ธปท. เร่งอัดสินเชื่อ 1.3 แสนลบ.เข้าระบบ ช่วยฟื้น SME
ผู้ว่า ธปท. เดินหน้าอัดสินเชื่อผ่าน Credit Boost และ Secure Plus ตั้งเป้าปล่อยกู้รวม 1.3 แสนล้านบาทภายในปี 70 หวังฟื้น SME แก้ปัญหาโครงสร้าง มองเศรษฐกิจอีสานมีศักยภาพ แต่ต้องปรับตัว ยกระดับแข่งขัน
3 สิงหาคม 2569 -นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดในงานสัมมนาประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรื่อง "เอ็ดการ เอ็ดงาน อีสานบ้านเฮา" ว่า ธปท.ปรับบทบาทการทำงานโดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคและสำนักงานภาคมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะสำนักงานภาคเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างธปท.กับภาคเอกชนและประชาชน
ทั้งนี้ปัจจุบันธปท.ไม่ได้พิจารณาเฉพาะภาพเศรษฐกิจมหภาคเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจระดับจุลภาคด้วย โครงการต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งนโยบายการเงิน การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเศรษฐกิจ มาตรการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง และการแก้ไขปัญหาในระดับประชาชนและธุรกิจ
“ต้องยอมรับว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตประมาณ 7% ลดลงเหลือ 5% และ 4% หลังโควิด-19 เติบโตประมาณ 3% ในอดีต หากเศรษฐกิจเติบโตเพียง 3% อาจถือว่าน่าผิดหวัง แต่ปัจจุบัน หากเติบโตได้ 3% ก็ถือว่าน่าพอใจอย่างมากแล้ว”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า การชะลอตัวดังกล่าวเกิดจากทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ภายนอกส่งผลต่อประเทศไทยและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อสินค้าเกษตร
ด้านความขัดแย้งในอิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวน ราคาน้ำมันดิบเคยอยู่ที่ประมาณ 68–70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนปรับขึ้นถึง 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศ หากกองทุนน้ำมันไม่สามารถรับภาระอุดหนุนได้ ราคาดีเซลก็มีโอกาสกลับขึ้นไปแตะประมาณ 40 บาทต่อลิตร หากไม่ปรับตัว ผลกระทบจะสะสมและทำให้การดำเนินชีวิตและธุรกิจยากลำบากขึ้น
อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจในประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน เช่น ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ปัญหาคอร์รัปชัน การศึกษา และความไม่เป็นธรรม โดยผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ต้องรับภาระค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างสูง ขณะที่ธนาคารของรัฐแทบไม่มีค่าธรรมเนียม
“ธนาคารพาณิชย์เองอยู่ในภาวะที่รายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยลดลง จึงหันไปหารายได้จากค่าธรรมเนียมและการลงทุนมากขึ้น ธปท.จึงเข้าไปดูแลเพื่อลดภาระค่าธรรมเนียมดังกล่าว”
สำหรับเศรษฐกิจปีนี้ เดิมในช่วงเดือนมีนาคมมีการคาดการณ์ว่า GDP อาจเติบโตเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าต่ำมาก ต่อมาเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จึงปรับประมาณการขึ้นเป็น 1.8–1.9% และเมื่อมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสและพ.ร.ก.วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าเศรษฐกิจอาจขยายตัวได้ประมาณ 2.3% แม้ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 1.5–1.7%
“การเติบโต 2.3% มีข้อจำกัดหลายประการ การส่งออกอาจเติบโตถึง 14% ซึ่งสูงมาก แต่การนำเข้ากลับเติบโตมากกว่า ทำให้ประเทศขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ Foreign Direct Investment อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้การลงทุนรวมขยายตัวประมาณ 6% จากปกติที่เติบโตเพียง 1–3% แต่การลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI ศูนย์ข้อมูล และบริการคลาวด์”
โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้สร้างการจ้างงานไม่มากนัก ตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่งอาจจ้างงานเพียง 30–40 คน แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาล อีกทั้งมีสัดส่วนการใช้สินค้าและบริการในประเทศ หรือ Local Content เพียงประมาณ 30% ขณะที่ธุรกิจทั่วไปมักมีสัดส่วนดังกล่าวประมาณ 70% จึงเห็นได้ว่า แม้การลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ผลประโยชน์ที่กระจายสู่เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัด
การส่งออกก็มีลักษณะกระจุกตัวเช่นกัน สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงเติบโตถึง 45% ขณะที่สินค้าประเภทอื่นรวมกันเติบโตเพียง 2% ผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงมีประมาณ 105 ราย และในจำนวนดังกล่าวเป็นบริษัทต่างชาติประมาณ 85 ราย ครองสัดส่วนการส่งออกในกลุ่มนี้ 85%
ดังนั้น แม้การเติบโตส่วนนี้จะเป็นเรื่องดี แต่ผลประโยชน์ที่ตกถึงคนไทยยังมีไม่มาก ทั้งด้านการจ้างงาน การจัดซื้อสินค้าในประเทศ และกำไรที่เป็นของผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ตาม การมีประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ AI ย่อมดีกว่าไม่มี เพราะเทคโนโลยีนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอนาคต
ศก.อีสานมีศักยภาพ
แต่ต้องเร่งปรับตัว
นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง มีประชากรประมาณหนึ่งในสามของประเทศ มี SME ราว 22% ของประเทศ มีฐานการผลิตสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ และมีทำเลที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ดี
อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน รายได้ครัวเรือนอยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น คือประมาณ 100,000 บาท เทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งประเทศประมาณ 260,000 บาท
โดยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของอีสานอยู่ที่ 10% ขณะที่ภูมิภาคอื่นอยู่ที่ 3% การฟื้นตัวของธุรกิจในภาคอีสานช้ากว่าภูมิภาคอื่น สินเชื่อขนาดใหญ่ในระบบกลับมาเติบโตเป็นบวกประมาณ 4.8% เศรษฐกิจอีสานยังติดลบประมาณ 10% นอกจากนี้ แรงงานอีสานประมาณ 50% อยู่ในภาคเกษตร ซึ่งมีผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ ทั้งในด้านข้าวและยางพารา
ที่สำคัญ ภาคอีสานยังมีหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจอยู่ในระดับสูง จากประสบการณ์ที่ทำงานกับธนาคารออมสินสองรอบรวมแปดปี พบว่าปัญหาหนี้ในอีสาน โดยเฉพาะหนี้ข้าราชการและหนี้ครัวเรือน มีความรุนแรงมาก โดยมีสัดส่วนหนี้ประมาณ 58% ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่นค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าอีสานขาดศักยภาพ ประเด็นสำคัญคือจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีให้กลายเป็นผลผลิตและรายได้ของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนได้อย่างไร การสัมมนาในวันนี้อาจไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที แต่หวังว่าจะช่วยจุดประกายให้ภาคธุรกิจ ครัวเรือน แรงงาน ข้าราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันนำศักยภาพมาใช้และปรับตัวให้ดีขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำ เพราะประเทศไทยมีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา แต่ที่ผ่านมาอาจยังลงมือแก้ไขไม่มากพอ
“ธปท.ในยุคนี้มุ่งลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยได้ออกโครงการเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายโครงการ อย่างไรก็ตาม ปัญหาขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา ไม่มีโครงการใดโครงการหนึ่งที่สามารถแก้ไขทุกอย่างได้ทันที”
อัดสินเชื่อ 1.3 แสนลบ
ช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี
โดยโครงการ Credit Boost ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ ปัจจุบันปล่อยสินเชื่อแล้วเกือบ 50,000 ล้านบาท และคาดว่าจะช่วยให้สินเชื่อ SME ที่ยังติดลบอยู่กลับมาเติบโตเป็นบวกในปีหน้า หากโครงการประสบผลสำเร็จ จะเสนอรัฐบาลให้ปรับปรุงกลไกค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจผ่าน บสย. ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกโครงการหนึ่งคือ Secure Plus ซึ่งใช้ที่ดินเป็นหลักประกันและมีการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การตรวจสอบของธปท.
“คาดว่า Credit Boost และ Secure Plus สองโครงการนี้จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้รวมประมาณ 130,000 ล้านบาทภายในปีหน้า และช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขหนี้รายย่อยวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ ปัจจุบันดำเนินการแล้วเกือบ 150,000 ราย และตั้งเป้าขยายผลต่อไปในปีหน้า”
นายวิทัย กล่าวด้วยว่า ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัว ทั้งธปท. แรงงาน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ภาคเกษตรต้องเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity โดยอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากการเพิ่มผลิตภาพทำได้ยาก ก็ต้องปรับวิธีการขายและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เกษตรกรไม่สามารถผลิตแบบเดิมต่อไปได้ เพราะต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าคู่แข่ง หากไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพ ก็ต้องยกระดับมูลค่าสินค้าเพื่อสร้างรายได้ที่สูงขึ้น
ซึ่งรูปแบบการทำงานตามฤดูกาลแบบเดิม เช่น ทำนาแล้วเข้าโรงงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว ก็ทำได้ยากขึ้น เพราะโรงงานจำนวนหนึ่งปิดตัวลง และโรงงานที่ยังดำเนินการอยู่ก็ใช้แรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาและต้นทุนกับสินค้าจีนได้ หากไม่ยกระดับประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยี และประยุกต์ใช้ AI มากขึ้น มิฉะนั้น ความสามารถในการแข่งขันจะค่อย ๆ ลดลง
ทั้งนี้มองว่าภาคอีสานไม่ได้ขาดศักยภาพ บุคลากรที่มีความสามารถ หรือทรัพยากร แต่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว ทั้งเกษตรกร ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อรับมือกับการแข่งขันและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป หากปรับตัวได้ เศรษฐกิจจะดีขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและครัวเรือนจะดีขึ้นตามไปด้วย
“เราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายนอกและภายในจะส่งผลดีต่อภาคอีสาน ทำให้ภูมิภาคสามารถเข้าไปอยู่ในวงจรของการเปลี่ยนแปลงและได้รับประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ ธปท.พร้อมเป็นกำลังใจและพัฒนาเครื่องมือทุกอย่างที่สามารถทำได้ภายใต้บทบาทขององค์กร โดยยึดแนวทางสำคัญคือ ‘ยื่นมือ’ และ ‘ติดดิน’”