โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(อัปจนจบ) มีอีบุ๊ก เหนือพราวฟ้า Can’t stop smilling off you

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 ธ.ค. 2566 เวลา 04.35 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2566 เวลา 04.35 น. • RINSP
“นอนไหมครับ” เขาถามพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ ท่านั่งไขว่ห้าง เอียงน้อย ๆ แล้ววาดแขนคล้ายรอให้เธออิงซบ โคตรเชื้อเชิญให้เธอตอบว่า นอนค่ะ! แต่เธอจะตอบตกลงง่าย ๆ ได้ยังไง กระทั่งเขาถามว่า “คุณไม่อยากค้างกับผม

ข้อมูลเบื้องต้น

E-book กดที่ภาพปกได้เลย

คำโปรย

“คิดอะไรอยู่ครับ” เสียงทุ้มดึงเรียกสติคนเมาอีกครั้ง เธอถูกเขาพามานั่งตรงโซฟาห้องนั่งเล่น ขณะอีกฝ่ายนั่งไขว่ห้างจิบไวน์ห่างจากเธอสองช่วงตัวเหมือนไม่อยากใกล้

“ห้องสวยดีค่ะ ดีไซน์คนละแบบกับที่ภูเก็ต แต่เงียบกว่า น่านอนมาก”

“นอนไหมครับ” เขาถามพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ

ไอ้ท่านั่งไขว่ห้าง เอียงคอน้อย ๆ แล้ววางแขนตรงขอบพนักโซฟาน่ะ โคตรเชื้อเชิญให้เธอตอบว่า นอนค่ะ!

แต่นางเอกระดับแถวหน้าอย่างเธอก็ต้องมีไว้เชิงกันบ้างจะพูดแบบนั้นไปได้อย่างไร

“งั้นคืนนี้พราวขอค้างที่นี่สักคืนนะคะ ฝากคุณเหนือช่วยติดต่อเปิดห้องให้หน่อยได้ไหม” ไหน ๆ ทุกอย่างมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่จินตนาการ เหล้าสูตรพิเศษของบดินทร์ออกฤทธิ์แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูร่างกาย เธอคงกลับคอนโดไม่ไหว แค่เดินยังเป๋จนต้องให้คุณคนดีประคองนั่ง

“คุณ…ไม่อยากค้างกับผม”

พราวฟ้าช้อนสายตามองชายหนุ่มช้า ๆ พิจารณาคำพูดและสีหน้าอีกฝ่าย เธอชะงักนิ่งครู่หนึ่ง ทั้งสองสบสายตากันท่ามกลางความเงียบ เธอเดาใจเขาไม่ออกว่าพูดเล่นหรือจริง จึงลุกขึ้นจากเบาะนั่งเพื่อมองใกล้ ๆ

วินาทีต่อมาร่างบางผุดลุกจากโซฟา ตั้งใจอยากจะเดินไปนั่งข้างกายทว่าเธอก็สูญเสียการทรงตัวจนเกือบจะล้มไม่เป็นท่า เรียวแขนแกร่งจึงเอื้อมมาคว้าช่วงเอวเล็กไว้แล้วดึงตัวเธอนั่งบนหน้าขาแกร่ง

พราวฟ้าสลัดอาการมึนเมา เพ่งสายตาหาความจริงจากนัยน์ตาสีเข้ม เพิ่งจะได้เห็นดวงตาเขาชัด ๆ ว่ามันสวยเป็นประกายน่าค้นหามากแค่ไหน ดวงตากลมไล่ลงมามองจมูกโด่งเป็นสัน ปลายนิ้วแตะสัมผัสลูบไล้แผ่วเบา ขณะที่เขาลูบแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธอเช่นเดียวกัน

“ของจริง” เธอเจอผู้ชายจมูกสวยแบบผ่านมีดหมอมาก็มาก เวลาเข้าฉากเลิฟซีนจมูกเขาแทบจะทิ่มหน้าเธอ จัดองศาจูบไม่เคยได้เลย

ริมฝีปากสวยจัง น่าจูบ แรงขับเคลื่อนจากแอลกอฮอล์นั้นไวกว่าความคิด มือเล็กประคองสันกรามเขาไว้แล้วโน้มริมฝีปากกดจูบด้วยความปรารถนา

“อื้อ”

คนเปิดเกมได้เปรียบแค่ชั่ววินาที เขาก็เป็นฝ่ายคุมเกมด้วยการแทรกเรียวลิ้นเข้ามาในโพรงปากเล็กดูดดึง บดเคล้าจนเกิดเสียงน่าอาย

ช่วงจังหวะหนึ่งเขาผละออกให้เธอสูดอากาศเข้าไป มองเธอด้วยแววตาลึกซึ้งแฝงความกระหายอยู่ในนั้น ฝ่ามือหนาลูบไล้เรียวขาอ่อน เรียวจมูกซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น แล้วกระซิบถามว่า…

ฝากกดเข้าชั้น กดหัวใจ คอมเม้นต์ส่งกำลังใจให้ไรต์ด้วยนะคะ

นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่ง อาจมีบางเหตุการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง มีการบรรยาย NC 18+ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ

อีบุ๊กเรื่องนี้วางขายแล้วค่ะ สามารถกดลิงก์ตรงรูปภาพเพื่ออ่านฉบับเต็มได้เลย

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่สนับสนุนและติดตามผลงานของไรต์นะคะ

สามารถพูดคุยทักทายได้ที่เพจเฟซบุ๊ก RINSP ได้เลยค่ะ

CHAPTER 1-1

PRAWFAH: ไหนพี่เดซี่บอกว่ากินเลี้ยงทั้งกองไงคะ พี่รีบมาหาพราวเดี๋ยวนี้เลย!!

“น้องพราวคุยกับใครอยู่เหรอคะ”

