โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ปภาวรา คุณหนูนักล่า

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2566 เวลา 13.55 น. • ดาราดา
คนอื่นเขาทะลุมิติมาจน แต่เธอดันรวย! วันว่างๆ คนรวยๆ เลยเข้าป่าไปเก็บมอนสเตอร์ มาเลี้ยงสักตัวสองตัว!

ข้อมูลเบื้องต้น

ข้อมูลนิยาย

ดวงดาวไร้ชื่อ นครหลวงเมืองบน แบ่งเป็น 5 เขตแดน คือ แดนเหนือ แดนกลาง แดนใต้ แดนตะวันออกและแดนตะวันตก ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ระบบประธานาธิบดี

เมืองหลวงเรียกว่าเมืองหลัก ปัจจุบันตั้งอยู่ที่แดนกลาง เป็นที่อยู่ของกลุ่มคนชนชั้นสูงและขุมอำนาจ

คนธรรมดาส่วนมากจะไม่มีนามสกุล ทั่วทั้งดินแดนเต็มไปด้วยมอนสเตอร์ ผู้ล่ามอนสเตอร์เรียกว่านักล่า มนุษย์ทุกคนมีวิวัฒนาการ มีพลังและความสามารถพิเศษ เทคโนโลยีก้าวไกล เวทมนตร์คาถาเป็นสิ่งปกติธรรมดาที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

ค่าเงิน (เหรียญ)

1 เหรียญทอง เท่ากับ 30 เหรียญเงิน

100 เหรียญทอง เท่ากับ 150 เหรียญดวงดาว (ใช้ในร้านค้าดวงดาว)

ข้อมูลเบื้องต้น อัปเดตเพิ่มเติมในเนื้อเรื่อง

ติดตามนักเขียน ทวิตเตอร์ (x)

ดาราดา @daradastar (ไม่ค่อยได้แอคทีฟเท่าไร แต่ฝากติดตามหน่อยน้า ไรท์จะกลับมาขยันแล้้วคับ)

ดาราดา (@daradastar). / X (twitter.com)

อันยองอันยอง ไรท์กลับมาแล้วค่ะ อันนี้ไม่ใช่นิยายจีนโบราณนะคะ แต่มีกลิ่นอายความเทพเซียนหน่อยๆ นางเอกเก่งพระเอกเก่งเหมือนเดิม ฝากติดตามด้วยน้า

เริ่มต้น

เริ่มต้น

“ชาลิ ถอย!”

เจ้าของเสียงตะโกนยืดกายตั้งตรงเมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ในระยะสายตา ก่อนจะลั่นไกปืนสั้นคู่ใจเข้ากลางหน้าผากของเป้าหมายจนอีกฝ่ายล้มลงไปพร้อมเลือดที่สาดกระเซ็น

“เรียบร้อย ตายแล้ว”

มองดูร่างที่แน่นิ่งแล้วก็เก็บอาวุธปืน จากนั้นก็หันหน้าไปมองเพื่อนสนิทที่กำลังลุกขึ้นยืน

“รุนแรงตลอด” อีกฝ่ายบ่นพลางเดินไปตรวจดูร่างของ ‘เงามืด’ มอนสเตอร์ระดับเอที่ตายลงง่ายๆ ด้วยกระสุนเพียงลูกเดียว ไม่ใช่ว่าพวกมันอ่อนแอหรอก แต่เพราะคนที่ยิงเก่งเกินไปต่างหาก ก็เล่นยิงเข้าจุดตายจังๆ แบบนี้ จะไม่ให้ตายทันทีได้ยังไง

“เรียกทีมเก็บกวาดยัง จะได้รีบกลับ หิวข้าวแล้ว”

คนยิงไม่สนใจเสียงบ่นของเพื่อน แค่ถามถึงทีมเก็บกวาดที่จะมาจัดการกับเศษซากของพวกมอนสเตอร์ให้ ทำให้พวกเธอไม่จำเป็นต้องเสียเวลารั้งอยู่ในรังของพวกมันนาน

“ไม่ใช้ภูตอ่ะ น่าจะเร็วกว่านะ”

“สรุปคือยังไม่ได้เรียก?”

“ไม่ใช่ไม่ได้เรียก ก็แค่…”

“แค่อะไร ลืม?” เห็นสีหน้าของเพื่อนสนิทก็รู้ทันแล้ว

“แฮะๆ” อีกฝ่ายหัวเราะไม่คิดจะแก้ตัวแต่อย่างใด

แต่จะโทษเธอได้ที่ไหน การมาสำรวจครั้งนี้ก็มาแบบฉุกละหุก ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่สถานที่นี้ ที่จู่ๆ ก็โผล่มาขวางทางกลับบ้านของพวกเธอต่างหาก

“ช่างเถอะ” สุดท้ายโวยวายไปก็เท่านั้น เลยเรียกภูตรับใช้ออกมาให้จัดการเก็บกวาดเศษซากและของมีค่าทั้งหมดที่สามารถเก็บไปได้

ใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็ถูกจัดการ

“ฟู่ว กลับกัน!”

“อื้อ”

ฝ่ายเพื่อนสนิทเดินนำหน้าไปอย่างร่าเริง ส่วนตัวเธอเดินตามหลัง อีกไม่กี่ก้าวก็จะออกไปจากรังมอนสเตอร์แล้ว แต่แล้วตอนนั้นเมื่อคนตรงหน้าเดินพ้นไป ทางออกที่เคยมีกลับเลือนหาย ก่อนที่ถ้ำและเศษซากของหินถล่มทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นภายในห้องๆ หนึ่ง

เอ๊ะ

“นี่มัน…ที่ไหนกัน?”

