โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. เร่งอัดสินเชื่อ 1.3 แสนลบ.เข้าระบบ ช่วยฟื้น SME

การเงินธนาคาร

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้ว่า ธปท. เดินหน้าอัดสินเชื่อผ่าน Credit Boost และ Secure Plus ตั้งเป้าปล่อยกู้รวม 1.3 แสนล้านบาทภายในปี 70 หวังฟื้น SME แก้ปัญหาโครงสร้าง มองเศรษฐกิจอีสานมีศักยภาพ แต่ต้องปรับตัว ยกระดับแข่งขัน

3 สิงหาคม 2569 -นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดในงานสัมมนาประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรื่อง "เอ็ดการ เอ็ดงาน อีสานบ้านเฮา" ว่า ธปท.ปรับบทบาทการทำงานโดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคและสำนักงานภาคมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะสำนักงานภาคเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างธปท.กับภาคเอกชนและประชาชน

ทั้งนี้ปัจจุบันธปท.ไม่ได้พิจารณาเฉพาะภาพเศรษฐกิจมหภาคเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจระดับจุลภาคด้วย โครงการต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งนโยบายการเงิน การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเศรษฐกิจ มาตรการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง และการแก้ไขปัญหาในระดับประชาชนและธุรกิจ

“ต้องยอมรับว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตประมาณ 7% ลดลงเหลือ 5% และ 4% หลังโควิด-19 เติบโตประมาณ 3% ในอดีต หากเศรษฐกิจเติบโตเพียง 3% อาจถือว่าน่าผิดหวัง แต่ปัจจุบัน หากเติบโตได้ 3% ก็ถือว่าน่าพอใจอย่างมากแล้ว”

นายวิทัย กล่าวอีกว่า การชะลอตัวดังกล่าวเกิดจากทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ภายนอกส่งผลต่อประเทศไทยและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อสินค้าเกษตร

ด้านความขัดแย้งในอิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวน ราคาน้ำมันดิบเคยอยู่ที่ประมาณ 68–70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนปรับขึ้นถึง 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศ หากกองทุนน้ำมันไม่สามารถรับภาระอุดหนุนได้ ราคาดีเซลก็มีโอกาสกลับขึ้นไปแตะประมาณ 40 บาทต่อลิตร หากไม่ปรับตัว ผลกระทบจะสะสมและทำให้การดำเนินชีวิตและธุรกิจยากลำบากขึ้น

อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจในประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน เช่น ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ปัญหาคอร์รัปชัน การศึกษา และความไม่เป็นธรรม โดยผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ต้องรับภาระค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างสูง ขณะที่ธนาคารของรัฐแทบไม่มีค่าธรรมเนียม

“ธนาคารพาณิชย์เองอยู่ในภาวะที่รายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยลดลง จึงหันไปหารายได้จากค่าธรรมเนียมและการลงทุนมากขึ้น ธปท.จึงเข้าไปดูแลเพื่อลดภาระค่าธรรมเนียมดังกล่าว”

สำหรับเศรษฐกิจปีนี้ เดิมในช่วงเดือนมีนาคมมีการคาดการณ์ว่า GDP อาจเติบโตเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าต่ำมาก ต่อมาเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จึงปรับประมาณการขึ้นเป็น 1.8–1.9% และเมื่อมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสและพ.ร.ก.วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าเศรษฐกิจอาจขยายตัวได้ประมาณ 2.3% แม้ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 1.5–1.7%

“การเติบโต 2.3% มีข้อจำกัดหลายประการ การส่งออกอาจเติบโตถึง 14% ซึ่งสูงมาก แต่การนำเข้ากลับเติบโตมากกว่า ทำให้ประเทศขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ Foreign Direct Investment อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้การลงทุนรวมขยายตัวประมาณ 6% จากปกติที่เติบโตเพียง 1–3% แต่การลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI ศูนย์ข้อมูล และบริการคลาวด์”

โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้สร้างการจ้างงานไม่มากนัก ตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่งอาจจ้างงานเพียง 30–40 คน แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาล อีกทั้งมีสัดส่วนการใช้สินค้าและบริการในประเทศ หรือ Local Content เพียงประมาณ 30% ขณะที่ธุรกิจทั่วไปมักมีสัดส่วนดังกล่าวประมาณ 70% จึงเห็นได้ว่า แม้การลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ผลประโยชน์ที่กระจายสู่เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัด

การส่งออกก็มีลักษณะกระจุกตัวเช่นกัน สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงเติบโตถึง 45% ขณะที่สินค้าประเภทอื่นรวมกันเติบโตเพียง 2% ผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงมีประมาณ 105 ราย และในจำนวนดังกล่าวเป็นบริษัทต่างชาติประมาณ 85 ราย ครองสัดส่วนการส่งออกในกลุ่มนี้ 85%

ดังนั้น แม้การเติบโตส่วนนี้จะเป็นเรื่องดี แต่ผลประโยชน์ที่ตกถึงคนไทยยังมีไม่มาก ทั้งด้านการจ้างงาน การจัดซื้อสินค้าในประเทศ และกำไรที่เป็นของผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ตาม การมีประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ AI ย่อมดีกว่าไม่มี เพราะเทคโนโลยีนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอนาคต

ศก.อีสานมีศักยภาพ

แต่ต้องเร่งปรับตัว

นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง มีประชากรประมาณหนึ่งในสามของประเทศ มี SME ราว 22% ของประเทศ มีฐานการผลิตสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ และมีทำเลที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ดี

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน รายได้ครัวเรือนอยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น คือประมาณ 100,000 บาท เทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งประเทศประมาณ 260,000 บาท

โดยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของอีสานอยู่ที่ 10% ขณะที่ภูมิภาคอื่นอยู่ที่ 3% การฟื้นตัวของธุรกิจในภาคอีสานช้ากว่าภูมิภาคอื่น สินเชื่อขนาดใหญ่ในระบบกลับมาเติบโตเป็นบวกประมาณ 4.8% เศรษฐกิจอีสานยังติดลบประมาณ 10% นอกจากนี้ แรงงานอีสานประมาณ 50% อยู่ในภาคเกษตร ซึ่งมีผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ ทั้งในด้านข้าวและยางพารา

ที่สำคัญ ภาคอีสานยังมีหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจอยู่ในระดับสูง จากประสบการณ์ที่ทำงานกับธนาคารออมสินสองรอบรวมแปดปี พบว่าปัญหาหนี้ในอีสาน โดยเฉพาะหนี้ข้าราชการและหนี้ครัวเรือน มีความรุนแรงมาก โดยมีสัดส่วนหนี้ประมาณ 58% ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่นค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าอีสานขาดศักยภาพ ประเด็นสำคัญคือจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีให้กลายเป็นผลผลิตและรายได้ของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนได้อย่างไร การสัมมนาในวันนี้อาจไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที แต่หวังว่าจะช่วยจุดประกายให้ภาคธุรกิจ ครัวเรือน แรงงาน ข้าราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันนำศักยภาพมาใช้และปรับตัวให้ดีขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำ เพราะประเทศไทยมีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา แต่ที่ผ่านมาอาจยังลงมือแก้ไขไม่มากพอ

“ธปท.ในยุคนี้มุ่งลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยได้ออกโครงการเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายโครงการ อย่างไรก็ตาม ปัญหาขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา ไม่มีโครงการใดโครงการหนึ่งที่สามารถแก้ไขทุกอย่างได้ทันที”

อัดสินเชื่อ 1.3 แสนลบ

ช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี

โดยโครงการ Credit Boost ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ ปัจจุบันปล่อยสินเชื่อแล้วเกือบ 50,000 ล้านบาท และคาดว่าจะช่วยให้สินเชื่อ SME ที่ยังติดลบอยู่กลับมาเติบโตเป็นบวกในปีหน้า หากโครงการประสบผลสำเร็จ จะเสนอรัฐบาลให้ปรับปรุงกลไกค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจผ่าน บสย. ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกโครงการหนึ่งคือ Secure Plus ซึ่งใช้ที่ดินเป็นหลักประกันและมีการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การตรวจสอบของธปท.

“คาดว่า Credit Boost และ Secure Plus สองโครงการนี้จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้รวมประมาณ 130,000 ล้านบาทภายในปีหน้า และช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขหนี้รายย่อยวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ ปัจจุบันดำเนินการแล้วเกือบ 150,000 ราย และตั้งเป้าขยายผลต่อไปในปีหน้า”

นายวิทัย กล่าวด้วยว่า ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัว ทั้งธปท. แรงงาน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ภาคเกษตรต้องเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity โดยอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากการเพิ่มผลิตภาพทำได้ยาก ก็ต้องปรับวิธีการขายและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เกษตรกรไม่สามารถผลิตแบบเดิมต่อไปได้ เพราะต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าคู่แข่ง หากไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพ ก็ต้องยกระดับมูลค่าสินค้าเพื่อสร้างรายได้ที่สูงขึ้น

ซึ่งรูปแบบการทำงานตามฤดูกาลแบบเดิม เช่น ทำนาแล้วเข้าโรงงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว ก็ทำได้ยากขึ้น เพราะโรงงานจำนวนหนึ่งปิดตัวลง และโรงงานที่ยังดำเนินการอยู่ก็ใช้แรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาและต้นทุนกับสินค้าจีนได้ หากไม่ยกระดับประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยี และประยุกต์ใช้ AI มากขึ้น มิฉะนั้น ความสามารถในการแข่งขันจะค่อย ๆ ลดลง

ทั้งนี้มองว่าภาคอีสานไม่ได้ขาดศักยภาพ บุคลากรที่มีความสามารถ หรือทรัพยากร แต่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว ทั้งเกษตรกร ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อรับมือกับการแข่งขันและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป หากปรับตัวได้ เศรษฐกิจจะดีขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและครัวเรือนจะดีขึ้นตามไปด้วย

“เราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายนอกและภายในจะส่งผลดีต่อภาคอีสาน ทำให้ภูมิภาคสามารถเข้าไปอยู่ในวงจรของการเปลี่ยนแปลงและได้รับประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ ธปท.พร้อมเป็นกำลังใจและพัฒนาเครื่องมือทุกอย่างที่สามารถทำได้ภายใต้บทบาทขององค์กร โดยยึดแนวทางสำคัญคือ ‘ยื่นมือ’ และ ‘ติดดิน’”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...