พราวฟ้าละสายตาจากหน้าจอสมาร์ตโฟนเงยหน้าแล้วส่งยิ้มหวานให้กับคนตรงข้ามอย่างแนบเนียน แม้ในใจจะรู้สึกหงุดหงิดกับสถานการณ์ที่เรียกได้ว่ามัดมือชกนี้อยู่เต็มขั้น เจ้าของรอยยิ้มน่าเกลียดคนนี้ชื่อภาคิน เขาเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของโพรเจ็กส์ซีรีส์แนวรักโรแมนติกที่เธอรับเป็นบทแสดงนำหญิง คราแรกเธอเอะใจตั้งแต่เดินผ่านประตูเข้ามาในห้องรับรองของโรงแรมแห่งนี้แล้ว เวลานัดกินเลี้ยงปิดกล้องคือสองทุ่มตรงแต่กลับไม่มีใครมาที่นี่เลยสักคน เธอมาถึงเป็นคนแรก ส่วนคนตรงหน้าตามเข้ามาทีหลังเธอประมาณสิบนาทีและเป็นคนสุดท้ายที่เปิดประตูเข้ามา
เธอพลาดเองที่เดินเข้ามาติดกับแผนของคนเจ้าเล่ห์อย่างง่ายดาย ชะล่าใจคิดว่าเขาบินกลับไปแล้วตั้งแต่ช่วงเย็นหลังจากถ่ายทำซีนสุดท้ายเสร็จสิ้น ที่ไหนเขายังนั่งหัวโด่ ยิ้มน้ำลายหกเป็นหมาล่าเนื้ออยู่ตรงนี้
“คุยเรื่องงานค่ะ”
ฝ่ามือหนาคืบคลานมากุมมือนุ่มของเธอไว้ “โธ่ ใครกล้ามาคุยเรื่องงานเวลานี้กับนางเอกของพี่กันคะ น้องพราวบอกพี่มาค่ะ เดี๋ยวพี่จัดการให้”
หญิงสาวดึงมือออกจากการกอบกุม แก้สถานการณ์ด้วยการใช้เรียวนิ้วทัดปรอยผมไว้ข้างหู ใบหน้าสวยแสร้งทำขวยเขินทั้งที่ในใจขยะแขยงเต็มทน แต่ด้วยรู้จักสันดานหยาบของอีกฝ่ายดีว่าไม่ชอบให้ใครปฏิเสธ เธอไม่อยากทำให้ตัวเองและคนร่วมงานเดือดร้อน หากทำให้เขาโมโหแล้วพาลไปลงกับงานมีหวังซีรีส์ที่พวกเธอตั้งใจทำงานกันอย่างหนักเกือบครึ่งปีคงถูกดองอยู่ในไหไม่มีโอกาสได้ออนแอร์แน่ ๆ
ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คนเจ้าเล่ห์ แต่เขายังเป็นใจทราม ต่ำช้า เอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวเป็นที่หนึ่ง
วีรกรรมของเขาเป็นที่โจษจันกันทั่ววงการ ทั้งเรื่องผู้หญิงจนไปถึงทำธุรกิจสีเทาหลายอย่าง และเขาก็ใช้เส้นสายที่ตัวเองมีกลบเกลื่อนเรื่องระยำตำบอนที่ตัวเองทำได้อย่างหมดจดภายใต้ภาพลักษณ์นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง รูปหล่อ บ้านรวย เรียนจบจากต่างประเทศที่ไม่รู้ว่าจบจริงหรือแค่แอบหนีไปชุบตัวอยู่ที่นั่นกันแน่ ข่าววงในบอกว่าเมื่อห้าปีก่อนเขาเมาแล้วขับรถชนคนกวาดขยะข้างทางเสียชีวิต หลังเกิดเรื่องบิดาซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จึงส่งเขาบินไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนรายละเอียดเบื้องลึกเบื้องหลังเธอไม่รู้ว่าคดีนั้นจบอย่างไร และเธอก็ไม่อยากเข้าพัวพันกับผู้ชายคนนี้ด้วย
หากเป็นไปได้เธอไม่อยากเอาตัวเองเฉียดใกล้ผู้ชายคนนี้เลยสักนิด หากเธอรู้ว่าความสวยของตัวเองจะล่อพวกเสือ ตะเข้เข้ามาวุ่นวายในชีวิต เธอจะขอสวยให้น้อยลงกว่านี้อีกหน่อย อย่าได้เตะตาเตะใจคนพวกนี้เลย
ทว่าเวลานี้เธอต้องหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ได้เสียก่อน จะหวังเพิ่งผู้จัดการส่วนตัวเข้ามาช่วยก็กลัวจะไม่ทันการ ลางสังหรณ์บอกว่าคืนนี้เขาเตรียมจะรวบหัวรวบหางจับเธอกินเป็นแน่
“น่าเสียดายที่มีแค่เราสองคนนะคะ หากมีคนอื่นคงสนุกกว่านี้ อยู่กันสองคนมื้อดินเนอร์กร่อยไปเลย”
“มีแค่น้องพราว พี่ก็สนุกมากแล้วค่ะ” ดวงตาคมแฝงความนัยน์จ้องมองมาที่เธออย่างปรารถนา เรียวนิ้วยาวดันแก้วไวน์สีสวยมาตรงหน้า “น้องพราวลองชิมไวน์ดูสิคะ”
เมื่อพูดถึงไวน์ เธอก็นึกถึงคำเตือนของพี่เดซี่ขึ้นมา
‘คืนนี้อย่าดื่มแอลกอฮอล์นะจ๊ะ พรุ่งนี้หนูต้องบินกลับกทม. แต่เช้า ช่วงบ่ายมีงานถ่ายพรีเซ็นเตอร์แบรนด์เครื่องสำอางของคุณศศิต่อ’
‘แค่นิดหน่อยก็ไม่ได้เหรอคะ ตั้งแต่มาภูเก็ต พราวก็ทำแต่งาน ๆ เจ็ดวันติดแล้วนะคะ ขอดื่มแก้เหนื่อยบ้างไม่ได้เหรอ’
‘งานนี้พี่ขอนะคะหนู อย่าดื่ม’ เดซี่เน้นย้ำเสียงจริงจัง
