โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

สำรวจสังคมสูงวัยในเยอรมัน สู่การประดิษฐ์ไอเทมสุดล้ำ เพื่อคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยไทย

มนุษย์ต่างวัย

เผยแพร่ 26 ก.ย 2566 เวลา 18.09 น. • มนุษย์ต่างวัย

มนุษย์ต่างวัยพาสำรวจสังคมสูงวัยในเยอรมัน แล้วย้อนกลับมาดูสังคมไทย ความเจ็บปวดของคนสูงวัยในแต่ละที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไร? ไปกับ ‘ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ’ หรือ ดร.ตั้ม นักวิจัยแห่ง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ผู้คิดค้นวิจัยนวัตกรรมสำหรับผู้สูงวัย กับเบื้องหลังแนวคิดและแรงบันดาลใจที่อยากผู้สูงวัยในสังคมไทยมีชีวิตที่เป็นอิสระ พึ่งพาตัวเองได้ และมีความสุข

ย้อนไปในวัยมัธยม ดร.ตั้ม คือเด็กนักเรียนคนหนึ่งผู้ซึ่งชอบเรื่องรถหรือเครื่องยนต์กลไกเป็นพิเศษ หลังจบชั้นมัธยมศึกษาก็ได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมเครื่องกลในระดับ ตรี-โท-เอกไกลถึงประเทศเยอรมัน

ระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปี ในเยอรมัน กับการได้เห็นสภาพทางสังคมและความเป็นอยู่ในต่างแดนมีส่วนทำให้ดร.ตั้ม ได้ซึมซับวิถีชีวิต ได้รับแนวคิด และแรงบันดาลใจมากมาย จนกระทั่งเริ่มงานในฐานะนักวิจัยที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) จนถึงปัจจุบัน

“ในช่วงแรก ผมทำงานเกี่ยวกับด้านยานยนต์เป็นหลัก ทั้งรถเพื่อการเกษตรและรถรับส่งนักเรียน ที่เน้นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์เป็นหลัก จนกระทั่งได้มาทำเรื่องรถพยาบาลที่ต้องเน้นเรื่องของเครื่องมือ อุปกรณ์ในการช่วยเหลือคนป่วยและอำนวยความสะดวกให้แก่บุคลากร นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมได้ทำงานฝั่งสุขภาพและการแพทย์”

แม้จะทำงานด้านยานยนต์มาโดยตลอด แต่การได้ทำงานวิจัยด้านรถพยาบาลกลายเป็นก้าวแรกสำคัญที่ทำให้ดร.ตั้มให้ความสนใจกับการทำงานวิจัยด้านเครื่องมือทางการแพทย์และอุปกรณ์สำหรับผู้สูงวัย จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 7 ปีแล้ว

“ปัญหาสังคมสูงวัยกำลังเป็นสิ่งที่เผชิญกันทั่วโลก รวมทั้งในบ้านเราด้วย ผมและทีมอยากทำอะไรที่จะตอบโจทย์เรื่องนี้ จนกระทั่ง ผอ.จุลเทพ (ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล-ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีและโลหะวัสดุแห่งชาติ) ริเริ่มว่าเราน่าจะตั้งทีมนักวิจัยที่มีประสบการณ์ทั้งในด้านการออกแบบ เครื่องกล และวัสดุศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน”

ค้นหา insight ในใจผู้สูงอายุสู่นวัตกรรมชิ้นแรก – ‘โจอี้ เตียงตื่นตัว’

ในช่วงแรก ทางทีมวิจัยมีโจทย์ว่าอยากสร้างนวัตกรรมที่แก้ปัญหาในผู้สูงวัย แต่จะเป็นอะไรนั้นยังสรุปไม่ได้ จนกระทั่งทีมได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยเชิงลึกกับผู้สูงวัยและผู้ดูแลในรพ.หลายแห่ง (รพ.กลาง รพ.รามาธิบดี ฯลฯ) และนำความต้องการที่แท้จริงของพวกเขามาวิเคราะห์

“ถ้าเราไปถามผู้สูงอายุตรง ๆ ว่าท่านอยากได้อะไร อาจจะได้คำตอบว่าเป็นไม้เท้า หรืออุปกรณ์สักอย่างที่มีทั่วไป แต่เราคิดว่านี่อาจยังไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เราอยากรู้ว่าเขามี pain point หรือ insight อื่นไหมที่ต้องการ”