ไรท์กลับมาแน้ววว ^^

กฎตามเดิมนะคะ ลงให้อ่านฟรีครบ 5 ตอน ติดเหรียญทันทีที่ลงตอนถัดไป (ตอนละ 4 เหรียญเท่านั้น) แต่ละตอนมีมากกว่า 2000 คำ

ถ้าชอบก็กดให้กำลังใจกันได้ ติเตียนได้ เจอคำผิดบอกได้ แต่ขออย่างเดียว ห้ามพิมพ์ต่อว่าหรือถ้อยคำที่หยาบคายเด็ดขาด!!! ใจเขาใจเรานะคะ ขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนน้าาา

ส่วนอีบุ๊ค กำลังจัดทำอยู่ รอหน่อยน้าาา \(0)/

ปภาวรา

ปภาวรา

“โอ้ย!”

ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนไปยังไม่ทันไร ตอนนั้นในหัวสมองของ ‘ปภาวรา รติโรดม’ กลับปรากฏเรื่องราวมากมายที่มันทำให้เธอสับสนและปวดหัว

มันเป็นความทรงจำ เป็นเรื่องราวของคนอื่น

เจ้าของความทรงจำชื่อว่า ปภาวรา น่าแปลกมากที่คนคนนี้ชื่อเหมือนกับเธอ ที่สำคัญหน้าตาก็ยังเหมือนกัน มีแค่รูปร่างที่ดูจะผอมบางไปเท่านั้นที่แตกต่าง แต่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายพึ่งมีอายุแค่สิบเจ็ดปีเท่านั้นก็ได้

ในความทรงจำของปภาวรา เธออยู่ที่นี่กับแม่แค่สองคน ส่วนพ่อไม่รู้ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร ญาติพี่น้องไม่มีใครอีก มีแค่แม่เท่านั้นและตอนนี้ครอบครัวเพียงคนเดียวของเธอก็พึ่งตายจากไป

รู้สึกว่าแม่ของปภาวราจะเป็นฮีลเลอร์และเพราะรักษาคนอื่นมากไป ร่างกายเลยทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว

ถึงช่วงหลังจะไม่ได้รักษาใครแล้วแต่มันก็ไม่ทันอยู่ดี

‘ผู้กล้าที่ถูกอัญเชิญ ได้โปรดช่วยด้วย’

นั่นคือภาพความทรงจำสุดท้าย ดูเหมือนว่าปภาวราคนนี้จะใช้วิชาเวทอัญเชิญแบบผิดๆ ส่งผลให้ตัวเธอถูกดึงมาที่นี่ด้วยพลังวิเศษ ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว

เวทมนตร์อัญเชิญเป็นเวทโบราณที่ไม่ใช่ว่าคิดอยากจะใช้ก็ใช้ได้ การอัญเชิญเป็นเรื่องที่ยากมาก

แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะอยู่ในร่างของเด็กสาวที่ใช้เวทคนนั้น!

ให้ตายสิ นี่มันเรื่องอะไรกัน

ชาลิสา กำลังติดต่อคุณ…

“เฮ้อ” ปภาวราถอนหายใจ ก่อนจะเปิดหน้าจอสื่อสารขึ้นมา เพียงรับสายก็มองเห็น ชาลิสา เพื่อนสนิทที่ทำตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นหน้าของเธอ

(น้อง…น้องเป็นใคร! มารับสายพี่ได้ยังไง ไม่สิ นี่มันหน้าจอสื่อสารส่วนตัวคนอื่นรับไม่ได้ หรือว่า…หรือว่า…ไม่ ไม่ใช่ ปภาแข็งแกร่งมาก ถึกทนยิ่งกว่าวัวกระทิง จะตายง่ายๆ ได้ยังไง!)

“พอแล้ว โวยวายอะไรเสียงดัง นี่ฉันเอง”

(ฉันเอง? ฉันเองอะไร น้องอย่ามาพูดแบบนี้กับพี่นะ อย่าโกหก รู้ไหมว่าพี่เป็นใคร?)

“รู้ ชาลิสา ฮันเตอร์ระดับเอที่อยากมีแฟนแต่ไม่มีใครสนใจ”

เฮือก!

(มีแค่ปภาที่กล้าพูดแบบนี้กับฉัน ตัวปลอมตัวปลอมแน่ๆ)

“ดู” ปภาวรายกมือขึ้นมา ที่ข้อมือมีรอยสักรูปผีเสื้ออยู่ นี่เป็นรอยสักคู่ระหว่างพวกเธอสองคน น่าแปลกที่ถึงร่างกายนี้จะไม่ใช่ของเธอ แต่รอยสักกลับติดตามมาได้

ไม่สิ ต้องบอกว่าของที่เป็นของเธอสามารถตามเธอมาได้ทั้งหมด อย่างเช่นอุปกรณ์สื่อสารที่กำลังใช้คุยกับชาลิสา

(รอยสัก?) ชาลิสาตั้งรับกับเรื่องที่ไม่น่าเชื่อนี้ได้อย่างรวดเร็ว

เธอไม่โวยวายแล้วและจ้องมองเพื่อนสนิทอย่างพิจารณา จะว่าไปแล้ว ใบหน้านี้ก็เหมือนกับปภาวราตอนสาวๆ แค่ดูผอมกว่าและผิวขาวกว่าเท่านั้น

(บอกรหัสมา)

“กระต่ายบนดวงจันทร์ไม่มีคู่” เพราะมีหลายครั้งที่มอนสเตอร์สามารถปลอมตัวได้ ทั้งสองเลยตั้งรหัสขึ้นมาก่อนจะเข้าต่อสู้ ซึ่งนี่ก็คือรหัสที่ตกลงกันในวันนี้

(บ้าจริงปภา! นี่มันเรื่องอะไรกัน)

“ไม่รู้เหมือนกัน ดูเหมือนจะมีคนใช้เวทมนตร์อัญเชิญ ฉันเลยโดนดึงมาที่นี่”

(เวทอัญเชิญ มันเชิญได้แค่ภูตกับมอนสเตอร์ไม่ใช่เหรอ?)

