูแลทริปต่อจากนั้น ดังนั้นแม้บังโตจะไม่ได้ร่วมเดินทางทุกทริป แต่ทัวร์ยังขายภายใต้แบรนด์คำโตๆ ต่อไป เพราะได้ผ่านมาสำรวจเส้นทางเรียบร้อยแล้ว
การที่บังโตร่วมเดินทางด้วยหรือไม่ ยังสะท้อนออกมาเป็นราคาที่ต่างกัน โดยโปรแกรมประเดิมเส้นทางซินเจียงเหนือแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ทริปที่บังโตร่วมเดินทางด้วย วันที่ 10-17 สิงหาคม 2569 ราคา 79,965 บาท ทริปที่มีอินฟลูเอ็นเซอร์ร่วมเดินทาง วันที่ 17-24 สิงหาคม 2569 ราคา 77,965 บาท และทริปทั่วไป วันที่ 24-31 สิงหาคม 2569 ราคา 74,965 บาท
เท่ากับว่าการมีบังโตร่วมเดินทางถูกคิดเป็นส่วนต่างราว 5,000 บาทต่อคน เมื่อเทียบกับทริปเส้นทางเดียวกันที่ไม่มีบังโตไปด้วย โดยราคาแต่ละรอบยังขึ้นอยู่กับต้นทุนอย่างค่าตั๋วเครื่องบินที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมถึงแต่ละเส้นทางก็จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป
ขณะเดียวกัน คำโตๆ Fintrip ยังมีแผนทำ Influence Partner และ Affiliate Partner เปิดให้อินฟลูเอ็นเซอร์ช่วยแนะนำและขายทริป แล้วรับส่วนแบ่งจากยอดขายที่เกิดขึ้น รวมถึงเข้ามาร่วมออกแบบทริปในอนาคต ซึ่งคาดว่ารายได้ส่วนหนึ่งของฝั่งบังโตจะมาจากช่องทางนี้ นอกเหนือจากการขายทริปตรงผ่านบริษัท
ตลาดที่ยังไม่มีใครทำทั้งระบบ
อาทิตย์ เทพไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Fin Trip ระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัททัวร์ที่ให้บริการลูกค้าชาวมุสลิมอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีการสื่อสารออกมาชัดเจนว่าเป็นทัวร์ฮาลาล 100%
ที่ผ่านมา Fin Trip เคยจัดกรุ๊ปทัวร์ปกติที่มีลูกค้ามุสลิมร่วมเดินทางราว 30% แล้วใช้วิธีจัดมื้ออาหารเฉพาะหรือแยกโรงแรมให้ ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้รับความสะดวกเต็มที่ ซึ่งอาทิตย์มองว่าบริษัททำได้ดีกว่านั้น และกลายเป็นที่มาของการติดต่อทีมคำโตๆ เพื่อร่วมกันทำทัวร์ฮาลาล
ด้านบังโตอธิบายว่า ฮาลาลในบริบทของทัวร์นี้คือมาตรฐานด้านความสะอาดและความปลอดภัยของการจัดทริป มากกว่าการเป็น ‘ทริปเชิงศาสนา’ โดยทริปจะไม่มีสิ่งมึนเมาและไม่พาไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยง ส่วนเรื่องอาหารครอบคลุมถึงการไม่มีเนื้อหมู ไม่มีเลือดผสม และไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ รวมถึงการเผื่อเวลาสำหรับการละหมาดไว้ในตารางเดินทางตั้งแต่ต้น
การวางมาตรฐานแบบนี้ทำให้บังโตมองว่าทัวร์เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างศาสนิกและกลุ่มครอบครัวที่ต้องการการเดินทางที่ปลอดภัยได้ด้วย ทำให้ฐานลูกค้ากว้างกว่ากลุ่มมุสลิมเพียงอย่างเดียว
ส่วนเหตุผลที่เลือกซินเจียงเป็นเส้นทางแรก บังโตระบุว่าแม้จีนไม่ใช่ประเทศมุสลิม แต่ซินเจียงเป็นมณฑลที่มีขนาดใหญ่กว่าไทยราว 3 เท่า และมีประชากรมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้จัดการเรื่องอาหารฮาลาลได้ง่ายกว่า ประกอบกับเป็นเส้นทางธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวไทยยังรู้จักไม่มากนัก
ตลาดนักเดินทางมุสลิมที่โตทั้งขาออกและขาเข้า