จากข้อมูลงานวิจัยพบว่าสถานที่ผู้สูงอายุพลัดตกหกล้มเยอะที่สุดอันดับแรกคือห้องน้ำและบันได แต่ที่น่าแปลกใจคือลำดับถัดไปเป็น ‘ข้างเตียง’ การลุกขึ้นจากเตียงไปเข้าห้องน้ำกลายเป็นความเสี่ยง ทีมวิจัยจึงได้ตีโจทย์ข้อมูลสำคัญนี้จากผู้ดูแลและผู้สูงอายุ

“ผู้สูงอายุส่วนใหญ่กินยาลดความดันทำให้ลุกเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนบ่อย หากต้องเรียกผู้ดูแลทุกครั้งจะทำให้พวกท่านเกรงใจ และอยากพึ่งพาตนเองจึงพยายามลุกออกไปเองและหกล้มในที่สุด ส่วนทางผู้ดูแลเองก็อยากรู้ว่าผู้สูงอายุจะลุกตอนไหน เพื่อจะได้ไปช่วยดูแลได้ทันเพื่อลดความเสี่ยงในการหกล้ม

“นี่จึงทำให้เราเห็นว่าตัวช่วยต้องไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่มาแจ้งเตือนเวลามีการลุก แต่ต้องเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าเขาสามารถพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาคนอื่นได้ต่างหาก”

จากการรู้ insight นี้เอง จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมชิ้นแรก คือ ‘โจอี้-เตียงตื่นตัว’ เตียงสำหรับผู้สูงอายุที่มีกลไกเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่งคล้ายโซฟา ทำให้ผู้ใช้ลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเองผ่านการควบคุมด้วยรีโมท โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร นอกจากไม่ต้องกลัวหกล้มแล้ว ยังทำให้รู้สึกภูมิใจว่ายังพึ่งพาตัวเองได้ด้วย

หรือในสถานดูแลที่มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุหลายคน เรามักจะเห็นเขานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนเตียงทั้งวัน แต่จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่สามารถลุกจากเตียงได้ แต่เพราะผู้ดูแลมีน้อยเกินไปอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง ทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จึงแทบไม่ได้ลุกจากเตียงเลย โอกาสในการพัฒนาหรือคงสภาพร่างกายให้ยังแอคทีฟก็มีน้อยลงไปอีก ทำให้สภาพจิตใจเสื่อมถอยตามไปด้วย ทางทีมวิจัยจึงพัฒนา ‘BEN’ อุปกรณ์ช่วยขึ้น-ลงเตียงแบบปรับนั่งได้ ทำให้ได้สะดวกมากขึ้นซึ่งถูกนำไปใช้แล้วในหลายรพ.

หลังจากนั้นมา ทางทีมวิจัยก็นำข้อมูลและ insight ที่ได้มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุอีกหลายชิ้น

‘กันเธอ บาธ’ และ ‘กันเธอ เบลต์’ (Gunther bath & Gunther belt) – ผู้ช่วยเตือนภัยเมื่อสูงวัยหกล้ม

อีกนวัตกรรมหนึ่งที่อยากแนะนำให้รู้จักคือ ‘กันเธอ บาธ’ (Gunther bath) และ ‘กันเธอ เบลต์ (Gunther bath) อุปกรณ์สำหรับแจ้งเตือนเมื่อมีการหกล้ม มีทั้งแบบติดตั้งในห้องอาบน้ำและแบบเข็มขัด

“การหกล้มของผู้สูงอายุเพียงครั้งเดียวสร้างความสูญเสียมาก เราพบว่าห้องน้ำเป็นสถานที่ที่ผู้สูงอายุหกล้มบ่อยและขอความช่วยเหลือได้ยาก เราเลยมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า ‘กันเธอ บาธ’ (Gunther bath) ไว้ติดตั้งในห้องน้ำซึ่งสามารถตรวจจับการหกล้มได้ผ่านสัญญาณเรดาร์โดยไม่รบกวนผู้ใช้งาน จากนั้นจะแจ้งไปยังลูกหลานหรือผู้ดูแลทันทีเพื่อให้มีคนมาช่วยเหลือได้เร็วที่สุด”

และสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องไปนอกบ้าน ‘กันเธอ เบลต์ (Gunther belt)’ หรือ เข็มขัดแจ้งเตือน จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถตรวจจับได้หากมีการหกล้มและแจ้งเตือนไปยังผู้แลผ่าน LINE Official Account อย่างรวดเร็ว

“เข็มขัดนี้จะมีลักษณะบางเบาคล้ายกระเป๋านักวิ่ง ทำให้ผู้ใช้ไม่รู้สึกเกะกะแม้ต้องคาดไว้บริเวณสะโพก และยังมีการตรวจจับที่ให้ความแม่นยำกว่าในรูปแบบของนาฬิกาข้อมือ เพราะเมื่อมีการล้ม สะโพกจะเป็นตำแหน่งแรกที่รับแรงกระแทกและทำให้ผู้สูงอายุต้องผ่าตัดในที่สุด”

อุปกรณ์นี้ถูกนำไปใช้จริงในรพ.สต.หลายแห่งทั่วประเทศแล้ว และตอนนี้ทางทีมวิจัยกำลังเก็บข้อมูลและพัฒนาให้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทำให้ลูก ๆ หลาน ๆ อย่างเราอดใจรอกันแทบไม่ไหวทีเดียว

“เรากำลังพัฒนาเข็มขัด กันเธอ เบลต์ ให้เบาบางลงไปอีก และมีฟังก์ชันคล้ายถุงลมนิรภัยในรถยนต์ ที่หากมีการล้มเมื่อไหร่จะระเบิดพองอออกมาทันทีเพื่อรองรับแรงกระแทกที่สะโพก และสิ่งสำคัญคือต้องมีราคาไม่แพงเกินไปให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ในวงกว้าง”

ให้ เรเชล (Rachel) และ รอส (Ross) เป็นเหมือนเพื่อนรักในบ้าน พ่อแม่ใช้แล้วมั่นใจ ลูกหลานใช้ก็ปลอดภัย

หากใครยังจำซีรีย์อมตะยอดฮิตแห่งยุค 90s อย่างเรื่อง ‘Friends’ (1994) กับความสัมพันธ์อันแสนชุลมุนวุ่นวายของแก๊งเพื่อน ที่ไม่ว่าจะแสนยุ่งเหยิงแค่ไหน แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่ายังไงรอสก็ต้องคู่กับราเชล

‘รอส’ และ ‘เรเชล‘ ถูกนำมาใช้เป็นชื่อนวัตกรรมชิ้นใหม่สำหรับผู้สูงวัยและผู้ดูแลที่เปรียบเสมือนมีเพื่อนรักคอยดูแลประคับประคองกันไม่ห่าง แต่ยังคงให้อิสระซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้ใช้สุขภาพกายใจแข็งแรงดีมีพลังแบบ healthy ไปพร้อมกัน

เรเชล (Rachel) คือ ชุดบอดี้สูทที่สามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ทำหน้าที่เสมือนกล้ามเนื้อจำลอง ช่วยเสริมกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาและก้น ทำให้ผู้สวมใส่เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น และกระตุ้นให้อยากทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น หรือหากต้องมีการยกของหนัก ชุดจะช่วยลดภาระการทำงานของกล้ามเนื้อหลัง ให้ผู้สวมใส่เกิดการบาดเจ็บน้อยที่สุด

“ผู้สูงวัยหลายคนมีอาชีพเป็นเกษตรกร เขาไม่มีคำว่าเกษียณอายุ การยกของ หรือใช้ร่างกายหนักเป็นเวลานานเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเรื้อรัง แต่ไม่ว่าประกอบอาชีพอะไร เราอยากให้ผู้สูงวัยยังแข็งแรง ลดการบาดเจ็บ และยังทำงานหรือประกอบอาชีพของเขาต่อได้ต่อไปและรักษาความเป็นอิสระในตัวเองให้ได้นานที่สุด”

ส่วนเพื่อนรักอีกคนอย่าง ‘รอส (Ross)’ หรือ ชุดพยุงหลัง เป็นชุดที่ออกแบบมาสำหรับผู้ดูแลไม่ว่าจะเป็นลูกหลานหรือบุคคลากรทางการแพทย์อย่างพยาบาลหรือเวรเปลที่ต้องอุ้ม ประคอง ผู้ป่วยขึ้นลงเตียง รอสจะช่วยลดการบาดเจ็บได้