“ไม่รู้” ปภาวราเองก็สับสน การอัญเชิญครั้งนี้ประหลาดมาก ที่สำคัญการเชิญเข้ามาอยู่ในร่างของคนอื่นเธอไม่เคยได้ยินมาก่อน

(ช่างเถอะ แล้วกลับมาได้ไหม)

“ยังไม่ได้ลอง แปปนะ”

ว่าแล้วมือบางก็เปิดระบบปฏิบัติการ ก่อนจะเลือกไปที่โหมดเคลื่อนย้ายมวลสารเพื่อจะกลับไปยังที่ที่เธออยู่ ปภาวรากดยืนยันการเคลื่อนที่ แต่ทุกอย่างกลับนิ่งสนิท เธอยังคงอยู่ที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร

“ฉันว่า งานเข้าแล้วล่ะ” เคลื่อนย้ายมวลสารไม่ได้ ก็แสดงว่าเธอไม่สามารถกลับไปได้

(อย่าบอกนะ…)

“เคลื่อนย้ายมวลสารไม่ได้”

(บ้าจริง! รู้รหัสของดาวที่แกอยู่ไหม ฉันจะไปรับ)

“ทำไมแกคิดว่าฉันอยู่ที่ดาวดวงอื่น”

(แล้วดาวเรามันมีบ้านไม้แบบนั้นหรือไง แกก็น่าจะรู้ป่ะ)

“อือ นี่ที่ไหนฉันยังไม่รู้เลย”

(เฮ้อ เข้าใจแล้ว…เดี๋ยวฉันจะลองค้นหาเส้นทางของแกดู รอก่อน) แล้วทั้งสองคนก็วุ่นวายอยู่กับการตามหาว่าตอนนี้ปภาวราอยู่ที่ไหน

ชาลิสาตามหาบันทึกการเดินทางของเพื่อนสนิทที่ระบบติดตามมักจะบันทึกไว้ ส่วนเจ้าตัวก็เดินสำรวจรอบๆ ตัวบ้านของเจ้าของร่างอัญเชิญที่มีหน้าตาเหมือนเธอ ดูทุกซอกทุกมุมเผื่อว่าจะได้ข้อมูลที่สำคัญ

กึก

แล้วตอนนั้นเองในห้องนอนของแม่ของเจ้าของร่าง ปภาวราเจอกับที่ซ่อนลับ ในนั้นมีหีบไม้เก่าถูกเก็บเอาไว้ พอเปิดดูก็พบว่ามันคือบันทึกเรื่องราวในชีวิตของ ปานชีวา รติโรดม

ปภาวรานิ่งไป เพราะว่าชื่อและนามสกุลนี้

นี่มันชื่อของบรรพบุรุษของเธอไม่ใช่หรือไง!

“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่”

เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องราว ปภาวราเลยถือวิสาสะอ่านบันทึกทั้งหมดที่ตัวเองหาเจอ ถึงมันจะเสียมารยาทแต่ตอนนี้ถ้าสนใจเรื่องมารยาทเธอก็คงจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรสักที

ตากลมไล่อ่านตัวหนังสือทั้งหมดไม่ยอมให้ตกหล่นไป

ชีวิตของปานชีวา เธอเป็นคุณหนูของตระกูลรติโรดม แต่เพราะได้พบรักกับผู้ชายคนหนึ่งและพลาดพลั้งตั้งท้องทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงาน นี่ทำให้ผู้เป็นพ่อโกรธมาก จนไล่เธอออกจากบ้าน ซึ่งปานชีวาเองก็ออกมาด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว เชื่อว่าตัวเองจะต้องอยู่กับคนรักได้

เธอเย่อหยิ่งเกินไป ไม่ยอมฟังใครทั้งนั้น

แต่ใครจะรู้ว่าตอนที่เธอไปหาชายคนรัก ก็ได้รู้ว่าตัวเขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว ทั้งสองรักและกำลังจะแต่งงานกัน ปานชีวาเป็นได้แค่คนรักคนที่สอง

ความฝันที่วาดไว้พังลง ปานชีวาในตอนนั้นยังเด็ก แต่เธอก็ต้องได้รับบทเรียนความรักที่เจ็บปวด

เธอไม่คิดจะกลับไปที่รติโรดม เพราะรู้ว่าตัวเองทำผิด ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ หลงรักและทุ่มเทให้ผู้ชายจนครอบครัวต้องเสื่อมเสียเกียรติ สุดท้ายคุณหนูจากตระกูลใหญ่ก็หันหลังให้กับเมืองหลักและหนีมาอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลนี้ เลี้ยงดูลูกสาวคนเดียวมาด้วยความยากลำบาก

ปภาวราเติบโตมาด้วยความรักของผู้เป็นแม่ โดยที่ไม่มีนามสกุล

เป็นเรื่องปกติของที่นี่ คนตระกูลใหญ่และร่ำรวยเท่านั้นถึงจะมีนามสกุล เพราะแบบนี้ฝ่ายลูกสาวเลยไม่คิดว่ามันแปลก สองแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างสงบและเรียบง่ายจนกระทั่งปานชีวาเริ่มป่วย สำหรับฮีลเลอร์แล้ว การรักษาคนอื่นมากไปก็เหมือนการทำร้ายตัวเอง

ร่างกายของปานชีวาทรุดโทรมลง จนกระทั่งเธอทนไม่ไหว

ไม่มีการบันทึกต่อจากนี้

ปานชีวาคงตายไปแล้ว

“คงมีแค่ชื่อที่เหมือนกัน แต่เรื่องไม่น่าจะใช่” ปภาวราจำได้ว่าในบันทึกของต้นตระกูล ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรพวกนี้เลย ความรักน้ำเน่ากับตระกูลนักรบ มองจากดาวดวงไหน ก็ไม่เห็นถึงความเข้ากันเลยสักนิด