‘พี่เดซี่แปลก ๆ นะคะ ปกติไม่เคยห้ามกัน มีอะไรหรือเปล่าคะ’
‘หนูก็รู้ว่าเวลาหนูเมามันเป็นยังไง อย่าให้พี่ต้องพูด ถ้าไม่อยากให้พรุ่งนี้เช้ามีข่าวนางเอกสาวเมาเละกลางงานปิดกล้อง ข่าวเมาของหนูจะกลายไวรัลโพรโมตก่อนเปิดตัวซีรีส์เลยนะคะ’
‘ก็ได้ค่ะ ฮึ่ม’
คราแรกเธอคิดว่าเดซี่แค่ไม่อยากให้เธอตกเป็นข่าวเสียหาย แต่ตอนนี้เธอคิดว่ามันเป็นคำเตือนของผู้จัดการมากกว่าว่าอย่าดื่มอะไรก็ตามที่คนคนนี้หยิบยื่นให้เด็ดขาด
แล้วทำไมพี่เดซี่ถึงไม่บอกกับเธอแต่แรก หากเธอรู้ก็คงไม่อยู่ตรงนี้
“กลัวเหรอคะ” เสียงทุ้มดึงสติหญิงสาวกลับมาอีกครั้ง สายตาคมแฝงรอยยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย
“คุณภาสว่าอะไรนะคะ”
“ดูเหมือนน้องพราวจะไม่ไว้ใจพี่ แค่ไวน์จากพี่ยังไม่กล้าดื่ม พี่ยอมรับก็ได้ค่ะว่าพี่ขอให้คุณเดซี่ช่วยนัดน้องพราวออกมาเลี้ยงฉลองปิดกล้องด้วยกันแค่สองคน แต่น้องพราวอย่าโกรธคุณเดซี่เลยนะคะ พี่รบเร้าจนเธอยอมใจอ่อนเอง”
เป็นแบบนี้เองสินะ ผู้จัดการของเธอรู้เห็นเป็นใจเป็นคนเปิดประตูให้หมาป่าตัวนี้เข้ามาจับกินลูกแกะเอง
“คุณภาสทำแบบนี้พราวลำบากใจนะคะ”
“ก็พี่ชอบน้องพราวจริง ๆ นี่คะ หลังจากนี้เราคงไม่ได้เจอกันบ่อย ๆ อีกแล้ว พี่แค่อยากมีเวลานั่งกินข้าวกับน้องพราวสักมื้อหนึ่ง พี่ขอแค่นี้ได้ไหมคะ” ภาคินหยิบแก้วไวน์ของเธอขึ้นดื่มจนหมดแก้วเพื่ออยากจะแสดงให้เธอเห็นว่าเขาแค่อยากกินข้าวจริง ๆ ไม่ได้คิดจะกินอย่างอื่นเช่นตัวเธอ
พราวฟ้าลอบมองอาการของคนตรงหน้า เขายังเป็นปกติทุกอย่าง ดูเหมือนเธอจะระแวงเขามากเกินไป อีกอย่างที่นี่ก็มีทั้งพนักงานและแขกผู้พักอาศัยมากมาย กล้องวงจรปิดติดอยู่ทุกมุม เขาคงไม่คิดจะทำอะไรบุ่มบ่าม อย่างไรเสียเธอไม่อาจไว้ใจเขาได้ เอาเป็นว่าเธอจะนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนเขา ให้มื้อนี้เป็นมื้อแรกและมื้อสุดท้ายก็แล้วกัน
พนักงานชายเริ่มนำอาหารลงเสิร์ฟบนโต๊ะขนาดสองคนนั่ง ภาคินสั่งน้ำแร่ที่ยังไม่ผ่านการเปิดฝาขวดให้กับเธอ ราวกับตั้งใจเน้นย้ำว่าเขาอ่านความคิดเธอออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“สลัดแซลมอน พี่สั่งให้น้องพราวค่ะ ช่วงนี้พี่ได้ข่าวว่าน้องพราวกำลังไดเอตเพื่อถ่ายแบบ”
เขาคงรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเธอ บ่งบอกได้ว่าความสนใจของภาคินที่มีต่อเธอนั้นมีมากเพียงไหน
“ที่จริงแล้วพี่ว่าหุ่นน้องพราวตอนนี้ดีมากเลยนะคะ ไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักแล้วก็ได้ ดูมีน้ำมีนวล น่ามองไปทั้งตัว” สายตากะลิ้มกะเหลี่ยของภาคินทำขนแขนหญิงสาวพลันลุกชัน เธอกระชับเสื้อไหมพรมสีชมพูพีชตัวนอกเข้าหาตัวปกปิดเนินอก ด้านในเธอใส่เป็นเดรสสายเดี่ยวสีดำพอดีตัว ถ้าหากรู้ว่าจะต้องมานั่งอยู่กับเขาสองคน ต่อให้ประเทศไทยจะร้อนสักแค่ไหน เธอก็จะใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ปกปิดทุกส่วน ไม่ให้เขาได้ใช้สายตาและคำพูดลวนลามแบบนี้ได้
อยากจะเอาส้อมทิ่มให้ตาบอดจริง ๆ
“ฉากว่ายน้ำตอนเช้าของน้องพราว พี่ชอบมากเลยค่ะ สวยทั้งคนทั้งวิว แอบอิจฉาพระเอกอยู่นะคะ”
น่ากลัว!
จู่ ๆ คำนี้ผุดวาบขึ้นมาในความคิด ลำคอเริ่มแห้งผากจนต้องยกแก้วน้ำที่ตัวเองเป็นคนจัดการรินใส่ลงไปด้วยตัวเองขึ้นดื่ม
ภาคินมองมาที่เธอแล้วยิ้มบาง ก่อนจะยกแก้วไวน์ของตัวเองขึ้นดื่มตาม
มื้ออาหารดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเพราะอีกฝ่ายดึงเกมตลอดเวลา ชวนเธอคุยสัพเพเหระ แต่อย่างไรเสียงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ครึ่งชั่วโมงต่อมาพราวฟ้าสะพายกระเป๋าเตรียมลุกจากเก้าอี้ จู่ ๆ นางเอกก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาเสียอย่างนั้นจึงต้องใช้มือข้างหนึ่งค้ำยันกับโต๊ะอาหารเพื่อพยุงตัวเอาไว้
