โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐ-จีน” พุ่ง 312 bps จ่อทุบสถิติ เสี่ยงเงินทุนไหลออกจากจีน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 ก.ย เวลา 11.53 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย เวลา 04.52 น.

ยีลด์พันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปีพุ่งแตะ 4.81% ขณะที่จีนอยู่ที่ 1.69% ดันส่วนต่างกว้างถึง 312 bps ท่ามกลางนโยบายการเงินสองประเทศที่สวนทางกัน

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 11.12 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรอบใหม่ ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์ ระหว่างสหรัฐและจีน อายุ 10 ปี ขยายตัวเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออกจากจีน

*บอนด์ยีลด์สหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 4.81% ในการซื้อขายช่วงตลาดเอเชียวันพุธ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่ บอนด์ยีลด์จีน อายุใกล้เคียงกันทรงตัวที่ 1.69%*

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ส่วนต่างบอนด์ยีลด์ระหว่างสองประเทศขยายเป็น 312 basis points (bps) เข้าใกล้สถิติสูงสุดที่ประมาณ 315 bps ซึ่งทำไว้เมื่อต้นปีที่แล้ว ตามข้อมูลของ Bloomberg ที่รวบรวมย้อนหลังไปถึงปี 2545

การขยายตัวของส่วนต่างยีลด์สะท้อนทิศทางนโยบายการเงินที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเผชิญแรงกดดันให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังคงรักษาต้นทุนการกู้ยืมในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ในทางทฤษฎี ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นทำให้สินทรัพย์จีนมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์สหรัฐฯ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าผลกระทบในทางปฏิบัติอาจถูกจำกัดด้วยปัจจัยภายในตลาดจีน

เจฟฟรีย์ จาง นักกลยุทธ์จาก Credit Agricole CIB ระบุว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและจีนที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับเส้นอัตราผลตอบแทนของจีนที่ค่อนข้างแบน จะยังคงกดดันความน่าสนใจของพันธบัตรจีนสำหรับนักลงทุนภาคเอกชนต่างชาติ และหักล้างประโยชน์บางส่วนจากการแข็งค่าของเงินหยวนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตาม จางมองว่าความเสี่ยงที่จะเกิดเงินทุนไหลออกจากจีนอย่างรวดเร็วยังมีจำกัด เนื่องจากนโยบายการคลังและนโยบายการเงินของจีนยังมีเสถียรภาพ พร้อมคาดว่าผู้จัดการทุนสำรองระหว่างประเทศจะยังให้ความสนใจพันธบัตรรัฐบาลจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์ รวมถึงรับประโยชน์จากบทบาทของเงินหยวนในเวทีระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้การเติบโตของตลาด Panda Bond หรือพันธบัตรสกุลเงินหยวนที่ออกในจีนโดยผู้กู้ต่างชาติ ยังมีแนวโน้มช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติกลุ่มใหม่เข้าสู่ตลาดตราสารหนี้จีน

แม้ส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐ-จีนจะขยายตัวเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ผลกระทบต่อค่าเงินหยวนยังมีจำกัด โดยเงินหยวนซื้อขายแทบไม่เปลี่ยนแปลงที่ประมาณ 6.72 หยวนต่อดอลลาร์ ในวันพุธ และยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566

นับตั้งแต่ต้นปี เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเกือบ 4% ทำผลงานดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากเงินวอนเกาหลีใต้ โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกของจีนที่แข็งแกร่งและการแปลงรายได้สกุลต่างประเทศของภาคธุรกิจกลับมาเป็นเงินหยวน

ขณะเดียวกันมาตรการควบคุมเงินทุนที่เข้มงวดของจีนช่วยจำกัดความเสี่ยงของเงินทุนไหลออกอย่างไร้ระเบียบ ขณะที่สัดส่วนการถือครองพันธบัตรในประเทศของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับต่ำ จึงช่วยลดผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐ

การถือครองพันธบัตรรัฐบาลจีนของนักลงทุนต่างชาติลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2565 และ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติถือครองเพียง 4.6% ของตลาดพันธบัตรรัฐบาลจีนทั้งหมด ตามการคำนวณของ Bloomberg

ดังนั้น แม้ช่องว่างผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรสหรัฐและจีนที่ขยายตัวอาจลดแรงจูงใจของนักลงทุนต่างชาติในการถือสินทรัพย์จีน แต่ข้อจำกัดด้านเงินทุน ฐานนักลงทุนต่างชาติที่มีสัดส่วนไม่สูง และการแข็งค่าของเงินหยวน ยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดเงินทุนไหลออกจากจีนอย่างรุนแรงในระยะสั้น

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...