หลังจากได้อ่านบันทึกแล้วเธอก็เก็บมันเอาไว้ที่เดิม

กึก

ร่างบางชะงักแล้วหันไปมองในทิศทางหนึ่ง ถ้าฟังไม่ผิดรู้สึกเหมือนว่ามีคนกำลังปีนกำแพงบ้านหลังนี้ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ระหว่างที่ยังหาทางกลับไปไม่ได้ เธอไม่ได้อยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับใครทั้งนั้น

แต่ดูเหมือนผู้บุกรุกจะไม่ให้ความร่วมมือเท่าไร

ปภาวราเปิดโหมดพรางตัวที่ใช้ได้ผลดีกับพวกมอนสเตอร์ระดับบีลงไป เพราะรู้สึกว่าคนที่มาไม่ได้อันตราย

ร่างบางเดินออกจากห้องแล้วก็ได้เจอกับผู้ชายสองคน ที่กำลังปีนกำแพงบ้านเข้ามาอย่างทุลักทุเล แต่พอเห็นใบหน้าของผู้ชายหนึ่งในนั้น ความทรงจำที่ไม่ดีมากก็ผุดขึ้นมา

ปภาวราเคยถูกผู้ชายคนนี้ลวนลามและพยายามข่มขืนโชคดีที่เธอสู้จนตัวตาย อีกฝ่ายเลยหนีไป ความจริงจะบอกว่าโชคดีก็ไม่ได้ ถึงจะปกป้องเกียรติของตัวเองได้ แต่ก็ไม่มีชีวิตรอด ห้วงลมหายใจสุดท้ายเธอภาวนาให้ตัวเองแข็งแกร่ง เพื่อจะได้ต่อสู้กับคนคนนี้

เธออ้อนวอนต่อพระเจ้า ทั้งชีวิตไม่เคยทำชั่ว ทำไมต้องพบเจอจุดจบที่น่าสังเวช

เธอเจ็บปวดและทุกข์ทน

สูญเสียแม่แล้วยังโดนผู้ชายที่ตัวเองไว้ใจพยายามข่มเหงรังแก ในใจตอนนั้นเคียดแค้นไม่ยินยอม

‘ไม่ใช่เวทมนตร์อัญเชิญงั้นเหรอ แล้วเธอมาที่นี่ได้ยังไง? เพราะความปรารถนาของผู้หญิงที่ชื่อเหมือนกันงั้นเหรอ?’ ปภาวรารู้สึกสับสน เพราะสิ่งที่ได้รู้จากความทรงจำคือไม่มีใครใช้วิชาเวทอะไรทั้งนั้น

แต่ความสับสนและไม่เข้าใจของเธอยังไม่กระจ่างก็ต้องพักเอาไว้ก่อน เมื่อผู้ชายสองคนสามารถปีนเข้ามาในบ้านได้สำเร็จ

“แกแน่ใจนะไกรว่าทำให้คนตายไปแล้วจริงๆ”

“ครับพี่ ผมเฝ้าอยู่สามวันก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร ปภา…น่าจะตายไปแล้ว” ผู้ชายที่ทำให้ปภาวราต้องตายก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกกลัว

มันไม่ใช่ความรู้สึกผิด แต่เป็นความรู้สึกกลัว กลัวในสิ่งที่ได้ทำลงไป กลัวว่ามันจะส่งผลกระทบต่อเขาต่างหาก

ชั่วช้าจริงๆ

“พี่เกรียง ผมจะทำยังไงดี”

“ช่างมัน แม่มันก็ตายไปแล้ว เดี๋ยวฉันจะเข้าไปดูแล้วจัดฉากว่าปภาฆ่าตัวตายตามแม่ไปก็พอ” ไม่คิดว่าคนที่มาด้วยจะเลวพอกัน แทนที่จะตักเตือน กลับช่วยกันปิดบังความผิด ปภาวรารู้สึกว่าตัวเธอไม่สามารถยอมรับได้

ทั้งเรื่องที่ได้รับรู้และสิ่งที่ได้ยินจากปากของคนพวกนี้ ดูเหมือนว่าถ้าปล่อยไปง่ายๆ ก็คงจะไม่ใช่เธอ

เมื่อตัดสินใจแล้วก็ลงมือทันที ปภาวราปาผงยาสลบใส่คนตรงหน้า ผู้ชายทั้งสองทรุดกายลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกเล่นงาน นี่เป็นยาสลบที่ชาลิสาคิดค้นมันไร้สีไร้กลิ่น อีกทั้งยังตรวจสอบไม่ได้ เธอชอบใช้มาก เวลาที่ไม่อยากจะปะทะ

แต่ยาสลบก็ใช่ว่าจะใช้ได้ผลทุกครั้ง อย่างพวกมอนสเตอร์ระดับเอขึ้นไป หรือคนที่แข็งแกร่งอยู่ในระดับนั้น ผงยาสลบนี้ก็ทำอะไรไม่ได้

“ออกมาเหล่าภูตรับใช้”

พรึ่บ พรึ่บ

ปภาวราเรียกภูตรับใช้ออกมาและให้เคลื่อนย้ายผู้ชายสองคนออกไปจากบริเวณบ้าน เอาไปปล่อยไว้ที่กลางป่า

บ้านของปภาวราอยู่ที่ตีนเขา ใกล้กับป่าพอสมควร เพราะแบบนี้เลยไม่ใช่เรื่องยากที่จะพาคนไปทิ้งไว้

“พวกข่มขืน มีโอกาสจะทำกับคนอื่นอีก…เพราะงั้นเก็บไว้ก็อันตราย” ปภาวรามองชายชั่วสองคนด้วยสายตาเหยียดหยามเมื่อมาถึงสถานที่ที่มืดมนซึ่งปิดล้อมด้วยต้นไม้และป่าเขา

ทางสะดวกแล้วเธอก็เปิดช่องเก็บของเพื่อหาดูว่าพอจะมียาอะไรที่จะทำให้อวัยวะส่วนตรงนั้นไม่สามารถใช้การได้บ้าง

