โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'พัฒนา' ยกเครื่องงบกองทุนบัตรทอง 1.79 แสนล้าน สั่ง สปสช. ลีนระบบ-แยกบัญชีชัดเจน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

14 สิงหาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ได้ร่วมประชุมติดตามการจัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรกในยุคของ รมว.พัฒนา ที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังอย่างโปร่งใส

ในการประชุม นางวราภรณ์ สุวรรณเวลา ผู้ทรงคุณวุฒิ สปสช. ได้ชี้แจงรายละเอียดการบริหารจัดการเงินงบประมาณกองทุนบัตรทองปี 2568 ซึ่งมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 179,528.72 ล้านบาท โดยจัดสรรให้หน่วยบริการและโรงพยาบาลทุกสังกัดรวม 157,314.22 ล้านบาท คิดเป็น 87.63% แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 103,275.52 ล้านบาท คิดเป็น 57.53%, โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ 12,878.65 ล้านบาท คิดเป็น 7.17%, โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชุมชนอบอุ่น 17,558.86 ล้านบาท คิดเป็น 9.78%

หน่วยบริการนวัตกรรมและ Telemedicine 7,482.50 ล้านบาท คิดเป็น 4.17% รวมถึงโรงพยาบาลรัฐสังกัดอื่น ๆ ส่วนงบประมาณที่เหลืออีกราว 2.2 หมื่นล้านบาท ได้จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชน กองทุนจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ และเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหายจากการบริการ

อย่างไรก็ดี นายพัฒนา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การใช้เงินกองทุนบัตรทองในปัจจุบันอาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมระบุว่าทุกฝ่ายควรลืมความสำเร็จเดิม ๆ และร่วมกันทบทวนตัวชี้วัดใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันเนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นของตนเอง ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสขุ ประธานการประชุมติดตามการจัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569

นายพัฒนา รมว.สาธารณสุข ได้สั่งการเน้นย้ำให้ สปสช. แยกหมวดหมู่การจัดสรรงบประมาณในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน คลินิกชุมชนอบอุ่น และบริการเทเลเมดิซินให้ออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบต้นทุนและความคุ้มค่าที่แท้จริงได้

นางวราภรณ์ สุวรรณเวลา ผู้ทรงคุณวุฒิ สปสช

ทั้งนี้ ยืนยันว่า การแยกบัญชีไม่ได้หมายถึงการยุบเลิกโครงการสำคัญ เช่น งบรักษาผู้ป่วยโรคไตที่เป็นนโยบายสำคัญในการช่วยชีวิตประชาชนแต่ทำเพื่อให้เห็นตัวเลขที่แท้จริง หากสามารถลีนองค์กรและลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นได้ก็จะมีเม็ดเงินส่วนเกินเพียงพอที่จะนำมาจัดสรรเพิ่มค่าหัวประชากรให้แก่โรงพยาบาลรัฐที่ยังมีภาระต้นทุนสูง พร้อมเตือนว่าหากไม่เร่งปรับปรุงระบบตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจกลายเป็นกรณีศึกษาที่ล้มเหลวในเวทีโลก ทั้งที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยเคยได้รับการยอมรับมาโดยตลอด

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช.

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ได้กล่าวขอบคุณทุกข้อเสนอแนะ พร้อมระบุว่า สปสช. พร้อมน้อมนำคำแนะนำดังกล่าวไปเสนอต่อคณะอนุกรรมการทุกชุด เพื่อปรับปรุงกลไกการประเมินและการจัดสรรงบประมาณให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...