วินาทีนั้นเธอขนลุกวาบ หัวใจเต้นระส่ำ
แย่ละ!
ดวงตากลมสวยมองจานอาหารบนโต๊ะสลับกับแก้วน้ำ ตอนนี้เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองพลาดกินอะไรเข้าไป
กระทั่งฝ่ามือหนาแตะสัมผัสตรงเอวเล็ก เธอหันเสี้ยวหน้ามองก็เห็นว่าภาคินยืนประชิดตัวเธอแล้ว เขาเข้ามาใกล้เธอขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร
“น้องพราวเป็นอะไรคะ” เสียงทุ้มต่ำถามเบา ๆ ข้างหูเธอ พราวฟ้าพยายามแกะมือปลาหมึกของเขาออก ทว่ายิ่งเธอออกแรงมากเท่าไร กำลังกายยิ่งถดถอยลงมากเท่านั้น หากไม่มีเขาจับตัวเธอไว้ หญิงสาวคงเข่าทรุดนั่งลงกับพื้นแล้ว
“พราวจะกลับห้องค่ะ” เธอพยายามฝืนตัวเองแล้วดันตัวให้พ้นการกักขังของร่างใหญ่ ขณะสายตาเริ่มพร่ามัวลงเรื่อย ๆ
ภาคินยอมปล่อยเธอแต่โดยดี หากแต่สายตายังคงจดจ้องมองเธอแฝงรอยยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย
พราวฟ้าคิดว่าตัวเองคงฝืนได้อีกไม่นานจึงรีบเดินออกมาจากห้องรับรองทันที ร่างกายรู้สึกร้อนวูบวาบ ลมหายใจเริ่มติดขัด จนอยากจะหาน้ำเย็น ๆ มาดับมัน ร่างเล็กเดินมาถึงหน้าประตูลิฟต์ เรียวคิ้วขมวดมุ่นเมื่อตัวเลขบนหน้าจอลิฟต์ทั้งสองตัวนั้นผิดปกติ ลิฟต์ฝั่งซ้ายหยุดจอดทุกชั้น หญิงสาวก่นด่าในใจใครมันบ้ากดเล่นเวลานี้กัน ส่วนฝั่งขวามือกำลังลงไปชั้นล่างราวกับนัดกันไว้ เป็นใจให้ภาคินเดินตามเธอทัน พราวฟ้าพยายามตั้งสติเพราะคิดว่าตัวเองกำลังประสาทหลอนเพราะฤทธิ์ยา บังคับปลายนิ้วหมายจะกดปุ่ม ทว่ากดเท่าไรก็กดไม่โดน กระทั่งมาคนใจดีเขามาช่วย
คนดีใจทราม
“เดี๋ยวพี่ไปส่งน้องพราวที่ห้องดีกว่าค่ะ น้องพราวโอเคนะคะ สงสัยวันนี้ถ่ายซีรีส์ตากแดด เจอลมทั้งวันคงเพลีย”
“ไม่…” ทว่าพราวฟ้ายังไม่ทันปฏิเสธ ประตูลิฟต์ฝั่งซ้ายเปิดออกราวกับเป็นใจ ด้านในไม่มีคนแล้วใครมันกดเล่นทุกชั้น ทุกอย่างเป็นใจให้คนชั่วไปเสียหมด ฝ่ามือหนาจับต้นแขนเธอไว้แล้วดึงตัวเข้าไปในลิฟต์ด้วยกัน เขาพาเธอยืนชิดมุมหนึ่งแต่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าโอบเอว จับแขนประหนึ่งว่าเป็นคู่รัก
“คุณเอาอะไรให้พราวกิน” เธอถามอย่างคนไร้เรี่ยวแรง เปลือกตาสองข้างใกล้ปิดเต็มที
“ก็ไม่นี่คะ” ภาคินกดหน้าลงสูดดมตรงซอกคอเธออย่างกระหาย “น้องพราวรินใส่แก้วเองกับมือตัวเอง พี่ไม่ได้ทำอะไรเลย”
น้ำแร่ขวดนั้นสินะ
“ต่อจากนี้พี่จะเป็นคนทำเองนะคะ น้องพราวไม่ต้องทำอะไรเลย แค่นอนเฉย ๆ ร้องครางเป็นกำลังใจให้พี่ก็พอ”
คนชั่วช้า!
“ตอนแรกพี่ไม่อยากบังคับฝืนใจน้องพราวหรอกนะคะ แต่ช่วยไม่ได้วันนี้พี่อยากได้น้องพราวมากจริง ๆ ชุดบิกีนี่ตัวสีดำเมื่อเช้าทำพี่แข็งไปหมดเลยค่ะ มันต้องการปลดปล่อย น้องพราวต้องเป็นคนรับผิดชอบพี่นะคะ”
“พูดบ้าอะไร พราวจะแจ้งตำรวจ”
“เรื่องนั้นเอาไว้พี่พาไปแจ้งความพรุ่งนี้นะคะ สน.ไหนดีคะ เดี๋ยวพี่ถามพ่อดีกว่าเผื่อท่านจะได้สั่งให้ลูกน้องปูพรมต้อนรับน้องพราว”
พราวฟ้าอยากจะก่นด่าเขาให้หนำใจ แต่เธอไร้เรี่ยวแรงต่อกรกับเขาแล้ว กระทั่งเสียงประตูลิฟต์เปิดออก หญิงสาวใจหายวาบราวกับว่าตัวเองกำลังจะเดินตกลงสู่เหวลึก แต่น่าแปลกที่ภาคินไม่แม้แต่จะขยับตัวออกห่างจากเธอ ทันใดนั้นเองเสียงทุ้มดั่งเสียงสวรรค์ของใครคนหนึ่งดังขึ้น หากแต่สายตาของเธอพร่ามัวเกินกว่าจะเห็นใบหน้าของเขาได้ รู้แค่ว่าเขาตัวสูงกว่าไอ้คนชั่วช้าข้างกายเธอ ถ้าหากต้องต่อสู้กัน เธอขอฟันธงว่าเขาต้องเอาชนะได้อย่างแน่นอน พราวฟ้าไม่รอช้ารีบเอ่ยปากขอความช่วยเหลือทันที ประกอบกับเขาเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน
“ช่วยด้วย/ขึ้นหรือลงครับ”

