หนุ่มสุดช้ำ เจองูหางกระดิ่งฉกสองแผล ซ้ำเจอบิลค่ารักษาอ่วม 1.3 ล้านดอลลาร์
วานนี้ (17 ก.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีของ คริส โฮวาร์ธ ชายชาวอเมริกันที่ต้องเผชิญกับปัญหาการจ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวนมหาศาลถึง 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 45 ล้านบาท) หลังจากที่เขาถูกงูหางกระดิ่งกัดเข้าถึงสองครั้ง แผลของ โฮวาร์ธ รักษาได้ยากและมีอาการแทรกซ้อนที่ซับซ้อน ส่งผลให้ทีมแพทย์ต้องระดมฉีดเซรุ่มแก้พิษงูให้เขามากถึง 54 รอบ
โฮวาร์ธ ประสบเคราะห์ร้ายครั้งนี้ระหว่างที่เขาเดินทางจากรัฐไอดาโฮมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองโอโรวิลล์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และบังเอิญไปเหยียบงูเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจที่บ้านแม่ของเขาในวันฝนตก
ในตอนแรก ชายหนุ่มเข้าใจผิดคิดว่าเขี้ยวงูที่ฝังลงเนื้อของเขาคือหนามต้นไม้ในสวนของแม่ หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เริ่มมีอาการหายใจติดขัด ลิ้นชา และต่อมน้ำเหลืองโต เจนนี ภรรยาของเขา ได้รีบนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลในโอโรวิลล์ ซึ่งที่นั่นเขาต้องรับเซรุ่มแก้พิษไปถึง 36 ขวดจนกระทั่งคลังเซรุ่มของโรงพยาบาลหมดเกลี้ยง เจ้าหน้าที่จึงต้องเคลื่อนย้ายคริสทางเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงพยาบาลสแตนฟอร์ด ซึ่งเขาต้องรับเซรุ่มเพิ่มอีก 18 ขวดเพื่อระงับอาการ
สภาพบาดแผลงูกัดของโฮวาร์ธ
ภรรยาของเขาเปิดเผยข้อมูลในหน้าระดมทุนบนเว็บไซต์โกฟันด์มีว่า ค่าเซรุ่มแก้พิษงู รวมถึงค่าเปลี่ยนถ่ายเลือด การทำซีทีสแกน การตรวจเลือด และค่าบริการอื่นๆ รวมกันแล้วเป็นบิลค่ารักษาพยาบาลที่สูงลิ่ว โดยการระดมทุนนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยบรรเทาความกังวลทางการเงินของครอบครัว ทั้งนี้เจนนีระบุว่า เงินจากบริษัทประกันจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายบางส่วน สำหรับยอดค่ารักษา 1.3 ล้านดอลลาร์นั้น เป็นตัวเลขก่อนหักเงินที่จะได้จากบริษัทประกันภัย
ครอบครัวของ โฮวาร์ธ กังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลอย่างมาก โดยเซรุ่มแก้พิษงูนั้นมีราคาสูงถึงขวดละ 13,000 ดอลลาร์ (ราว 4.5 แสนบาท) ทำให้แต่ละคืนที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลสแตนฟอร์ดนั้น พวกเขาต้องจ่ายเงินสูงถึงคืนละ 61,000 ดอลลาร์ (ราว 2.1 ล้านบาท)
ปัจจุบัน เจนนี กล่าวว่าสามีของเธอยังคงอยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากรอยแผลที่ถูกกัดและสภาพร่างกายกลับมาสมบูรณ์ราวๆ ร้อยละ 80 แล้ว "เขายังคงมีอาการเจ็บและบวมที่ขา ซึ่งจะแย่ลงหากเขาทำกิจกรรมเยอะขึ้น และส่วนที่แย่ที่สุดสำหรับเขาคืออาการเหนื่อยล้าที่ยังหลงเหลืออยู่ เขาจะรู้สึกหมดแรงค่อนข้างง่าย"
ช่วงสองวันแรกหลังจากถูกงูกัด โฮวาร์ธ ยังรู้สึกปกติดี แต่แล้วอาการของเขาก็ทรุดลงและจำเป็นต้องได้รับเซรุ่มแก้พิษเพิ่มเติม ต่อมา เขาเข้าสู่ภาวะ DIC (Disseminated Intravascular Coagulation) หรือภาวะลิ่มเลือดกระจายในหลอดเลือด โดยเจนนีเล่าถึงเหตุการณ์นี้ว่า "เหตุการณ์ทั้งหมดค่อนข้างน่ากลัวสำหรับครอบครัวของเราในขณะที่เขาอยู่ในโรงพยาบาล และอาการของเขาก็ขึ้นๆ ลงๆ พวกเราทุกคนขวัญเสียกันมากในคืนหนึ่งเมื่อเขาเข้าสู่ภาวะ DIC นั่นคือตอนที่สถานการณ์เริ่มน่ากลัวจริงๆ เราดีใจมากที่ได้เขากลับบ้านและอาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าพวกเราได้เรียนรู้ที่จะไม่มองข้ามเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันในฐานะครอบครัวอีกต่อไป คุณไม่มีวันรู้เลยว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้ายของคุณ"
นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม คริสไม่สามารถทำงานได้เลยและได้ใช้สิทธิ์วันลาพักร้อนรวมถึงวันลาป่วยแบบได้รับค่าจ้างจนหมดเกลี้ยงแล้ว ทำให้ครอบครัวไม่ได้รับเงินเดือนจากนายจ้างของเขามานานเกือบ 2 เดือน เจนนีกล่าวด้วยความกังวลว่า "แค่รู้ว่าเรามีบิลค่ารักษาพยาบาลก้อนโตรออยู่ และเขาไม่ได้รับเงินเดือนมานานกว่าเจ็ดสัปดาห์แล้ว ทำให้เราเครียดกับอนาคตมากๆ"
อย่างไรก็ตาม เธอได้แสดงความขอบคุณต่อทุกคนที่มอบเงินช่วยเหลือพวกเขา โดยกล่าวว่า "เราอยากจะขอบคุณผู้ที่ร่วมบริจาคทุกคนเป็นอย่างยิ่ง"
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, gofundme.com