“รอสเกิดขึ้นจากแนวคิดเดียวกัน คือ เราอยากให้ผู้ใช้ยังคงสภาพร่ายกายที่แข็งแรง พึ่งพาตัวเองได้ให้ได้นานที่สุด แต่เราขยายไปถึงกลุ่มผู้ดูแลที่ส่วนมากเป็นคนหนุ่มสาว รอสจะช่วยลดภาระของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างซึ่งเป็นบริเวณที่พบความเจ็บป่วยเยอะที่สุด เพื่อให้พวกเขาที่ต้องดูแลผู้อื่นยังสามารถดูแลตัวเองได้ในระยะยาว”

งานวิจัยต้องไม่ขึ้นหิ้ง แต่ทุกชิ้นต้องนำไปใช้ได้จริง

งานวิจัยแต่ละชิ้นใช้เวลาศึกษาวิจัยค่อนข้างนาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บข้อมูล เก็บตัวอย่าง ปรับปรุงแก้ไข และทดลองใช้จริง จากทีมนักวิจัย MTEC ถึงกว่า 10 คน ทำงานควบคู่กันไป จนกระทั่งกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้จริงนั้นอาจกกินเวลานานกว่า 5 ปี

แต่การจะถูกนำไปใช้ได้อย่างยั่งยืนนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ผู้ประกอบการ’ มีส่วนสำคัญ

“นวัตกรรมทุกชิ้นจะถูกวางแผนตั้งแต่แรกแล้วว่าจะนำไปใช้ร่วมกับผู้ประกอบการฝั่งไหน เราต้องการให้เกิดนำไปใช้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการต้องมีความพร้อมในการให้คำแนะนำและบริการหลังการขายแก่ลูกค้า อย่างตอนนี้ ‘เตียงตื่นตัว’ หรือ Joey-Active bed ก็มี SB Design Square รับไปพัฒนาต่อแล้ว”

หรือชุด ‘เรเชล บอดี้สูท’ ที่กำลังพัฒนาอยู่ตอนนี้ คาดว่าน่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการด้านการตัดเย็บเสื้อผ้าการมีงานวิจัยต้นแบบจะช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนการผลิต และทำให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วย

“หากเรานำงานวิจัยของเราไปผลิตเอง เราจะผลิตได้น้อยชิ้น ทำให้มีต้นทุนสูง ทำให้กลายเป็นสินค้าราคาแพง

แต่ถ้างานวิจัยเราเป็นชิ้นงานต้นแบบโดยมีผู้ประกอบการเป็นผู้ผลิต เขาจะผลิตได้มาก ช่วยลดต้นทุน และยังทำให้คนเข้าถึงง่ายกว่าด้วย”

จากงานออกแบบยานยนต์ สู่ การออกแบบอุปกรณ์สำหรับคนสูงวัย

จากความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบยานยนต์ สู่ การออกแบบของที่ใช้กับคนจริง ๆ ดร.ตั้มเราให้เราฟังว่าแท้จริงแล้ว วิธีคิด การมองปัญหา และการออกแบบนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“เรื่องยานยนต์ เราทำงานกับเครื่องจักรเป็นหลัก มาตรฐานและความน่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนในแง่การผลิต เราต้องควบคุมต้นทุนให้ถูกที่สุดและเพียงพอต่อการใช้งานได้จริง

หากเราใส่ฟังก์ชันบางอย่างเข้าไปแล้วทำให้ต้นทุนแพงขึ้นมาก ผู้ประกอบการก็จะนำไปผลิตต่อได้ยาก

“แต่สำหรับของใช้ในชีวิตประจำวัน เราต้องระมัดระวังมากในการออกแบบแต่ละชิ้น เพราะต้องรู้จักกับปัญหา ความต้องการ หรือ insight ที่แท้จริงให้ได้โดยยังต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้ใช้ด้วย” ดร.ตั้มกล่าว

อุปกรณ์เสริมล้ำสมัย แต่ทำไมคนไม่ยอมใช้ - ค้นหา pain point ที่ซ่อนอยู่

สำหรับคนวัยหนุ่มสาว การมีอุปกรณ์ต่าง ๆ มาใส่ที่ตัวอาจไม่ใช่เรื่องที่ปรับตัวได้ง่ายนัก แต่สำหรับผู้สูงวัยที่เริ่มมีกล้ามเนื้อเสื่อมถอย เรี่ยวแรงลดลง เดินไปไหนก็เจ็บหลัง เจ็บเข่า การมีตัวช่วยเข้ามาเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ‘การผ่าตัด’