ดูเหมือนว่าเธอมียาเก็บเอาไว้เยอะมากจริงๆ แต่มันกลับไม่มียาที่เธอต้องการ “น่าจะต้องซื้อ”

ปภาวราปิดช่องเก็บของแล้วเปิด ‘ร้านค้าดวงดาว’ ขึ้นมา ในนั้นมีสิ่งของมากมายวางขายอยู่ แน่ล่ะ ไม่ว่าใครจะอยู่ที่ดาวดวงไหนก็สามารถลงขายสินค้าได้ เมื่อเข้าสู่ร้านค้าดวงดาวแล้ว ก็กดค้นหายาที่จะทำลายสมรรถภาพทางเพศ

ไม่น่าเชื่อว่ามีคนวางขายยาแบบนี้เอาไว้อยู่พอสมควร

“ยาลงทัณฑ์นักโทษข่มขืน” หืม? ปภาวราสะดุดตากับชื่อยา ดูเหมือนจะตรงกับความต้องการของเธอพอดี แต่มีป้ายสีแดงกำกับอยู่แสดงว่าเป็นของผิดกฎหมาย

เธอชั่งใจว่าจะซื้อดีไหม…ปภาวราไม่เคยซื้อของผิดกฎหมายมาก่อน

แต่ของผิดกฎหมาย บางดวงดาวก็ไม่ได้ผิดกฎหมายนะ

หึ่งๆๆ

“อ๊ะ?” ระหว่างที่กำลังคิดอย่างหนัก เธอก็ได้ยินเสียงของแมลงชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างคุ้น บวกกับเมื่อมองสำรวจรอบด้าน

ในที่ที่มืดแบบนี้ไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็นผึ้งพยัคฆ์ก็ได้ ผึ้งพยัคฆ์เป็นมอนสเตอร์ป่าที่พบเจอได้ง่ายในป่า พิษของมันแรงมากแต่ก็ไม่ถึงตาย ทำให้เป็นอัมพาต อ่า เธอคิดอะไรดีๆ ออกแล้ว

ปภาวราปิดร้านค้าดวงดาวและเปิดช่องเก็บของอีกครั้งก่อนจะเอาของบางอย่างที่เธอมีออกมา

นั่นคือน้ำหวานล่อแมลง

มือเล็กเปิดฝาและเทมันลงไปที่ร่างของผู้ชายทั้งสองคนทันทีโดยที่ไม่มีความลังเล ใช้วิธีลงโทษจากธรรมชาติ ถือว่าเธอใจดีมากแล้วนะ

“ภาวนาให้ที่มาไม่ใช่ผึ้งพยัคฆ์ก็แล้วกัน แต่ว่านะ…ลางสังหรณ์ของฉันไม่เคยผิดพลาดซะด้วยสิ”

ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองที่เป็นคนชั่วเถอะ

ยังไม่ผ่านวัน ก็มีเรื่องซะแล้ว?

เข้าเมืองหมายเลขเก้า

เข้าเมืองหมายเลขเก้า

วันรุ่งขึ้น

ปภาวราสะลึมสะลือตื่น เธอถูกปลุกด้วยเสียงของแจ้งเตือนระบบ เป็นชาลิสาที่โทรมานั่นเอง เจ้าตัวยังคงนอนนิ่งไม่ขยับ อากาศที่นี่ค่อนข้างดี เธอเลยไม่อยากจะลืมตาเท่าไร แต่คนที่โทรมาก็ไม่ยอมลดละเหมือนกัน

“อือ ว่า…”

(ในขณะที่ฉันกำลังวิ่งวุ่นหาวิธีพาแกกลับมา แต่แกกลับนอนกินบ้านกินเมืองไม่ยอมตื่นเหรอปภา!)

“ก็ตื่นแล้วนี่ไง”

(ใช่ตื่นแล้ว ตื่นเพราะฉันโทรปลุกด้วย)

“ขอบคุณมาก”

(โอ้ย แกนี่นะ รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจบ้าง) ไม่รู้ว่าเพื่อนใจเย็นเกินไปหรือยังไง ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนแต่ยังทำตัวสบายใจอยู่ได้ มันน่าโมโหจริงๆ

“เข้าใจแล้วๆ แล้วแกได้เรื่องอะไรบ้าง” ปภาวราถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง เธอขยับลุกขึ้นนั่ง พลางเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อจะรับอากาศบริสุทธิ์

อย่างน้อยๆ ที่นี่ก็อากาศดีมาก ไม่ได้เต็มไปด้วยมลพิษเหมือนกับดาวที่เธออยู่

(เฮ้อ…จะว่าได้เรื่องก็ได้เรื่อง)

“ยังไง” เสียงของชาลิสาค่อนข้างเครียด ปภาวราเลยเปลี่ยนมาจริงจัง

(ฉันติดตามตำแหน่งของแกไม่ได้)

“…”

(มันหมายความได้หลายอย่าง หนึ่ง ระบบนำทางแกเสีย สอง ตัวระบุตำแหน่งของแกมีปัญหา สาม แกอยู่ในที่ที่ดาวเทียมไม่เคยสำรวจถึงและสี่ แกอยู่ในมิติอื่น)

“มิติอื่น? เรื่องแบบนั้นเป็นไปได้ด้วยเหรอ” ปภาวราส่ายหน้า

(อย่าลืมว่าพวกมอนสเตอร์ก็เป็นสัตว์จากมิติอื่น)

“เรื่องนั้นยังไม่ได้รับการยืนยัน แล้วก็ยังไม่เคยมีใครข้ามผ่านมิติได้”