CHAPTER 1-2

“ช่วยด้วย/ขึ้นหรือลงครับ”
ภาคินบีบแขนเล็กแล้วดึงเธอเข้าสู่อ้อมกอด ฝ่ามือหนาปิดปากเธอไว้ พราวฟ้าพยายามขัดขืนแต่เหมือนร่างกายของเธอเป็นอิสระจากสมองสั่งการเสียแล้ว
“อย่าเพิ่งอ้วกนะคะที่รัก ใกล้ถึงห้องพักของเราแล้วค่ะ”
ไอ้บัดซบ
เขาเล่นละครเก่งยิ่งกว่านักแสดงอย่างเธอเสียอีก จากนั้นภาคินก็หันไปโต้ตอบกับคนที่รออยู่หน้าลิฟต์
“ขึ้นครับ”
“งั้นผมไปด้วยครับ”
“เออ…พอดีภรรยาผมเมาน่ะครับ เธอดื่มไวน์ไปหลายแก้ว ยังไงคุณช่วยรอลิฟต์อีกตัวได้ไหมครับ กลัวว่าคุณจะเหม็นกลิ่นเหล้า”
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ”
ชายหนุ่มร่างสูงก้าวเข้ามาด้านในลิฟต์ เขาเลือกยืนอยู่ตรงมุมเดียวกับแผงควบคุมวงจรลิฟต์ จากนั้นกดปิดประตูและกดตัวเลขบนแผงควบคุม
“เฮ้ย แม่งมึงทำอะไรวะ” ภาคินโวยวายลั่นเมื่อตัวเลขดิจิตอลบนเหนือศีรษะไม่ได้พาเขาขึ้นไปด้านบน ลิฟต์กำลังพาพวกเขาลงไปยังชั้นล็อบบี้ของโรงแรม
“มีอะไรครับ” เขาหันกลับมาถามด้วยแววตาเรียบนิ่ง
“ไอ้เหี้ยนี่ มึงกวนตีนกูเหรอ” ภาคินไม่สงวนท่าทีเป็นสุภาพบุรุษอีกต่อไป จู่ ๆ ไอ้ผู้ชายคนนี้ก็เข้ามากดยกเลิกหมายเลขชั้นของเขาแล้วพาพวกเขาลงไปชั้นล็อบบี้ด้วยกัน
“ปกติคุณพูดจาหยาบคายกับคนไม่รู้จักกันแบบนี้เหรอครับ” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเรียบ สายตามองยังคนตัวเล็กที่หลับหมดสติไปแล้ว มั่นใจว่าเธอไม่ได้เมาเพราะรอบตัวเธอไม่มีกลิ่นของแอลกอฮอล์ มีเพียงแต่กลิ่นหอมอ่อน ๆ เท่านั้น
ข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของเขาคือเธอถูกวางยา แต่เขามองผ่านหน้าจอจึงไม่แน่ใจเลยอยากจะพิสูจน์ กระทั่งได้เจอกันเธอขอความช่วยเหลือก่อนจะหมดสติไป อีกอย่างผู้ชายคนนี้อ้างว่าเธอเป็นภรรยาแต่ทั้งสองคนไม่มีแหวนแต่งงานหรือของแทนใจที่บ่งบอกว่าเป็นคู่แต่งงานกัน
ยิ่งกับภรรยาหน้าตาสะสวยเช่นเธอ เขาคิดว่าคงไม่มีผู้ชายคนไหนไม่อยากแสดงความเป็นเจ้าของ ชายหนุ่มจึงสรุปได้ว่าผู้หญิงคนนี้ถูกมอมยาอย่างแน่นอน
“มึงอย่ามาตีหน้าซื่อ ก็เห็น ๆ อยู่ว่ามึงกวนตีน” ภาคินยกนิ้วชี้หน้า บันดาลโทสะใส่คนชอบยุ่งอย่างไม่กลัวเกรง “มึงกดชั้น 15 ให้กูเดี๋ยวนี้ อย่าให้กูต้องอารมณ์เสีย หรือมึงอยากนอนนับเม็ดทรายเล่น”
ภาคินผละมือข้างหนึ่งจากการประคองคนข้างกายเพื่อแหวกชายเสื้อตรงช่วงเอวหนา ปลายกระบอกปืนสีดำปรากฏต่อสายตา หากแต่อีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
“ที่นี่โรงแรมนะครับ ตามกฏไม่อนุญาตให้ผู้เข้าพักพกอาวุธที่เป็นอันตราย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงราบเรียบแฝงความจริงจังอยู่ในที “อีกอย่างคนพกปืนติดตัวในที่สาธารณะมีใบอนุญาตหรือเปล่าครับ”
“เรื่องของกูไหม กูจะพกปืนเป็นสิบกระบอกแล้วมันจะทำไม ถ้ามันหนักหัวกบาลมึงนัก ให้กูเป่าหัวแม่งไหมล่ะ” ภาคินกร่างเต็มที่เพราะอยู่ในบริเวณอับสายตาไม่มีใครเห็น “มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร พ่อกูเป็นใคร อย่าเสือก”
คนตัวสูงยืนนิ่ง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง ปลายคางเชิดขึ้น ดวงตาคมมองไปยังกล้องวงจรปิดตรงมุมหนึ่งซึ่งเก็บภาพและเสียงคมชัดระดับ 4HD
“มีกล้องวงจรปิดแล้วคิดว่ากูจะกลัวหรือไง” ไม่ว่าเปล่าภาคินดึงปืนออกจากเอวแล้วหันปลายกระบอกปืนไปทางคนตัวสูง หากแต่อีกฝ่ายไม่แสดงอาการหวาดกลัวหรือตกใจอย่างที่เขาต้องการ ยิ่งทำให้ภาคินโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงหมดอารมณ์ใคร่ที่ตนตั้งใจอยากจะปลดปล่อยกับผู้หญิงที่เขาหมายปอง ประกอบกับเสียงประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล็อบบี้ พนักงานรักษาความปลอดภัยยืนรอต้อนรับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
รปภ. ทั้งสองคนได้รับแจ้งจากพนักงานต้อนรับว่าเห็นแขกคนหนึ่งกำลังชักปืนจ่อแขกอีกคนในลิฟต์ขณะพวกเธอกำลังเช็กความเรียบร้อยของบริเวณภายในและนอกโรงแรมผ่านกล้องวงจรปิด แม้ชายวัยกลางคนทั้งสองจะกลัวตายแต่ก็ต้องทำตามหน้าที่ช่วยเหลือและปกป้องเพื่อไม่ให้เกิดเหตุอันตราย
ชายหนุ่มก้าวออกมาคนแรก เอาตัวเองยืนอยู่ด้านหน้าพนักงานทั้งสองคน ภาคินจำต้องเก็บปืนแล้วเดินออกมา ถึงแม้เขาจะโกรธจัดมากแค่ไหน แต่ยังมีสติยั้งคิดว่าไม่ควรทำการใด ๆ ให้ตัวเองต้องลำบาก คนในล็อบบี้มีอยู่ไม่น้อย ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจนเป็นข่าวใหญ่โต หัวกบาลตนเองคงพรุนก่อนไอ้คนตรงหน้าเป็นแน่
“น้องพราว” เดซี่รีบเข้ามาหานางเอกสาว ภาคินจึงยอมปล่อยตัวเธอคืนให้กับผู้จัดการสาวสองดูแลต่อ
ภาคินทำตาขวางใส่อย่างไม่สบอารมณ์ ยกมือขึ้นเสยผมตัวเองลวก ๆ จ้องตาคนยุ่งไม่เข้าเรื่องอย่างอาฆาต ดูเหมือนแผนการณ์ที่คิดว่าสมบูรณ์แบบจะพังลงเพราะเจอคนขี้เสือกอย่างไอ้หมอนี่ ไม่รู้ว่ามันโผล่มาจากไหน และไม่รู้ว่ามันตั้งใจที่จะเข้ามาขัดขวางหรือเปล่า แต่ที่เขารู้คือถ้าหากเจอกันครั้งหน้า เขาไม่มีทางปล่อยมันไว้แน่
“เดซี่ขอพาน้องพราวกลับห้องก่อนนะคะ” เดซี่บอกกับภาคิน
ภาคินพยักหน้าให้อย่างจนใจ เสียงโทรศัพท์จากผู้เป็นบิดาโทรเข้ามาพอดี เขาจึงเดินออกไปด้านนอกเพื่อรับสาย
