โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามนอกสนามรบ เมื่อ ‘อิสราเอล’ ใช้กฎหมายและระบบการศึกษา ต่อสู้อัตลักษณ์ของชาวปาเลสไตน์

The Momentum

อัพเดต 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 1.53 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

นับตั้งแต่สงครามอิสราเอล-ฮามาสเริ่มต้นปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 เป็นต้นมา ความรุนแรงในพื้นที่สงครามยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้น ความรุนแรงที่มีอยู่กำลังเกิดขึ้นในระบบการศึกษาของชุมชนชาวปาเลสไตน์เช่นเดียวกัน โดยโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออกต้องเผชิญกับการปิดตัว การจำกัดการดำเนินงาน และมาตรการปิดกั้นอื่นๆ จากทางการอิสราเอล

การดำเนินการเหล่านี้ส่งผลให้เด็กปาเลสไตน์จำนวนมากต้องหยุดเรียนหรือไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ตามปกติ โดยมีรายงานว่า เด็กนักเรียนปาเลสไตน์ในชุมชนเยรูซาเลมตะวันออกกว่า 800 คนกำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

ในด้านหนึ่ง เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ทว่าการมุ่งเป้าไปที่สถานศึกษาและระบบการศึกษากลับมีความลึกซึ้งมากกว่านั้น

อนึ่ง พื้นที่การศึกษาเปรียบเสมือนพื้นที่สำคัญซึ่งใช้หล่อหลอมความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ค่านิยม ความคิด และความเชื่อของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นคงไม่เกินจริงนัก หากจะกล่าวว่า ระบบการศึกษาถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเมืองชั้นดีที่รัฐจะใช้เพื่อกำหนดทิศทางความมั่นคงของประเทศ

ระบบการศึกษากับ Collective Memory

ก่อนจะลงลึกเกี่ยวกับการดำเนินการของอิสราเอลต่อระบบการศึกษาในพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออก บทความนี้อยากชวนทำความเข้าใจกรอบแนวคิด ‘Collective Memory’ หรือความทรงจำร่วมที่ถูกเสนอโดย มอริส ฮาลบ์วักส์ (Maurice Halbwachs) นักปรัชญาและนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส เพื่อให้เข้าใจภาพการกระทำของอิสราเอลมากขึ้น

แนวคิด Collective Memory กล่าวไว้ว่า กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ ความเชื่อ หรือแม้แต่ความทรงจำของบุคคลหนึ่งไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวของบุคคลนั้น ทว่าเกิดจากการหล่อหลอมหรือขัดเกลาโดยกรอบทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว ศาสนา ชาติ หรือพื้นที่ที่บุคคลหนึ่งอาศัยอยู่

โดยสถาบันทางสังคมจะเลือกหยิบเอาเหตุการณ์หรือความทรงจำหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และนำมาหล่อหลอมให้บุคคล ‘จดจำ’ หรือ ‘ลืมเลือน’ เหตุการณ์นั้นได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเชื่อมโยงให้บุคคลนั้นมีอัตลักษณ์ร่วมกับสังคม

และหากหันมามองที่ ‘ความทรงจำทางการเมือง’ หนึ่งในสถาบันที่ถ่ายทอดความทรงจำทางการเมืองให้กับบุคคลหนึ่งๆ ได้ดีที่สุดนั่นคือ ‘สถานศึกษา’ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หล่อหลอม บอกเล่า ถ่ายทอด และส่งต่อความทรงจำที่สำคัญของสังคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พื้นที่ดังกล่าวคือพื้นที่ที่ใช้ส่งต่อเรื่องที่ ‘จำเป็นต้องรู้’ หรือ ‘เรื่องที่ควรเชื่อ’ ให้กับเด็กๆ เพื่อที่จะเติบโตมาเป็นสมาชิกของสังคมนั้น

อิสราเอลกำลังทำอะไรกับระบบการศึกษาในชุมชนปาเลสไตน์

ในปี 1967 พื้นที่เยรูซาเลมตะวันออก หนึ่งในพื้นที่สำคัญซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวปาเลสไตน์ ถูกทางการอิสราเอลเข้ายึดครองอย่างเต็มรูปแบบ นับแต่นั้นมา รัฐบาลอิสราเอลได้ขยายขอบเขตอำนาจทั้งทางการเมืองและการทหารเข้ามาในพื้นที่นี้มากขึ้น

ในที่นี้รวมไปถึงพื้นที่ระบบการศึกษาด้วยเช่นกัน โดยข้อมูลจากบทความวิชาการTextbooks as tools of power: Israeli censorship and Palestinian curriculum in East Jerusalem ของ ซามิรา อลายัน (Samira Alayan) นักวิชาการที่ The Hebrew University of Jerusalem พบว่า นับตั้งแต่เข้ายึดครองพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออก รัฐบาลอิสราเอลมีความพยายามแทรกแซงระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