(อาจจะมี แต่ไม่เคยบันทึกไว้) นักวิทยาศาสตร์พยายามจะตามหาแหล่งที่มาของมอนสเตอร์อยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยสำเร็จ บ้างก็ว่ามันมาจากดาวดวงอื่น บ้างก็ว่าเป็นสัตว์ประหลาดที่กลายพันธุ์ บ้างก็ว่านั่นคืออาวุธของพระเจ้า ที่หนักสุดคือบอกว่านี่เป็นอสูรจากต่างมิติ

แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ไม่เคยมีใครกล้ายืนยัน

และที่แน่ๆ คือพวกมันเป็นภัย ที่มองมนุษย์เป็นอาหาร

“เดี๋ยวฉันจะออกไปหาข้อมูล เผื่อว่าจะได้อะไร”

ตอนแรกปภาวราคิดจะซ่อนตัวอยู่ที่บ้านหลังนี้ รอเมื่อถึงเวลาก็เดินทางกลับ แต่ดูเหมือนว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยเธอก็จะไม่รู้อะไรเลยเหมือนกัน

(อืม…แล้วแกโอเคใช่ไหม) คุยเรื่องเครียดๆ แล้ว ชาลิสาก็เริ่มถามถึงสารทุกข์สุกดิบ

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย ที่นี่สงบมาก อากาศดีด้วย แต่เหมือนจะมีมอนสเตอร์นะ เมื่อวานฉันได้ยินเสียงของผึ้งพยัคฆ์”

(หูผีจริงๆ)

ประสาทการได้ยินของปภาวราได้รับการยอมรับมากๆ คิดว่ามีใครบ้างล่ะที่จะได้ยินแค่เสียงหึ่งๆ แล้วรู้ว่านั่นคือสัตว์อะไร เผลอๆ บางคนไม่ทันได้ยินด้วยซ้ำ

“แล้วแกเป็นอะไรไหม”

(ไม่เป็น แค่พอไม่มีแกแล้วมันแปลกๆ)

อย่างว่า เพราะชาลิสากับปภาวราเป็นเพื่อนสนิทที่ตัวติดกันมาก ถึงไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่ก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ทั้งสองเดินทางล่ามอนสเตอร์ด้วยกัน ทำลายรังของมอนสเตอร์ด้วยกัน พอคนใดคนหนึ่งหายไป ยังไงก็ต้องรู้สึกไม่ชิน ดีหน่อยที่ยังสามารถติดต่อกันได้

“เดี๋ยวฉันก็กลับไปแล้ว ไม่ต้องห่วง”

(อื้อ…) ชาลิสาตอบรับแค่นั้น แต่ในใจของเธอ ถ้าปภาวรากลับมาไม่ได้ เธอก็จะไปหาเอง!

จากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก เพราะมีเรื่องที่ต้องจัดการ ปภาวราเองก็ต้องหาว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหนกันแน่ วันนี้เลยคิดว่าจะออกไปสำรวจข้างนอกดู เธอจัดการเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าของปภาวราแล้วตรวจสอบระบบนำทางกับเครื่องส่งสัญญาณว่ามีปัญหาไหม สรุปก็คือไม่มี ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ

น่าแปลกที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้

เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ใช่ระบบที่มีปัญหา งั้นก็ต้องออกไปหาข้อมูลข้างนอก

“?”

ไม่คิดว่าเมื่อเปิดประตูออกมา จะเจอว่ามีคนกำลังจะกดกริ่งหน้าบ้านพอดี อีกฝ่ายผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นเธอ ส่วนปภาวรากลับไม่ได้ตกใจอะไร

“คุณลุงกิต” นี่คือพ่อของชายชั่วสองคนที่เธอเอาไปโยนทิ้งในป่า

เมื่อก่อนปภาวรากับแม่ของเธอคิดว่าคนคนนี้เป็นคนดี ดีกันทั้งครอบครัว แต่ดูสิ่งที่ทำเถอะ ไม่ใช่เพราะไว้ใจหรือไงถึงได้ยอมให้ผู้ชายเข้าไปในบ้านง่ายๆ แบบนั้น จนมันเกิดเรื่อง

“หนูปภา?”

ปภาวรารู้สึกได้ว่าคนตรงหน้าค่อนข้างจะตื่นตระหนกที่เห็นเธอ สายตาและท่าทางแบบนี้ มันทำให้เธอรู้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้น่าจะมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกชายของตัวเองทำ ไม่มากก็น้อย

“มีอะไรเหรอคะคุณลุง ถึงมาหาปภาแต่เช้า” เธอถามกลับเสียงเบา พยายามทำตัวนุ่มนวลเหมือนปภาวราคนเดิม

“พอดีว่าลุง เอ่อ หนูเห็นเจ้าเกรียงกับเจ้าไกรไหม?”

“ไม่นะคะ ช่วงนี้ปภากำลังไว้ทุกข์เลยไม่ได้ออกมาข้างนอกเลย”

“อย่างนั้นเหรอ”

ปภาวรายิ้มซื่อ แม้จะถูกมองมาอย่างไม่เชื่อมั่นก็ตาม

“ค่ะ”

“…”

“ไม่ทราบว่าคุณลุงมีธุระอะไรอีกหรือเปล่าคะ พอดีปภาจะออกไปข้างนอก”

“จะไปไหน” คำถามนี้ดูละลาบละล้วงเกินไป ถ้าเป็นพวกป้าๆ ก็คงไม่แปลก เพราะมักจะถามไถ่เรื่องส่วนตัวคนอื่นอยู่เป็นประจำ แต่เพราะกิตติพงษ์คนนี้ไม่เคยถามอะไรแบบนี้มาก่อน มันเลยดูไม่ปกติ

ซึ่งอีกฝ่ายก็รู้ตัวเร็วว่าเผลอทำอะไรไม่เข้าท่าออกมา เลยรีบแก้ตัว “เผื่อว่าลุงจะได้ไปส่งไง”

“อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ ปภาแค่ออกมาเดินเล่น”