“จากการเก็บข้อมูลผู้ใช้จริง เราคำตอบที่น่าสนใจมากว่าผู้สูงวัยยินดีใช้อุปกรณ์เหล่านี้หากทำให้เขาไม่ต้องผ่าตัด และจะดียิ่งกว่าหากใส่แล้วยังดูเหมือนคนปกติ ไม่เหมือนหุ่นยนต์จนทำให้รู้สึกแปลกแยก แต่หากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงให้ต้องผ่าตัด ก็ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ดูดีมาก ๆ และช่วยเสริมบุคลิกให้เขายังดูแข็งแรงอยู่

“อีกเรื่องหนึ่งคือผู้สูงวัยส่วนมากจะไม่อยากใช้ หากรู้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องเสียเงินซื้อมาแม้ว่าจะมีฐานะดีอยู่แล้วหรือลูกหลานซื้อมาให้ก็ตาม เพราะรู้สึกว่ายังเป็นสิ่งไม่จำเป็นและสิ้นเปลือง แต่หากเป็นของที่ได้มาฟรีเลยเขาจะไม่เห็นมูลค่า การจะทำให้เขายอมใช้นั้นจึงยังเป็นเรื่องท้าทายเหมือนกัน”

ในขณะที่อุปกรณ์สำหรับกลุ่มผู้ดูแลจะต้องเน้นการใช้งานง่ายเป็นหลัก ต้องไม่ยุ่งยาก หรือใช้เวลานานเกินไป

“ผู้ดูแลโดยเฉพาะกลุ่มพยาบาลหรือเวรเปลมีงานยุ่งมาก อุปกรณ์เสริมต้องไม่สร้างภาระหรือทำให้เสียเวลามากขึ้นไปอีก แล้วยังต้องรู้สึกสบาย ไม่รบกวนการทำงาน”

สำรวจสังคมสูงวัยในเยอรมัน สังคมที่เอื้อให้คนแก่ชราอย่างมีคุณภาพ

ในฐานะที่ดร.ตั้มใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเยอรมันมากว่า 10 ปี ทำให้ได้เห็นในหลายแง่มุมของประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัวโดยมีการจัดการและวางรากฐานไว้เป็นอย่างดีจากรัฐบาล

“ในเยอรมัน ทุกคนจะถูกรัฐหักภาษีในจำนวนค่อนข้างสูงสำหรับใช้ในวัยเกษียณ เมื่อถึงวันนั้น พวกเขาจึงยังมีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน

และหากใครอยากทำงานต่อ สังคมก็ยังมีพื้นที่ให้เสมอ”

หากไปที่เยอรมันแล้ว เราจะพบเห็นผู้สูงอายุอยู่ในระบบงานเกือบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในมหาวิยาลัยที่เต็มไปด้วยเหล่าอาจารย์ท่าทางกระฉับกระเฉงที่มีอายุกว่า 70-80 ปี หรือในห้างสรรพสินค้า เราจะเห็นคนรุ่นปู่ย่าทำหน้าที่เป็นแคเชียร์หรือคนหยิบของใส่ถุง แต่กลับดูชำนาญคล่องแคล่วเสียยิ่งกว่าคนหนุ่มสาวเสียอีก

“เยอรมันเป็นประเทศที่มีวิศวกรเยอะ ยิ่งอายุมาก ยิ่งมีความรู้ และประสบการณ์ สังคมจึงถือว่าเขายังเป็นประชากรที่มีคุณภาพและยังทำงานได้ดีอยู่ เราจึงได้เห็นวัยเกษียณหลายคนเลือกที่จะไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหรือไปสมัครทำงานต่าง ๆ อย่างไม่ถูกปิดกั้นโอกาส

“หรือในร้านค้า เราจะเห็นผู้สูงอายุทำหน้าที่เป็นคนคิดเงิน คนกลุ่มนี้ยังทำงานได้ดี มีทักษะการคิดเลขว่องไวเพราะมีความชำนาญและประสบการณ์มาก และรัฐบาลยังให้การสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงวัย เพราะนอกจากเชื่อว่ายังเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพแล้ว การได้กระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำงานยังช่วยฝึกสมองและกล้ามเนื้อมัดเล็ก ดีต่อสุขภาพอีกด้วย”

