CryingCenter อยากเป็นแบรนด์ที่เจนฯ Z ให้ใจ โจทย์คือราคาต้องเอื้อมได้ ดีไซน์ต้องทำถึง
“Buy once, cry once.”สำนวนฝรั่งว่า ส่วนฝั่งไทยมีวลี “เจ็บแต่จบ” เอาไว้ใช้โน้มน้าวใจคนให้รู้จักควักเงินลงทุนกับของใช้ดีๆ ทีเดียวไปเลย ซึ่งจะว่าไปก็เป็นคำแนะนำทางการเงินที่ไม่เลว เนื่องจากสินค้าคุณภาพดีส่วนใหญ่มีอายุขัยยาวนานกว่าสินค้าคุณภาพก๊องแก๊งจำนวนเป็นสิบชิ้นรวมกัน
ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือคำแนะนำเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า คุณภาพต้องสัมพันธ์กับราคา ทว่าความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป บ่อยครั้งเราเจอสินค้าราคาสูงที่มองยังไงก็ไม่คุ้มค่า และสินค้าราคาย่อมเยาที่คุณภาพดีกว่าที่คิด
ด้วยเหตุนี้ แฟชั่นไอเทมคุณภาพดีในราคาที่ไม่ต้องถึงขั้นกัดฟันซื้อเพื่อให้ได้มา จึงกลายมาเป็นปรัชญาที่ ‘CryingCenter’ ยึดถือ และเป็นการวาง market positioning ณ จุดกลมกล่อมพอดี ซึ่งช่วยให้แบรนด์สตรีทแวร์สัญชาติจีนเจ้านี้ยืนระยะมาได้นานถึง 9 ปีแล้ว
แต่ไม่ว่าจะคุ้มค่ายังไง ก็ใช่ว่าจะแบรนด์สตรีทแวร์เกิดใหม่จะคืบคลานเข้าไปอยู่กลางใจคนรุ่นใหม่ได้ง่ายๆ คอลัมน์ Biztory ครั้งนี้จึงขอชวนผู้อ่านมาร่วมหาคำตอบ ว่าท่ามกลางความหลากหลายของคนเจนฯ Z ที่รสนิยมแยกย่อยออกเป็นหลากสไตล์หลายซับคัลเจอร์ สินค้าฮิตอย่างเสื้อฮู้ดดีไซน์เรียบง่ายของ CryingCenter กลายมาเป็นจุดร่วมของคนรุ่นนี้ได้ยังไง
Crying is the New Cool
การร้องไห้เป็นภาษาที่มีความเป็นสากลที่สุดภาษาหนึ่ง มนุษย์เราใช้น้ำตาและเสียงกระจองอแงเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความไม่สบายกายไม่สบายใจได้คล่องก่อนที่เราจะพูดเป็นเสียอีก น่าแปลกที่ยิ่งโตขึ้น เรายิ่งต้องคอยบังคับตัวเองให้เลิกขี้แยเพื่อรักษาภาพลักษณ์ เช่นเดียวกับที่เราต้องโละเสื้อผ้าสมัยเด็กทิ้งไป เพื่อเว้นที่ว่างให้เสื้อผ้าใหม่ที่ดูโตสมวัยขึ้น
CryingCenter ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าการเติบโตต้องแลกมากับการซ่อนความรู้สึก แล้วเลือกหยิบการร้องไห้ ซึ่งมักถูกตีตราว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ มาเป็นหัวใจของแบรนด์ เห็นได้จากเสื้อผ้าสีสันสดใส ลวดลายแฝงอารมณ์ขัน ไปจนถึงชื่อแบรนด์
แบรนด์สตรีทแวร์แนวสปอร์ตจากกวางโจวเจ้านี้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วจีนแผ่นดินใหญ่ในชื่อ ‘CCC’ หรือ ‘3C’ (ย่อมาจาก Chinese Crying Center) หรือไม่ก็ชื่อที่เขียนด้วยตัวจีนไปเลยอย่าง ‘คูห่านจงซิน’ (哭喊中心) ซึ่งแปลโดยรวมออกมาคล้ายคลึงกับชื่อภาษาอังกฤษก็จริง แต่หากพิจารณาอักษรจีนทีละตัวจะพบความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่
‘คู’ (哭) หมายถึงร้องไห้ สื่อถึงความรู้สึกที่เอ่อล้นมาจากภายใน ขณะที่ ‘ห่าน’ (喊) หมายถึงการกู่ร้อง เป็นการใช้ร่างกายปลดปล่อยอารมณ์ดังกล่าวออกสู่ภายนอก เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน 哭喊中心 จึงไม่ใช่เพียงศูนย์รวมคนร้องไห้แบบกำปั้นทุบดิน แต่เป็นพื้นที่ของการยอมรับและแสดงอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา
ในโลกที่แบรนด์เสื้อผ้าส่วนใหญ่แข่งขันกันขายภาพลักษณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบและมั่นใจ การที่ CryingCenter เลือกใช้ด้านที่เปราะบาง มีความเป็นมนุษย์ และบางครั้งก็น่าอาย เป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์ จึงเป็นจุดแตกต่างทางการแข่งขันที่ทำให้คนจดจำได้
Subculture is the New Mainstream
หนึ่งในกลุ่มคนเจนฯ Z ที่ถูก CryingCenter ตกเข้าอย่างจังคือชาวย่าปี (yabi) กลุ่มซับคัลเจอร์ใหม่ล่าสุดที่เกิดขึ้นในจีน ว่ากันว่าเทียบได้กับแฟชั่นหนุ่มชัฟ (chav) ของอังกฤษ หรือไม่ก็สาวแกล (gyaru) ของญี่ปุ่น ความคล้ายอยู่ตรงที่แรกเริ่มเดิมทีย่าปีเป็นกลุ่มคนที่มีภาพลักษณ์ค่อนข้างลบ แต่ภายหลังมีการช่วงชิงความหมายกันอย่างต่อเนื่อง จนคำว่าย่าปีในปัจจุบันเปลี่ยนความหมายมาเป็นมูฟเมนต์แฟชั่นที่รักในการผสมผสาน ทดลองสีสันท้าทาย และเชื่อในความงามของความไม่เข้ากัน ให้อารมณ์คล้ายกับคำว่า ‘ฮิปสเตอร์’
สาเหตุหนึ่งที่ได้รับความนิยมในวัยรุ่นกลุ่มนี้ เป็นเพราะ CryingCenter ไม่ได้มีนักออกแบบเบื้องหลังเป็นพระเอกเพียงคนเดียวอย่างดีไซเนอร์แบรนด์ทั่วไป แต่ประกอบไปด้วยทีมนักออกแบบหลายคนที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาถ่ายทอดมุมมองเฉพาะตัว ทำให้สินค้าแฟชั่นของแบรนด์กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดรับความคิดสร้างสรรค์จากหลากหลายที่มา ถึงขนาดได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลในหมู่ชาวย่าปีที่สุด
อันที่จริง ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีนเท่านั้น หากในโลกตะวันตกก็ปรากฏแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคที่คล้ายคลึงกัน ภายใต้เทรนด์ใหม่มาแรงประจำปี 2026 ที่โลกโซเชียลฯ มอบชื่อเรียกน่ารักๆ ให้ว่า ‘วิมซี’ (whimsy) หมายถึงการแต่งตัวสไตล์หนึ่งที่ผู้สวมใส่สามารถหยิบยืมแรงบันดาลใจจากแฟชั่นและวัฒนธรรมหลากหลายแขนงมาผสมผสานกันอย่างอิสระ
ทั้งสองปรากฏการณ์สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของคนรุ่นใหม่ นั่นคือพวกเขาไม่ได้สร้างตัวตนด้วยการเลือกสังกัดซับคัลเจอร์ใดซับคัลเจอร์หนึ่งแล้วปักหลักอยู่ในชุมชนนั้นเหมือนในอดีต แต่เลือกรีมิกซ์อิทธิพลจากหลายซับคัลเจอร์เข้าด้วยกัน เพื่อประกอบสร้างอัตลักษณ์ที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด
Running is the New Ritual
หากย้อนกลับไปสักเมื่อ 10 ปีก่อน ภาพของคนตื่นตี 5 ออกมาวิ่งอาจดูเป็นกิจกรรมของนักกีฬามืออาชีพหรือคนที่กำลังตั้งใจลดน้ำหนัก แต่มาวันนี้ที่ยอดสมัครลงแข่งมาราธอนและไฮรอกซ์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เป็นที่ชัดเจนว่าเทรนด์สุขภาพได้ขยับสถานะของกิจกรรมกีฬาและการออกกำลังกายขึ้นมาเป็นกิจวัตรของคนเมือง ไม่ใช่แค่ขั้นตอนการดูแลสุขภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นพิธีกรรมเล็กๆ ที่ผู้คนใช้จัดระเบียบชีวิตประจำวันด้วย
CryingCenter คือหนึ่งแบรนด์ที่จับสัญญาณนี้ได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าช่วงปีให้หลัง พวกเขาค่อย ๆ ขยายจักรวาลของแบรนด์จากเดิมที่มีแค่สตรีทแวร์แนวสปอร์ตไปสู่แอ็กทีฟแวร์เต็มตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด quick-dry เจอร์ซีย์ ชุดว่ายน้ำ สปอร์ตบรา ไปจนถึงถุงเท้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬา แต่แน่นอนว่ายังคงภาษาการออกแบบและอารมณ์ขันแบบเดิมไว้
ที่น่าสนใจคือในบางคอลเลกชั่น แทนที่จะพัฒนาสินค้าขึ้นมาแข่งขันกับแบรนด์กีฬาอื่นๆ อย่างแข็งขัน CryingCenter กลับเลือกพาตัวเองเข้าไปคลุกวงใน เรียนรู้วัฒนธรรมการขายสินค้าสำหรับนักกีฬา โดยจับมือกับแบรนด์ผู้เล่นที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดนี้อยู่แล้ว เช่น CryingCenter x KUMPOO ที่คอลแล็บกันออกมาเป็นคอลเลกชั่นนักแบดมินตันเมื่อปี 2025 เป็นต้น
วิธีคิดดังกล่าวสะท้อนว่า CryingCenter ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแบรนด์กีฬาเต็มตัว อย่างน้อยก็ไม่ใช่เร็วๆ นี้ แต่กำลังมองหาวิธีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ movement culture ที่กำลังเติบโตขึ้นในฐานะแบรนด์แฟชั่น เรื่องเทคโนโลยีหรือประสิทธิภาพทางการกีฬาจึงถูกปล่อยว่างให้แบรนด์พาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญกว่าเข้ามาเติมเต็ม แต่ส่วนตัวเองก็มุ่งทำในสิ่งเดิมที่ถนัด คือการเปลี่ยนสินค้าราคาจับต้องได้ให้กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่แสดงตัวตนเมื่ออยู่บนสนามกีฬา
อ้างอิง