“เดี๋ยวครับ” ฮีโร่ของค่ำคืนนี้รั้งคนทั้งสองเอาไว้ เดซี่หันมามองอย่างไม่กล้าสู้หน้าใคร ตอนนี้เขาก็มีความผิดติดตัวอยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้พราวฟ้าตื่นขึ้นมา เธอจะทำอย่างไรกับเขาบ้าง
“ให้ทางโรงแรมเรียกรถพยาบาลให้ไหมครับ” ชายหนุ่มแนะนำ
“ไม่เป็นไรค่ะ น้องแค่เมา”
“แต่ผมว่าเป็นนะ เธอไม่ได้หลับเพราะง่วง อันตรายนะครับ ถ้าเกิดอาการช็อกขึ้นมาคงแย่”
“เออ… เดี๋ยวเดซี่พาไปเองค่ะ ขอบคุณทุกคนมากนะคะและขอโทษที่ทำให้วุ่นวายกัน” เดซี่รีบตัดบท เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้เรื่องที่ภาคินวางยานางเอกสาว ไม่รอช้าเขารีบพยุงร่างเล็กออกจากโรงแรม ชายหนุ่มยืนมองคนทั้งสองขึ้นรถอัลพาร์ดสีดำไปจนหายลับจากสายตา
“คุณเหนือเป็นอะไรไหมคะ” นารีวัลย์ หัวหน้าฟร้อนช่วงกะดึกเอ่ยถามคนตัวสูงอย่างเป็นห่วง
“ผมโอเคครับ ไม่เป็นไร เดี๋ยวฝากคุณนาบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดช่วงที่เขาพาเธอออกจากห้องรับรองไปจนถึงในลิฟต์ให้ผมด้วยนะครับ” ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งกลับมาจากด้านนอก แวะทักทายและเอาโรตีมาฝากพนักงานฟร้อนต์และร.ป.ภ.ที่ยังคงทำงานกันอยู่ จังหวะนั้นเองเขามองจอมอนิเตอร์แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดพอดี เห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซมายืนตรงหน้าลิฟต์ของห้องรับรองตรงชั้นเก้า ด้วยลางสังหรณ์บางอย่างเห็นท่าไม่ดีสักเท่าไร เขาจึงตัดสินใจใช้ลิฟต์อีกตัวที่ขณะนี้อยู่ตรงชั้นที่เขาอยู่พอดี คาดคะเนคำนวณเวลาในใจแล้ว เขาจึงตัดสินใจเข้าไปในลิฟต์แล้วกดขึ้นไปยังชั้นสิบ ขณะเดียวกันเพื่อกันความผิดพลาดอาจทำให้คลาดกัน เขาจึงกดลิฟต์อีกตัวที่อยู่ฝั่งซ้ายตั้งแต่ชั้น 2 จนถึงชั้น 8 เพื่อถ่วงเวลา
เขาถึงได้เจอพวกเขาที่ชั้น 10 และช่วยเธอเอาไว้สำเร็จ
“คุณเหนือจะรอเอาคลิปเลยไหมคะ นาจะได้เร่งให้เด็ก ๆ ทำให้” นารีวัลย์ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
“ไม่ใช่ผมหรอกครับ แต่ผมคิดว่าพรุ่งนี้คงมีคนมาขอดูแน่ ๆ บางทีอาจจะมากกว่าหนึ่งคน แต่ให้แค่ผู้หญิงคนนั้นก็พอ นอกเหนือจากนั้นบอกปฏิเสธไปคะครับ ตามกฏของโรงแรม ถ้าหากใครอยากได้ก็ให้เอาใบบันทึกประจำวันมาขอ”
“ได้ค่ะ”
“แล้วผู้ชายคนนั้นล่ะคะ” นารีวัลย์หมายถึงคนที่จ่อปืนใส่เขาในลิฟต์ เธอกลัวว่าหากปล่อยไป เขาอาจจะตามมาทำร้ายทีหลังอีก
“เขาบอกว่าใหญ่น่ะครับ”
“คะ” นารีวัลย์ครางรับอย่างไม่เข้าใจความหมาย
“คนที่พกอาวุธปืนไปไหนต่อไหนได้ แถมยังชักปืนข่มขู่คนอื่นอย่างไม่กลัวกฎหมาย ผมว่าเบื้องหลังเขาคงใหญ่น่าดู” พีระวิชญ์เอ่ยเสียงเรียบไร้ความกังวลใด ๆ พลางระบายยิ้มอ่อนให้อีกฝ่าย
“แบบนั้นยิ่งน่ากลัวไม่ใช่เหรอคะ” นารีวัลย์ยิ่งเป็นห่วงลูกชายของเจ้านายเข้าไปกันใหญ่
“เอาเป็นว่าคุณนาไม่ต้องห่วงผมนะครับ เขาไม่ทำอะไรหรอก ถ้าเขาทำตอนนี้ผมคงไม่ยืนคุยกับคุณนาแบบนี้”
“โธ่ คุณพระ คุณเหนืออย่าพูดแบบนี่สิคะ นาใจไม่ดีเลย ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้เข้าจะเป็นยังไงคะ”
“งั้นคุณนาก็อย่าให้พวกท่านรู้สิครับ ผมไปนอนก่อนนะ ง่วงแล้ว ทุกคนกลับไปทำงานต่อเถอะครับ”
คล้อยหลังชายหนุ่มเดินกลับขึ้นลิฟต์ไป นารีวัลย์ถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ
“พี่นาเป็นอะไรคะ” เด็กหน้าฟร้อนต์เดินมาหาพลางถามไถ่เพราะเห็นว่าหัวหน้างานเอาแต่ถอนหายใจ
“เป็นห่วงคุณเหนือน่ะสิ กลัวแขกคนนั้นเขาจะไม่ยอมจบ”
“คุณเหนือบอกว่าไม่ต้องห่วงนี่คะ คงไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ อีกอย่างพรุ่งนี้พวกเขาก็กลับกันแล้ว ผู้ชายคนนั้นกับผู้หญิงที่อยู่กับเขาเป็นคนของกองถ่ายซีรีส์ค่ะ พี่นารู้จักคุณพราวฟ้าไหมคะ”
“พราวฟ้าที่เป็นนางเอกเหรอ คนเมื่อกี้ใช่เธอจริง ๆ เหรอ” นารีวัลย์เห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเพราะมีเส้นผมปกปิดหน้าเธอเอาไว้ ช่วงสัปดาห์ก่อนโรงแรมได้ต้อนรับคณะกองถ่ายซีรีส์เรื่องหนึ่ง พวกเขาได้เช่าสถานที่ส่วนหนึ่งทางฝั่งทางใต้ของเกาะแห่งนี้ในการถ่ายทำ และปักหลักพักอาศัยอยู่ที่นี่ตลอดทั้งการถ่ายทำ ตอนเข้ากะกลางคืน เธอไม่ค่อยเจอนักแสดงของกองนี้สักเท่าไร ส่วนมากเจอแต่ทีมงานที่ออกไปสังสรรค์บาร์ข้างเคียงทุกค่ำคืน เธอยังแอบคิดว่านักแสดงของเรื่องค่อนข้างเก็บตัว
“ใช่ค่ะ บางทีพวกเราอาจจะเข้าใจกันผิดไปเองก็ได้นะคะ นางเอกคนนี้มีข่าวรับงานทานข้าวด้วยนะคะ” นารีวัลย์รู้ว่างานทานข้าวนั้นคืองานอะไร มันไม่ใช่แค่นั่งกินข้าวเฉย ๆ แล้วแยกย้ายกลับ ดาราสาวสวยรับงานประเภทนี้ถมเถไป เธอยังเคยเจอนางร้ายเรื่องหนึ่งควงชายวัยกลางคนรุ่นราวคราวพ่อมาเที่ยวสวีตที่โรงแรมแห่งนี้ทุกเดือน
“ตายแล้ว แบบนี้คุณเหนือก็เข้าใจผิดเองแล้วไปขัดขวางงานเขาหรือเปล่าเนี่ย”
“นั่นแหละค่ะ แต่ดาวไม่กล้าพูด ถ้าเป็นแบบที่พวกเราคาดเดากัน เราจะกลายเป็นคนเสือกมากกว่าคนหวังดีนะคะพี่นา”
“แล้วมันจะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”