“ดีแล้วๆ อย่าเอาแต่เก็บตัว” ฝ่ายนั้นพยักหน้าก่อนจะหลีกทางให้ ซึ่งเธอมองเห็นว่าเขาลอบมองเข้าไปในตัวบ้าน ดูท่าว่ากำแพงบ้านจะเตี้ยเกินไปจริงๆ มันป้องกันอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์หรือสายตาสอดส่องของคนนอก

///

หมู่บ้านที่ปภาวราอยู่มีคนอาศัยราวหนึ่งร้อยครัวเรือนเท่านั้น ถือว่าเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่อยู่กันอย่างเรียบง่าย

อาชีพส่วนใหญ่ของคนในหมู่บ้านคือทำการเกษตรและหาของป่า

ตอนแรกปภาวราคิดว่าเธอหลงมาอยู่ในดวงดาวที่ล้าหลังและด้อยพัฒนา แต่จากที่สำรวจดูแล้วมันไม่ได้ล้าหลัง หมู่บ้านนี้มีไฟฟ้าใช้ น้ำก็ไม่ขาด มีเครื่องอำนวยความสะดวกและมีอินเทอร์เน็ต ขนาดว่าอยู่ติดภูเขาและห่างไกลจากตัวเมืองแล้ว

แต่บ้านของปภาวรากลับไม่มีอะไรแบบนั้น ไม่รู้ว่าปานชีวาต้องการจะประหยัดเงินหรือต้องการจะป้องกันลูกสาวจากโลกภายนอก

ปานชีวาเลี้ยงปภาวราเหมือนไข่ในหิน เธอให้ลูกเรียนที่บ้าน ไม่ค่อยให้ออกไปไหน ไม่ได้พาไปรู้จักใครใหม่ๆ ทำให้ลูกสาวไม่มีเพื่อนสนิท รู้จักก็แค่คนในหมู่บ้านนี้

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกคนรักหลอกลวงหรือเปล่ามันเลยทำให้ปานชีวาไม่ไว้ใจใคร เธอฝังใจและค่อนข้างหวาดระแวง ไม่ต้องการให้ลูกสาวต้องเจอกับเรื่องราวแบบนั้น

ซึ่งปภาวรารู้สึกว่านี่เป็นการเลี้ยงดูที่ผิดมาก

ใช่ มันอาจจะปกป้องเด็กคนนี้จากโลกภายนอกและคนไม่ดีได้ แต่นี่ก็ทำให้ปภาวราใช้ชีวิตไม่เป็นเหมือนกัน โลกของเธอแคบมาก เธออ่อนต่อโลกและไม่ทันคน นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ปานชีวาไม่เคยมองเห็น

ปานชีวารักลูก แต่ก็เอาความรู้สึกของตัวเองไปลงกับลูกด้วยเหมือนกัน ซึ่งมันไม่ดีเลย

“หนูปภา”

“สวัสดีค่ะ คุณน้าลำดวน” เดินมาจนถึงหน้าหมู่บ้าน ตอนนั้นก็เจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังขับรถออกไปจากหมู่บ้านพอดี

ปภาวราจำคนคนนี้ได้ เพราะลำดวนเป็นเพื่อนสนิทของปานชีวา

“ปภาจะไปไหน?” ลำดวนถามอย่างเป็นห่วง เพราะปภาวราไม่เคยออกไปข้างนอกมาก่อน “ถ้าหนูอยากได้อะไรฝากให้น้าไปซื้อให้ก็ได้ จะได้ไม่ต้องออกจากบ้าน”

ปภาวราเข้าใจในเจตนาของลำดวนทันทีเมื่อเธอพูดแบบนั้น ดูเหมือนว่าปภาวราในสายตาของทุกคนจะเป็นแค่เด็กสาวที่ยังใช้ชีวิตด้วยตัวเองไม่ได้

“ไม่เป็นไรค่ะ ปภาควรทำอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นให้น้าไปส่งก็แล้วกัน” ได้ยินคำตอบของปภาวรา ลำดวนก็รู้สึกเสียใจเลยอาสาจะไปส่งและตั้งใจว่าจะช่วยสอนในสิ่งที่ปานชีวาไม่ยอมให้ลูกสาวทำ

ปภาวรามองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ เมื่อเห็นว่าลำดวนหวังดีจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาร้าย เธอเลยไม่ได้ปฏิเสธ

อย่างน้อยมีคนพาไปก็ดีกว่าต้องเดินหน้าอย่างไรทิศทาง

“ปภาอยากไปที่ไหนก่อนดี” พอขึ้นมาบนรถแล้ว ลำดวนก็เอ่ยถาม

“ปภาจะไปทำเรื่องขอติดตั้งอินเทอร์เน็ตค่ะ”

เป้าหมายแรกของเธอคือที่บ้านต้องมีอินเทอร์เน็ตใช้ก่อน เพื่อจะได้รู้จักดาวดวงนี้ให้มากยิ่งขึ้น

“แต่ว่าปาน…ช่างเถอะๆ ติดตั้งอินเทอร์เน็ตก็ดี” เมื่อก่อนปานชีวาไม่เคยยอม แต่ตอนนี้อีกฝ่ายไม่อยู่แล้ว ปภาวราเองก็ต้องโตขึ้น จากตอนแรกที่คิดว่าจะห้าม ลำดวนเลยไม่ห้าม เพราะยังไงการใช้อินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย นี่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตด้วยซ้ำ “เดี๋ยวน้าพาไปเอง”

“ขอบคุณค่ะ”

“แล้วอาหารล่ะ มีตุนไว้แล้วใช่ไหม ปภาต้องตุนอาหารไว้นะ เพราะแดนเหนือของเราอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย”

ก่อนหน้านี้มีปานชีวาคอยจัดการลำดวนเลยไม่เป็นห่วง แต่ตอนนี้เธอจำเป็นต้องย้ำเตือน เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญ

“แดนเหนือ? เราอยู่แดนเหนือเหรอคะ”

กึก

ปภาวราชะงักเพราะเธอเผลอถามคำถามที่ไร้สาระมากๆ ออกมา มันต้องน่าสงสัยแน่ ใครบ้างจะไม่รู้ว่าตัวเองอาศัยอยู่ที่ไหน “เอ่อคือ…”

“ใช่จ้ะ เราอยู่แดนเหนือ เมืองหมายเลขเก้า หมู่บ้านที่หนึ่งหนึ่งสาม” แต่กลายเป็นว่าลำดวนไม่สงสัยในสิ่งที่เธอถามเลย นี่เป็นผลพวงมาจากการเลี้ยงดูของปานชีวา เพราะอีกฝ่ายปิดกั้นมากไป การที่ปภาวราไม่รู้ มันเลยไม่น่าแปลกใจสำหรับคนที่รู้จักเธอ

ก็ถือว่าเป็นผลดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ไม่ต้องโกหกว่าตัวเองสมองเสื่อม แล้วจำอะไรไม่ได้ทำนองนั้น

“ไม่มีชื่อเหรอคะ” พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สงสัย ปภาวราเลยถามต่อ

“ไม่มีหรอก เราเรียกตามตัวเลขที่ขึ้นทะเบียนไว้”

ลำดวนอธิบายต่อไปว่าหมู่บ้านเล็กๆ มีเยอะ แต่ในปีๆ หนึ่งก็หายไปเยอะเหมือนกัน เพราะต้องเจอกับภัยพิบัติไม่ว่าจะจากธรรมชาติหรือพวกมอนสเตอร์ การที่ตั้งชื่อหมู่บ้านเป็นตัวเลข มันสะดวกต่อการตรวจสอบมากกว่า

เมืองก็เหมือนกัน

แดนเหนือนี้มีเมืองอยู่ยี่สิบหกเมือง ส่วนเมืองที่ปภาวราอยู่คือเมืองที่ตั้งขึ้นมาเป็นลำดับที่เก้า ถือว่าเป็นเมืองที่สงบมากเพราะแต่ละปีจะมีมอนสเตอร์มารุกรานเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง ถ้าเทียบกับเมืองอื่นแล้ว

“เอาล่ะ ถึงแล้ว”

ปภาวรามองเห็นกำแพงเมืองมาแต่ไกล มันสูงมากจนมองไม่เห็นด้านใน นี่ไม่ต่างจากดาวของเธอเท่าไร กำแพงต้องสูงและแข็งแรงไว้ก่อน เพื่อป้องกันพวกมอนสเตอร์มาทำลาย

รถคันเก่ากลางใหม่ของลำดวนขับผ่านประตูเมือง ซึ่งด้านหน้ามีการเก็บค่าเข้าเมืองด้วย แต่เพราะลำดวนสมัครบัตรผ่านแบบรายปีไว้ แค่สแกนก็พอ ไม่ต้องไปต่อแถวเสียเงินรายครั้งให้เสียเวลา ที่สำคัญนี่ยังคุ้มกว่า เพราะยังไงลำดวนก็ทำงานในเมือง เธอต้องมาที่นี่ทุกวันอยู่แล้ว

“ปภาอยากทำบัตรผ่านไว้ไหม?” ลำดวนหันมาถามปภาวรา ขณะที่กำลังขับรถผ่านประตูเมือง

“ไว้คราวหน้าดีกว่าค่ะ” เพราะไม่รู้ว่าเธอจะได้มาอีกหรือเปล่า ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ “โอเค ถ้าอยากทำเมื่อไรก็บอกน้าได้”

“ค่ะ”

“เดี๋ยวเราไปธนาคารกันก่อนนะ”

“ไปทำไมคะ?” หรือติดตั้งอินเทอร์เน็ตต้องบอกธนาคาร?

“ปภายังไม่เคยจัดการบัญชีการเงิน เราใช้จ่ายผ่านมันนี่การ์ด หลังจากที่ปานชีวาเสีย หนูต้องจัดการเรื่องเงินทั้งหมดเอง ปภาเลยต้องมายืนยันตัวตน” เพราะอีกฝ่ายไม่เคยออกไปไหน ลำดวนเลยคิดว่าต้องมายืนยันตัวตนก่อน

“อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ” ใบหน้าเล็กพยักรับ

ก่อนที่เธอจะได้รู้ว่าคนที่นี่ไม่นิยมใช้เงินสดกัน ทุกครั้งที่ต้องใช้จ่ายพวกเขาจะใช้มันนี่การ์ด มีไม่บ่อยที่จะพกเงินสดติดตัว ที่เห็นๆ ก็มีแค่เด็กๆ เท่านั้น

นอกจากนั้นก็ยังมีชิปการ์ด ซึ่งจะทำการฝังไว้ที่แขน ความสะดวกของชิปการ์ดคือไม่จำเป็นต้องพกบัตรไปไหนมาไหน เพียงแค่สแกนลายนิ้วมือหรือสแกนม่านตาก็สามารถใช้งานได้แล้ว แต่คนที่จะมีชิปการ์ดได้ จะต้องมียอดเงินในบัญชีมากกว่าหนึ่งล้านเหรียญทอง เนื่องจากมันเป็นระบบความปลอดภัยที่สูงมาก

นี่คล้ายกับดาวบ้านเกิดของเธอ เพราะพวกเราก็ใช้จ่ายกันผ่านระบบปฏิบัติการ

โอเค ตอนนี้ปภาวรารู้แล้วว่าที่ที่เธออยู่มีความทันสมัยพอสมควร ถึงจะมีหลายอย่างที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา แต่มันก็ไม่ได้แย่อะไรเลย อย่างน้อยก็มั่นใจได้แล้วว่า เธอจะไม่อดตายแน่นอน

เข้าเมืองอย่างรวดเร็ว เปิดหูเปิดตาหน่อย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...