อลายันเสริมว่า แม้ข้อตกลงออสโล (The Oslo Accords) หรือข้อตกลงสันติภาพที่ทำขึ้นระหว่างรัฐบาลอิสราเอลกับองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) จะกำหนดไว้ว่า รัฐบาลอิสราเอลมีอำนาจเพียงการสนับสนุนงบประมาณในระบบการศึกษาของพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออกเท่านั้น ขณะที่ประเด็นเรื่องเนื้อหาและหลักสูตรการเรียนการสอนจะเป็นอำนาจของปาเลสไตน์

จุดที่น่าสังเกตคือ การแทรกแซงเนื้อหาหลักสูตรของทางการอิสราเอลนั้น ไม่ใช่การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ หรือการสร้างสมดุลทางความรู้ภายในตำราเรียน

ในทางกลับกัน การแทรกแซงระบบการศึกษาของอิสราเอลคือ ความพยายามสร้างประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์เกี่ยวกับอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ขึ้นมาใหม่ เช่น การลบเนื้อหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของชาวปาเลสไตน์ หรือภาพการยึดครองพื้นที่ของรัฐบาลอิสราเอล รวมถึงปิดกั้นไม่ให้มีการถกเถียงในหัวข้อ ‘สิทธิในการกำหนดสถานะทางการเมือง’ ของชาวปาเลสไตน์ (Self-determination)

สิ่งเหล่านี้อาจกำลังสะท้อนว่า อิสราเอลมีเป้าหมายเพื่อใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือควบคุมอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ รวมถึงรับรองความชอบธรรมในการแผ่ขยายอำนาจเพื่อครอบครองพื้นที่ดังกล่าวให้กว้างขึ้น

ระบบการศึกษานับตั้งแต่สงครามครั้งล่าสุดเริ่มต้นขึ้น

ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่สงครามระหว่างอิสราเอล-ฮามาส เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 อิสราเอลดำเนินการต่อระบบการศึกษาในพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออกมากขึ้น โดยกระทรวงศึกษาธิการอิสราเอลได้สั่งปิดโรงเรียนในเยรูซาเลมตะวันออกมากถึง 6 แห่ง ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนที่ดำเนินการโดยหน่วยงานสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ (United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East: UNRWA)

ภายใต้การกระทำดังกล่าว ทางการอิสราเอลอ้างว่า โรงเรียนเหล่านี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากสอนเนื้อหาต่อต้านชาวยิว รวมถึงบ่มเพาะความรู้สึกเกลียดชังต่อชาวอิสราเอล

คำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการอิสราเอลส่งผลให้เด็กนักเรียนกว่า 800 คนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาทันที และจนถึงปัจจุบัน เด็กนักเรียนกลุ่มนี้ก็ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ เนื่องจากพื้นที่โรงเรียนถูกสั่งปิดและห้ามดำเนินการเรียนการสอนไปแล้ว และอาจกล่าวได้ว่า การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการตัดทอนการสร้างความทรงจำร่วมต่อประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ให้กับเยาวชนปาเลสไตน์

ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา สมาชิกสภาภายในรัฐสภาอิสราเอลหลายคนยังเดินหน้าผลักดันกฎหมายเพื่อมุ่งทำลายระบบการศึกษาของชุมชนชาวปาเลสไตน์อย่างเป็นระบบ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซวี ซุกคอต (Zvi Sukkot) ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขวาจัดจากพรรค Religious Zionist Party ของอิสราเอล เดินทางไปยังพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออก และทุบป้ายโรงเรียนที่มีธงชาติปาเลสไตน์อยู่ พร้อมประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า เขาจะเสนอต่อรัฐสภา เพื่อผลักดันให้มีการสั่งปิดโรงเรียนแห่งนี้อย่างถาวร

ก่อนหน้านี้ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่มีการประกาศใช้เพื่อโจมตีระบบการศึกษาของชุมชนชาวปาเลสไตน์อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนมกราคม 2026 มีการประกาศใช้กฎหมายห้ามบัณฑิตที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปาเลสไตน์ทำงานเป็นครูในโรงเรียนของพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออกและเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) ด้วยข้ออ้างว่า บัณฑิตเหล่านี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของอิสราเอล และไม่มีศีลธรรมที่เหมาะสมจะเป็นครู เนื่องจาก ‘ไม่ได้ปลูกฝังความเป็นอิสราเอล’ แก่เด็กนักเรียน และด้วยกฎหมายฉบับนี้ ส่งผลให้บุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ดังกล่าวขาดแคลนหนัก