เมื่อดูขนาดตลาด ปัจจุบันไทยมีประชากรมุสลิมราว 10 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 1.2 แสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยค่าที่พักและค่าอาหารเป็น 2 หมวดที่คนไทยจ่ายมากที่สุด รวมกันกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าปี 2569 นักเดินทางจะใช้จ่ายเฉลี่ยกว่า 60,000 บาทต่อคนต่อทริป
ด้านภาพตลาดโลก รายงาน Halal Travel Trends 2026 ของมาสเตอร์การ์ดและเครสเซนต์เรตติ้ง คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมุสลิมระหว่างประเทศทั่วโลกจะอยู่ที่ 186 ล้านคนในปี 2568 ก่อนเพิ่มเป็น 245 ล้านคนในปี 2573 โดยในปี 2567 เอเชียดึงดูดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้เกือบ 120 ล้านคน หรือราว 65% ของนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก 176 ล้านคน
รายงานอีกฉบับคือ Muslim Women in Travel 2026 ระบุว่า นักท่องเที่ยวสตรีชาวมุสลิมมีจำนวน 90 ล้านคนในปี 2568 คิดเป็น 48% ของนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 63 ล้านคน หรือ 45% ในปี 2562 โดยปัจจัยที่กลุ่มนี้ให้ความสำคัญมากที่สุดคือความปลอดภัยและความสบายใจของจุดหมายปลายทางที่ 60% รองลงมาคือความเป็นมิตรต่อชาวมุสลิมที่ 30%
รายงานยังพบว่า 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทาง โดยแพลตฟอร์มที่ใช้มากที่สุดคือ Instagram ตามด้วย YouTube และ TikTok
อีกส่วนที่น่าสนใจคือ ‘ตลาดขาเข้า’ เนื่องจากประชากรมุสลิมเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วทั้งการเดินทางเข้าและออก สอดคล้องกับที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าผลักดันให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ครัวฮาลาลของโลก ขณะที่รายงานของมาสเตอร์การ์ดระบุว่าไทยเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมมายาวนาน และโอกาสอยู่ที่การทำให้บริการที่มีอยู่แล้วถูกค้นหาเจอและเชื่อมโยงกันมากขึ้น
เป้าโต 10% กับโจทย์เส้นทางนอกประเทศมุสลิม
ปีที่ผ่านมา Fin Trip มีรายได้ราว 800 ล้านบาท โดยความร่วมมือครั้งนี้ตั้งเป้าการเติบโตเบื้องต้นราว 10% ส่วนแผนเส้นทางตั้งเป้านำเสนอเส้นทางใหม่เฉลี่ยเดือนละ 1 เส้นทางโดยไม่ซ้ำกัน และมองการขยายไปยังมองโกเลีย รัสเซีย โครเอเชีย รวมถึงพื้นที่อื่นในเอเชีย
บังโตระบุว่าเส้นทางในกลุ่มประเทศมุสลิมจัดการได้ไม่ยาก เพราะร้านอาหารฮาลาลและสถานที่ละหมาดหาได้ทั่วไปอยู่แล้ว โจทย์ที่ยากกว่าคือประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งกำแพงภาษาและข้อจำกัดเรื่องขนาดร้านอาหาร การพากรุ๊ปทัวร์ 25 คนไปรับประทานอาหารฮาลาลจึงต้องใช้เวลาหาข้อมูลมาก โดยแนวทางคือส่งทีมเข้าไปสำรวจและตรวจสอบมาตรฐานก่อนเปิดขาย
“ปัญหาใหญ่ของคนไทยเวลาไปเที่ยวต่างประเทศคือเรื่องอาหาร ยิ่งถ้าต้องการฮาลาลด้วยแล้ว ยิ่งหาของอร่อยและวางใจได้ยากมาก” บังโตกล่าว
ส่วนเป้าหมายถัดไปที่บังโตต้องการผลักดันคือการขอการรับรองมาตรฐานทัวร์ฮาลาลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานด้านศาสนาอิสลามในประเทศไทย ซึ่งมองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักเดินทางได้มากกว่าการรับประกันด้วยชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว