โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แนะSMEคว้าโอกาส3ปีทอง

ไทยโพสต์

อัพเดต 16 ส.ค. เวลา 20.01 น. • เผยแพร่ 16 ส.ค. เวลา 17.01 น.

แม้สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐ และ จีน อาจจะดูผ่อนคลายลง แต่ความจริงคือ การแข่งขันกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ ย้ายสนามแข่งขันจากกำแพงภาษีเป็นการแยกห่วงโซ่อุปทาน การเร่งพัฒนาเทคโนโลยี และการช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ แม้จะเป็นความเสี่ยงของผู้ประกอบการไทย แต่ก็ถือเป็น โอกาส สำหรับธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว โดยเฉพาะ 3 ปีจากนี้ไป ถูกมองเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำคัญของเศรษฐกิจโลก เมื่อสหรัฐเร่งลดการพึ่งพาจีน ขณะที่จีนเดินหน้าสร้างแต้มต่อใหม่ผ่านเทคโนโลยีและตลาดเกิดใหม่ ท่ามกลางการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ สร้างสมดุลใหม่ของการค้าโลก

ช่วง 3 ปีข้างหน้า จึงเป็นเวลาที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยต้องเร่งวางหมาก เพื่อคว้าโอกาสก่อนเกมการค้าโลกจะเปลี่ยนไป finbiz by ttb ได้เปิดมุมมองให้กับผู้ประกอบการ ทั้งความเสี่ยงและโอกาส เตรียมพร้อมรับมือการแข่งขันในสมรภูมิการค้าโลกใหม่ โดยได้ชี้ว่า สนามแข่งใหม่ ไม่ใช่การตอบโต้กันด้วยกำแพงภาษีที่สูงกว่า 100% อีกแล้ว เพราะการพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้อัตราภาษีลดลงอย่างมาก แต่ประเด็นสำคัญคือ ในระยะกลางและระยะยาวทั้งสองประเทศยังเดินหน้าลดการพึ่งพากันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

เกมการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในวันนี้ได้ขยายวงกว้างจากการค้าไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะจีนกำลังเร่งลงทุนด้าน AI และระบบอัตโนมัติอย่างจริงจัง ปัจจุบันมีบริษัทหุ่นยนต์มากกว่า 190,000 แห่ง และมีบริษัทเกิดขึ้นใหม่เฉพาะในปี 2024 ปีเดียวมีมากถึงกว่า 44,000 แห่ง อีกทั้งจีนยังเร่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกหลายด้าน ทั้ง Quantum Technology, Brain-Computer Interface, 6G, พลังงานแห่งอนาคต และ Biomanufacturing ซึ่งเทคโนโลยีชีวภาพนี้นับเป็นตัวแปรสำคัญที่มีศักยภาพปฏิวัติการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร ยา วัสดุใหม่ และพลังงานสะอาด นวัตกรรมทั้งหมดนี้จึงกำลังเข้ามาเปลี่ยนทั้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจและโครงสร้างต้นทุนอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างสิ้นเชิง

การบุกของทุนจีนเป็นดาบสองคม มีทั้ง โอกาส และ การแข่งขัน ที่เอสเอ็มอีไทยต้องอ่านให้ออก โดย 4 ความเสี่ยงสำคัญที่เอสเอ็มอีไทยต้องจับตา ได้แก่ 1.การพึ่งพาจีนสูง โดยปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยนำเข้าสินค้าจากจีนราว 50% ผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณากระจายแหล่งจัดหาสินค้า เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว 2.ความผันผวนของค่าเงิน โดยกำไรของธุรกิจอาจหายไปหากค่าเงินมีความผันผวนหนัก จึงต้องมีการวางแผนบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับรูปแบบรายรับและรายจ่ายของธุรกิจ

3.ทิศทางดอกเบี้ย โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1% ต่ำกว่าสหรัฐ ที่สูงราว 3.5% ถือเป็นช่วงที่ต้นทุนการเงินยังเอื้อต่อการลงทุน ผู้ประกอบการที่มีแผนขยายธุรกิจจึงควรใช้โอกาสนี้พิจารณาการลงทุน ควบคู่กับการบริหารสภาพคล่องให้เหมาะสม และ 4.การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.5% ในขณะที่เศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 1.7% และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงถึง 87% ของจีดีพี การหวังพึ่งพากำลังซื้อในบ้านอาจไม่เพียงพอ ทำให้การมองหาโอกาสในตลาดต่างประเทศมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าและตลาดไปยังประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโต

ดังนั้นโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการในวันนี้ คือการสร้างธุรกิจให้เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง แต่คือธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด จากนี้ไปอีก 3 ปี คือช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่กติกาเศรษฐกิจใหม่ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำคือ การทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างรอบด้านและวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบความพร้อม และความยืดหยุ่น คือ แต้มต่อสำคัญ เช่น การใช้สกุลเงินท้องถิ่น โดยเฉพาะการชำระเงินหยวนโดยตรงกับคู่ค้าจีน เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐและลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน, บัญชีหลายสกุลเงิน (Multi-Currency Account) เพื่อช่วยจัดการรายรับ-รายจ่ายต่างประเทศได้อย่างยืดหยุ่นในบัญชีเดียว, การป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า เช่น การล็อกต้นทุนหรือรายรับค่าเงินล่วงหน้าเพื่อคงกำไรของธุรกิจ และสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ เพื่อเติมสภาพคล่องด้วยโครงสร้างทางการเงินที่ออกแบบมาให้สอดรับกับความผันผวน

ช่วงเวลา 3 ปีทองจากนี้ กติกาเศรษฐกิจกำลังเปิดพื้นที่ใหม่ให้ผู้ที่พร้อม การมีเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมและการปรับตัวที่รวดเร็ว จะเป็นหัวใจสำคัญที่เปลี่ยนความผันผวนของโลกให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมั่นคง.

ครองขวัญ รอดหมวน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...