CHAPTER 1-3

“ไม่น่าจะมีอะไรนะคะ อีกเดี๋ยวคงมีคนมาติดต่อให้ค่าขนมพวกเรา” ดาวประดับยังไม่ทันได้อธิบายค่าขนมให้กับหัวหน้าฟัง ก็มีผู้หญิงตัวเล็กสวมแว่นตา แต่งกายภูมิฐานคนหนึ่งมาติดต่อที่เคาน์เตอร์ หญิงสาวไม่ได้มาเช็กอินเข้าพักแต่อย่างใด เธอพูดประโยคสั้น ๆ แค่ว่า
“เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้เป็นการซ้อมการแสดงเท่านั้นนะคะ”
นารีวัลย์เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงคำว่าค่าขนมก็ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นยื่นเช็กจำนวนห้าหลักพร้อมกับลงลายมือทำสัญญาห้ามแพร่งพรายเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับใครรู้เป็นอันเด็ดขาดและขอให้ลบภาพจากล้องวางจรปิดทุกตัว
แน่นอนว่าคนทำงานประจำ ใช้เงินเดือนชนเดือน ในขณะที่ค่าครองชีพสูงลิ่วแบบพวกเธอไม่รอช้ารีบรับและจัดสรรแบ่งกันถ้วนหน้า ทำประหนึ่งว่าแขกให้ทิปหนัก จากนั้นหญิงสาวคนนั้นก็เดินจากไป
ดูเหมือนว่าคืนนี้คนที่เสียก็มีแต่พราวฟ้าเท่านั้น
เสียความรู้สึก
เสียความไว้ใจ
และเกือบจะเสียตัว
พราวฟ้ากึ่งนั่งกึ่งนอนยกมือนวดคลึงขมับตัวเองบนเตียงหลังใหญ่ ดวงตากลมทอดมองวิวทะเลแสนสดใส ทว่าภายในจิตใจของเธอช่างหดหู่เหลือเกิน
“น้องพราว พี่เดซี่เข้าไปได้ไหมคะ”
หญิงสาวทำเพียงปรายตามองไปที่ประตูหน้าห้องนอน เธอไม่ได้ตอบรับคนด้านหลังประตูแต่อย่างใด แต่เธอก็รู้ว่าผู้จัดการอยู่ตรงนั้นร่วมสามชั่วโมงแล้ว
สามชั่วโมงแล้วอย่างไรล่ะ มันเทียบกับสิ่งที่เขาหักหลังคนที่ช่วยเหลือกันมาในยามทุกข์อย่างเธอได้ลงคอเลยหรือ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีสำนึกพาเธอไปส่งโรงพยาบาลแบบลับ ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ โชคดีที่อาการของเธอไม่ได้ถึงขั้นรุนแรง ประเภทยาเสียสาวที่เธอได้รับนั้นออกฤทธิ์คล้ายกับยานอนหลับ ควบคุมร่างกายไม่ได้ จนทำให้ภาคินเข้าใกล้เธอได้มากขนาดนั้น กว่าเธอจะฟื้นคืนสติออกโรงพยาบาลได้ก็เกือบเช้า ความทรงจำเศษเสี้ยวหนึ่งหายไปเป็นผลจากฤทธิ์ยา เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองหลุดพ้นจากเขามาได้อย่างไร รู้ตัวตื่นขึ้นมาก็เจอเดซี่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง
กระทั่งเดซี่เล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ฟังว่าเขาเจอเธอกับภาคินตรงล็อบบี้ของโรงแรม จากนั้นภาคินก็ปล่อยให้เดซี่ดูแลเธอต่อ ส่วนเขาก็เดินหายไปจากโรงแรม เล่าถึงตรงนี้หญิงสาวยังมีหลายประเด็นค้างคาใจ เหตุใดภาคินถึงพาเธอลงลิฟต์มาชั้นล่างแทนจะขึ้นไปบนห้องแล้วทำตามแผนที่วางไว้ กระทั่งเธอจำได้ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาในลิฟต์ จากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ครั้นถามกับเดซี่ก็พูดไม่รู้เรื่อง เอาแต่พร่ำขอโทษเธอตั้งแต่โรงพยาบาลจนถึงโรงแรม
พราวฟ้าหลับตานิ่ง ตอนนี้เธอได้คำตอบแล้วว่าจะทำอย่างไรกับคนทรยศ ร่างบางลุกจากเตียงนอนแล้วเดินไปเปิดประตูให้อีกฝ่ายเข้ามาด้านใน หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะโซฟาตัวกลาง ส่วนเดซี่ก้มหน้าแล้วนั่งกับพื้นพรม ทำตัวน่าสงสารประหนึ่งลูกหมาถูกทิ้ง ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายร่วมมือสมคบคิดกับคนชั่วทำร้ายเธอ
“น้องพราวเรื่องเมื่อคืนพี่ไม่รู้ว่าเขาจะวางยาหนูนะ เขาเข้ามาขอกินข้าวกับน้องพราวสักมื้อก่อนกลับแค่นั้นเอง พี่ก็เลยปฏิเสธไม่ลง
พราวฟ้ากลอกลูกตามองบน นั่งไขว้ห้าง กอดอก ทอดมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา “เขาให้พี่เท่าไหร่”
“เออ ไม่…”
“อย่าตอแหลค่ะ อยากสำนึกผิดก็ควรทำให้สุดสิคะ” พราวฟ้าไม่จำเป็นต้องถนอมน้ำใจอีกฝ่ายอีกแล้ว นับแต่นี้เขาไม่ใช่คนของเธอ “เขาเสนออะไรให้พี่”
ก็แค่อยากรู้ว่าเขาแลกความไว้ใจระหว่างเราเพื่อคนมักมาก หื่นกาม ไปเท่าไร เธอจะได้รู้แล้วจดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ
“พี่ไม่ได้รับเงินจากเขานะหนู” คนผิดรีบแก้ตัวอย่างร้อนลน
“เขาเสนอให้พี่เท่าไหร่ ตอบค่ะ” น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาดรวมถึงสีหน้าเคร่งขรึมของเธอทำให้ผู้จัดการสะดุ้งเฮือก
“เออ…หนึ่งแสนค่ะ”
คนฟังคิ้วขมวดทันที ไอ้คนชั่วช้าสามานคิดจะฟันเธอด้วยเงินแค่แสนเดียวอย่างนั้นเหรอ แต่ช่างเรื่องนั้นก่อน ตอนนี้เธออยากจะรู้ว่าเขาทำอะไรเดซี่ถึงได้ยอมนัดเธอไปเจอเขาได้
“พราวให้โอกาสพี่ได้ชดใช้กับสิ่งที่พี่ทำลงไป ไอ้ภาคินมันขู่อะไร พี่ถึงได้ยอมให้พราวไปเจอมัน” ทั้งที่ผ่านมาเดซี่ดูแลเธอมาอย่างดีตลอด สองปีที่เราทำงานร่วมกัน เดซี่คอยหาทางหลบเลี่ยงเป็นไม้กันหมาให้พวกหมาล่าเนื้อพวกนี้อย่างดี เราทำงานต่อกันอย่างจริงใจเสมอมา เธอไม่เคยเอาเปรียบและให้เงินมากพอที่จะทำให้เดซี่ใช้ชีวิตอยู่อย่างสบาย มีรถหรู ๆ ขับ มีคอนโดให้อยู่ฟรี แถมเธอยังเผื่อแผ่น้ำใจ ช่วยเหลือครอบครัวของผู้จัดการคนนี้มาตลอด จู่ ๆ เขาก็หักหลังเธอ จะไม่ให้เสียใจ เสียความรู้สึกได้อย่างไร
“เอฟติดหนี้พนันไอ้ภาคินอยู่ค่ะ เกือบสองล้าน พี่เพิ่งรู้ตอนที่เอฟโทรมาบอกว่าคนของไอ้ภาคินกำลังตามตัวเขาอยู่ มันเลยเอาเรื่องเอฟมาขู่พี่ ถ้าพี่ไม่ยอมทำตามมันขู่ว่าจะทำร้ายเอฟ พี่ไม่มีทางเลือกจริง ๆ นะ” เดซี่ยกมือขึ้นกลางอกขอโทษขอโพยอีกฝ่าย
“ไม่ใช่ไม่มีทางเลือก แต่พี่เลือกแล้วต่างหาก” ระหว่างเธอซึ่งเป็นเจ้านายกับเอฟที่เป็นคนรัก มันเลือกได้ไม่ยากอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยเขาควรมาขอความช่วยเหลือจากเธอมากกว่ายื่นอาวุธให้อีกฝ่ายเพื่อทำร้ายกัน
ความรักมันทำให้คนโง่ขนาดนี้เชียวหรือ
“พี่ขอโทษ แต่ไอ้ภาคินสัญญากับพี่ว่าถ้าน้องพราวไม่ยอม มันก็จะไม่ฝืนใจ ขอแค่พี่เปิดโอกาสให้มันกับน้องพราวได้อยู่ด้วยกัน”
“พี่จะเอาอะไรกับพรรค์นั้น ถ้าพี่เชื่อมันจริง ๆ พี่คงไม่เตือนให้พราวอย่าดื่มเหล้า พี่รู้อยู่แล้วเต็มอกถึงได้พูดมันออกมาไง แต่มันน่าขำตรงไหนรู้ปะ พี่เป็นคนพาพราวไปส่งให้เขาเอง”
“น้องพราวพี่ขอโทษจริง ๆ นะคะ ต่อไปพี่จะไม่อีก”
“พราวไม่ยกโทษให้ค่ะ เรื่องนี้พี่ทำเกินไปจริง ๆ ต่อไปพี่ไม่ต้องทำอะไรแล้ว พราวขอปลดพี่จากการเป็นผู้จัดการพราวตั้งแต่วันนี้ กลับกรุงเทพพี่ช่วยย้ายของทุกอย่างออกจากคอนโดพราวด้วย”
“น้องพราวอย่าทำแบบนี้เลยนะ อย่าไล่พี่เลย พี่ไม่มีที่ให้ไปจริง ๆ ช่วยปราณีกันสักครั้งเถอะ”
“พราวปราณีพี่อย่างที่สุดแล้ว อย่าให้พราวต้องเรียกร้องค่าเสียหายจากพี่โทษฐานที่พี่ไม่สามารถดูแลและรักษาผลประโยชน์ของนายจ้างเอาไว้ได้ ถือว่าเราจบกันแค่นี้ เชิญค่ะ”
ราวบ่ายโมง พราวฟ้าเดินลากกระเป๋าใบใหญ่มาตรงล็อบบี้เพื่อเช็กเอ้าท์ด้วยตัวเองหลังจากไล่ผู้จัดการส่วนตัวออกกะทันหัน
“ห้องเรียบร้อยค่ะคุณลูกค้า”
“ขอรถไปส่งสนามบินด้วยค่ะ” หญิงสาวบอกแก่พนักงานฟร้อนต์ด้วยรอยยิ้มหวาน ทว่าภายใต้กรอบแว่นสีดำนั้นเฉยชาราวกับคนละคน
“คุณพราวได้จองรถเอาไว้ล่วงหน้าไหมคะ พอดีรถตู้ของโรงแรมเพิ่งออกไปส่งลูกค้าสนามบินรอบบ่ายโมงเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้เองค่ะ”
“ไม่ได้จองค่ะ โรงแรมคงไม่ได้มีรถตู้คันเดียวใช่ไหมคะ”
“ค่ะ แต่ทางโรงแรมมีรถตู้บริการลูกค้าสามคันค่ะ สองคันไปสนามบิน ส่วนอีกคันเข้าอู่ค่ะ”
“งั้นช่วยเรียกรถข้างนอกให้หน่อยค่ะ ขอแบบมีกระจกกั้นระหว่างคนขับกับห้องผู้โดยสาร ค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันจ่ายเองค่ะ” พราวฟ้าช่วยแก้ปัญหาให้พนักงานโดยที่อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเลยนอกจากยกหูโทรติดต่อหาแท็กซี่ให้กับเธอเท่านั้น
“ไปสนามบินเหรอครับ” เสียงทุ้มลอยมาจากด้านหลัง ครั้นหญิงสาวหันไปมองก็พบกับร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อคลุมสีเทาเดินเข้ามา ความหล่อเหลาของเขาดึงสายตาของพราวฟ้าได้ทันที ชายหนุ่มยกมือเสยผมเปียกหมาดลวก ๆ เธอคาดเดาว่าเขาน่าจะเพิ่งว่ายน้ำมาเป็นแน่
“ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้รถตู้ของโรงแรมออกไปแล้ว” พนักงานตอบ
“คุณบินกี่โมงครับ” เขาหันมาถามคนข้างกายอย่างนุ่มนวล
“บ่ายสองครึ่งค่ะ” นอกจอกหน้าตาหล่อ เสียงเขาก็นุ่มนวลชวนให้เคลิบเคลิ้ม
“งั้นคุณช่วยรอผมแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวผมไปส่ง จากโรงแรมไปถึงสนามบินแค่ยี่สิบนาที เช็กอินออนไลน์แล้วใช่ไหมครับ”
พราวฟ้าพยักหน้าตอบเขาอย่างงุนงง ขณะเดียวกันเธอยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร เขาเป็นแขกหรือเป็นพนักงานของที่นี่กันแน่ แล้วทำไมเขาต้องอาสาขับรถไปส่งเธอด้วย คำถามสุดท้ายเขาคนนี้สามารถไว้ใจได้ใช่ไหม
เพราะหน้าหล่อแต่นิสัยเหี้ย ๆ เธอก็เพิ่งเจอมาเมื่อคืน จนถึงตอนนี้เธอยังคิดหาวิธีเอาคืนมันไม่ได้เลย
“งั้นตกลงกันตามนี้นะครับ คุณนั่งรอผมตรงล็อบบี้แป๊บหนึ่ง ไม่เกินสิบนาที เดี๋ยวผมขอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะขับรถมารับคุณ”
ไม่รอให้เธอได้ปฏิเสธ ร่างสูงก็หมุนตัวไปยังลิฟต์ พราวฟ้ามองเขาจนหายลับไปจากสายตา ทั้งที่ยังมึนงงหนักว่าเขาเป็นใคร
“คนเมื่อกี้คือคุณแสงเหนือค่ะ เป็นเจ้าของที่นี่” พนักงานฟร้อนคนหนึ่งแนะนำตัวแทนเขา
“เจ้าของ” พราวฟ้าถามย้ำ
“ใช่ค่ะ คุณพราวไม่ต้องแปลกใจนะคะ ปกติคุณแสงเหนือก็ใจดีแบบนี้แหละค่ะ บางครั้งคุณเขาก็อาสาขับรถไปส่งแขกเป็นประจำ บางวันยังช่วยรับแขกเช็กอินเวลาพวกเรายุ่ง ๆ คุณพราวนั่งรอตรงโซฟาสักครู่นะคะ”
พราวฟ้าได้แต่พยักหน้าเดินตามพนักงานชายอีกคนที่รับหน้าที่ดูแลกระเป๋าของเธอไปยังโซนนั่งเล่น ร่างบางทิ้งตัวลงนั่งเสียงแจ้งเตือนข้อความจากสมาร์ตโฟนก็เข้ามาพอดี
มันเป็นข้อความจากเพื่อนสนิทที่เธอเพิ่งส่งขอความช่วยเหลือไป แต่ตอนนี้เธอมีเรื่องคาใจที่อยากคุยกับเพื่อน
CHAT
PRAWFAH: ฉันกำลังจะออกจากโรงแรม แต่เจอคนไม่รู้จักอาสาไปส่งที่สนามบิน พนักงานบอกว่าเขาเป็นเจ้าของโรงแรมที่นี่
MOOKDA: เริ่ดมาก ไปถ่ายซีรี่ส์แต่ได้ผู้เป็นถึงเจ้าของโรงแรมมาเฉย ขอฮาวทูพักโรงแรมยังไงให้ได้เจ้าของโรงแรมคะ
PRAWFAH: บ้า ยังไม่ได้ค่ะ!
MOOKDA: ว้า ระดับพราวฟ้าไม่ได้ได้ยังคะ
PRAWFAH: แกอย่าเพิ่งเพ้อเจ้อ คืองี้ฉันคิดว่าไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนนะ แต่ทำไมรู้สึกคุ้นเสียงของเขาก็ไม่รู้
MOOKDA: เคยเจอกันตอนเมาอะเปล่า แกถึงจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่เสียงเขาคงหล่อมากล่ะสิ แกถึงจำได้น่ะ
PRAWFAH: ไม่รู้สิ อาจจะจำผิดก็ได้มั้ง
บางทีในตัวเธออาจจะมียาหลงเหลืออยู่เลยทำให้ประสาทหลอน
MOOKDA: หล่อปะ
พราวฟ้าชะงักนิ้วมือค้างอากาศครู่หนึ่งแล้วจึงพิมพ์ตอบเพื่อนสนิทไปอย่างไม่ลังเล
PRAWFAH: อืม…หล่อกว่าผู้ชายทุกคนที่เคยเจอมา
ปกติเธอไม่ใช่คนที่จะชมใครง่าย ๆ แต่เขาเป็นคนที่เธอต้องออกปากชมจริง ๆ หล่อจนอยากเห็นหน้าตาพ่อแม่ของเขาว่าเป็นยังไงถึงได้ปั้นลูกชายออกมาได้หล่อถึงเพียงนี้ ลูกรักพระเจ้าโดยแท้
MOOKDA: เพื่อนออกปากชมขนาดนี้ต้องได้แล้วนะคนนี้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...