แต่การเห็นผู้สูงวัยพึ่งพาตนเองและยังคงทำงานอย่างแอคทีฟในเยอรมันไม่ได้มาจากนโยบายภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งเหล่านี้คือวัฒนธรรมที่เขายึดถือและเป็นสปิริตที่ฝั่งรากลึกในคนเยอรมันมาอย่างยาวนาน

“คนเยอรมันมีวัฒนธรรมความเป็น independent มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ลูกหลานจะเริ่มย้ายออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 17-18 ปี เพื่อไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง พ่อแม่ที่แก่ชราจะอยู่ในบ้านเพียงลำพัง และหากใครเป็นโสด หย่าร้าง หรือคู่ชีวิตจากไปแล้วมักจะเลือกเข้าไปอยู่ในสถานดูแลด้วยความเต็มใจโดยไม่พึ่งพาลูกหลาน วัยเกษียณจึงเป็นเหมือนวัยที่ได้เริ่มใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง บางคนหันมาออกกำลังกาย บางคนเริ่มทำสิ่งที่รัก บางคนก็ออกเดินทางรอบโลกซึ่งส่วนใหญ่เป็นชีวิตที่ดี”

จะเห็นได้ว่าเยอรมันจะเป็นประเทศที่วางกลไกหลายอย่างไว้อย่างเป็นระบบทำให้มีความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นอย่างดีจนทำให้แทบไม่ต้องการนวัตกรรมหรืออุปกรณ์ตัวช่วยใด ต่างจากบ้านเราที่ยังต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดไปก่อน

แม้ในบ้านเราจะคาดหวังให้เป็นเหมือนเขาทั้งหมดคงไม่ได้ แต่ใช่ว่าจะมีแบบไหนดีกว่ากัน แม้จะมีรัฐสวัสดิการและนโยบายในฝั่งยุโรปจะดีเพียงใด แต่สิ่งหนี่งที่ทุกคนต่างประสบปัญหาร่วมกันคือด้านจิตใจ

“ความรู้สึกว้าเหว่ทางจิตใจกลายเป็น pain point ที่สำคัญของคนเยอรมัน เราจะเห็นผู้สูงนิยมเลี้ยงสุนัขช่วยคลายเหงาในยามที่ลูกหลานย้ายออกจากบ้าน

“ความห่างเหินที่เกิดขึ้นในครอบครัวในสังคมเยอรมันมีมากเสียจนกระทั่งหากใครเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน ผู้ที่จะรับรู้เป็นคนแรกจะเป็นหน่วยงาน emergency service ต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล หรือ สถานดูแล ในขณะที่คนที่เป็นลูกหลานจะรู้เป็นคนหลัง ๆ เสียด้วยซ้ำ ซึ่งแตกต่างจากบ้านเราที่มีความเป็นครอบครัวสูง การแก้ไขปัญหาจึงแตกต่างกัน บ้านเราอาจต้องการเทคโนโลยีมาช่วย แต่บ้านเขาอาจต้องการสิ่งที่มาแก้เรื่องจิตใจแทน

แด่หนุ่มสาวผู้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรกันดี

“สำหรับประเทศไทยที่ก้าวสู่สังคมสูงวัย สิ่งที่เราต้องการมาก ๆ คือ กลุ่มคนที่เป็นผู้สูงวัยแต่ยังแอคทีฟ แข็งแรง เพราะเขาจะยังสร้างคุณค่าและทำให้สังคมขับเคลื่อนไปได้ และ สังคมก็จำเป็นต้องให้โอกาสและการยอมรับ ไม่ตัดขาดพวกเขาออกไปจากสังคม

“และสำหรับหนุ่มสาวหรือวัยที่กำลังทำงานอยู่ตอนนี้ อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ทุกคนรวมทั้งตัวผมด้วยจะกลายเป็นผู้สูงวัย สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวให้พร้อมเสียตั้งแต่วันนี้ และเมื่อถึงวันนั้น การมี independent ทั้งเรื่องการเงิน สุขภาพ และความพร้อมทางจิตใจ จะทำให้เรากลายเป็นผู้สูงวัยแบบที่ยังแอคทีฟ ไม่ต้องพึ่งพาใคร มีคุณค่า และมีความสุข” ดร.ตั้มกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...