ในอีกมุมหนึ่งอาจมองได้ว่า รัฐบาลอิสราเอลมีความพยายามที่จะกำหนดว่า ใครควรเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ต่อการสร้างอัตลักษณ์และความเชื่อให้กับเหล่านักเรียนในพื้นที่ปกครองของอิสราเอล

และหากย้อนกลับไปอีกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 รัฐสภาอิสราเอลยังได้ประกาศผ่านร่างกฎหมายที่รู้จักกันในชื่อ ‘กฎหมายปิดปาก’ (Silencing Law) โดยมอบอำนาจให้กระทรวงศึกษาธิการอิสราเอลสั่งเพิกถอนการให้เงินทุนแก่โรงเรียน รวมถึงสั่งพักงานหรือไล่ครูออกได้ หากเห็นว่าบุคคลนั้นมีคำพูดหรือลักษณะการสอนที่มุ่งให้เกิดการก่อการร้ายต่ออิสราเอล

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งจากพรรคลิคุด (Likud) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาของอิสราเอลยังเคยเน้นย้ำไว้ในที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาเมื่อช่วงต้นปี 2024 ไว้ว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เด็กนักเรียนในพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออกจะต้องถูกปลูกฝังให้เป็นผู้สนับสนุนลัทธิไซออนิสต์ (Zionism)

อนึ่ง ความพยายามทั้งหมดข้างต้นของอิสราเอลนั้นกำลังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกระบวนการสร้างความทรงจำร่วมให้กับเด็กหรือเยาวชนภายในพื้นที่เยรูซาเลม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคือชาวปาเลสไตน์

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ‘Adalah’ หรือองค์กรสิทธิมนุษยชนและศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งบริหารงานโดยชาวปาเลสไตน์-อาหรับในประเทศอิสราเอล (The Legal Center for Arab Minority Rights in Israel) มีความพยายามที่จะยื่นเรื่องคัดค้านข้อกฎหมายเหล่านี้ต่อศาลฎีกาอิสราเอลมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิการศึกษา และเรียกคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับเด็กชาวปาเลสไตน์

อันที่จริง ในปัจจุบันปรากฏการณ์การสร้างความทรงจำทางการเมืองและการต่อสู้ทางความเชื่อและอัตลักษณ์ของชาติระหว่าง 2 ฝ่ายผ่านระบบการศึกษา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในพื้นที่อิสราเอล-ปาเลสไตน์เท่านั้น อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลจีนกับกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างทิเบตหรือซินเจียง

ข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: OHCHR) มีการเปิดเผยว่า รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมการสอนภาษาจีนกลางและปรับโครงสร้างหลักสูตรทางการศึกษาในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมที่ถูกกำหนดจากส่วนกลางหรือพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Chinese Communist Party: CCP) แต่ในทางกลับกันก็มีการเฝ้าระวังและจำกัดการปฏิบัติทางศาสนา รวมถึงการแสดงออกทางอัตลักษณ์ของชนกลุ่มน้อย

ทั้งนี้ รายงานจาก OHCHR ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า นโยบายเหล่านี้อาจนำไปสู่การลบเลือนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และสิทธิทางการศึกษาของชนกลุ่มน้อยได้

ภาพเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบการศึกษาเองก็สามารถกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ของความขัดแย้งและการแสดงออกทางอำนาจ เพื่อกำหนดอัตลักษณ์ ความทรงจำ และความชอบธรรมของรัฐได้ดีไม่แพ้สนามรบ ที่ไม่ว่าอย่างไรผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเยาวชน ซึ่งการเข้าถึงการศึกษาและการรับรู้ประวัติศาสตร์อาจถูกกำหนดด้วยความขัดแย้ง มากกว่าที่จะได้เรียนรู้อย่างเป็นอิสระ หรือหากเลวร้ายที่สุด เด็กเหล่านี้อาจไม่มีโอกาสได้เข้าถึงการศึกษาเลยด้วยซ้ำ

ที่มา:

- https://www.mythsformodernity.com/collective-memory

- https://www.aljazeera.com/opinions/2026/7/19/israel-uses-law-to-destroy-palestinian-education-in-east-jerusalem

- https://apnews.com/article/israel-palestinians-jerusalem-unrwa-schools-10e4d242d0c1b0d84ce03945b44f6d31

- https://www.tandfonline.com/doi/epdf/10.1080/03626784.2026.2634026?needAccess=true

- https://imeu.org/resources/resources/quick-facts-east-jerusalem/107

- https://www.ohchr.org/en/documents/country-reports/ohchr-assessment-human-rights-concerns-xinjiang-uyghur-autonomous-region

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...