ความเสี่ยงอะไรในปี 2569 ที่ไทยต้องรับมือ
บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส
ความเสี่ยงอะไรในปี 2569
ที่ไทยต้องรับมือ
ก้าวเข้าสู่ปี 2569 (2026) เราคนไทยผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายที่ต้องจดจำไปอีกนาน ยิ่งตอกย้ำความไม่มั่นคงและความไม่แน่นอนของชีวิต พร้อมกับสถานการณ์โลกที่ประเดิมด้วยข่าวการบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โดยหน่วยรบพิเศษเดลต้าของสหรัฐกลางกรุงการากัส โลกก็เริ่มพาเครียดเอาตั้งแต่ต้นปีเลย
ส่วนความปั่นป่วนในไทยก็หนักไม่แพ้กัน ทั้งความขัดแย้งกับกัมพูชาที่เพิ่งผ่านพ้นและการเมืองภายในที่รอดูรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ สำหรับผู้เขียนที่ติดตามการเมืองไทยด้วยความรู้สึกด้านชาและความคาดหวังที่เริ่มเลือนหายแม้ไฟแห่งความหวังยังคงลุกโชน ประเมินว่า ไม่ว่าใครได้จัดตั้งรัฐบาล (มีแนวโน้มเป็นพรรคฝ่ายขวาที่ได้อานิสงส์จากการปลุกชาตินิยมและลัทธิทหารให้โหมกระพือ) อาจมีอายุบริหารประเทศที่สั้น เพราะมาเป็นรัฐบาลที่ต้องรับใช้ระบอบซ้อนรัฐที่มุ่งสนแต่รักษาอำนาจโดยไม่สนโลกและยุคสมัย จะไม่สามารถแก้ปัญหาจากความเสี่ยงที่ไม่เคยรู้จักและไม่ยอมปรับตัวได้จริงๆ
“เพราะความเปลี่ยนแปลง และไม่แน่นอนที่ควบคุมไม่ได้คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจหวาดกลัวที่สุด”
ยิ่งในตอนนี้ โลกไม่แน่นอนกว่าครั้งไหนๆ
คนธรรมดาอย่างเราๆ จะต้องเจอกับอะไรบ้าง อย่างน้อยจะได้รับมือเท่าที่ยังไหว
สงครามเย็น 2.0
: ศึกอิทธิพล 3 เส้า ของชาติมหาอำนาจ
การบุกจับกุมมาดูโรได้ส่งผลสะเทือนต่อโลก และยิ่งเห็นชัดถึงการแข่งขันอิทธิพลของชาติมหาอำนาจทั้งรัสเซีย จีน และสหรัฐในโซนแคริบเบียน
การจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลาในข้อหายาเสพติดอาจเป็นเพียงข้ออ้างที่น่าจะฟังดูดี แต่ความจริงคือ ต้องการสกัดอิทธิพลของจีนที่กำลังใกล้ชิดกับประเทศโซนนี้ไม่ให้เป็นภัยคุกคามประชิดสหรัฐ
ขณะเดียวกัน ในแถบอินโด-แปซิฟิก จีนก็พยายามดิ้นให้หลุดจาก Malacca Dilemma ผ่านเมียนมาและปากีสถาน และ “แนวโซ่แปซิฟิกเส้นแรก” (1st Pacific Chain Line) ด้วยการยึดไต้หวัน เพื่อเพิ่มอิทธิพลต่อรองบนห่วงโซ่การค้าทางทะเลของโลก และต้องสกัดไม่ให้ชาติใดออกตัวสนับสนุนไต้หวัน
นักวิชาการด้านความมั่นคงท่านหนึ่งให้ความเห็นกับผู้เขียนว่า การที่สหรัฐบุกจับมาดูโร จะยิ่งเร่งให้จีนใช้กำลังบุกไต้หวันจากเดิมคือปี 2570 เขยิบเข้ามาเร็วขึ้น
เมื่อสหรัฐแสดงตัวรักษาอิทธิพลในทะเลแคริบเบียนได้ จีนก็สามารถทำแบบเดียวกันกับทะเลแปซิฟิกตะวันตกและรวมถึงอาเซียนด้วยเช่นกัน
ส่วนรัสเซียยังคงติดพันกับสงครามบั่นทอนกำลังในยูเครนจนเข้าสู่ปีที่ 4 แม้จะออกมาแสดงความเห็นในเชิงจูงใจให้คิดว่าจะเปิดฉากบุกยุโรป แต่รัสเซียยังคงจดจ่อหมายยึดยูเครนทั้งหมดให้ได้ต่อ
จีนเองก็ต้องรักษาอิทธิพลและศักดิ์ศรีตัวเองที่กำลังโดนกัดกร่อนจากปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อเครื่องจักรเศรษฐกิจภายในทั้งการบริโภค ระบบเศรษฐกิจฐานราก และอสังหาริมทรัพย์เข้าภาวะฝืดพร้อมกัน การส่งออกจึงกลายเป็นหนทางรอดที่ทำได้แค่ซื้อเวลา เพราะหลายประเทศที่โดนสินค้าจากจีนถล่มก็เริ่มทนไม่ไหว ถ้าไม่ออกมาตรการควบคุมเพื่อรักษาระบบเศรษฐกิจประเทศตัวเอง ก็คือถูกกลืนกินจนเป็นอาณานิคมเสมือนทางเศรษฐกิจให้กับจีน
การที่เราได้เห็น ทั้งหลักนิยมสี หลักนิยมดอนโร (คือโดนัลด์ ทรัมป์ หยิบหลักนิยมมอนโรมาใช้) หรือหลักนิยมปูติน ล้วนเพื่อรักษาสถานะชาติมหาอำนาจของตัวเองพร้อมกับปกปิดความเสื่อมถอยภายในที่กำลังค่อยๆ พังทลายพวกเขา ยิ่งสถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังผันผวน อิหร่านที่เป็นพันธมิตรหนุนทั้งรัสเซียและจีน เกิดการลุกฮือโค่นรัฐบาลอิสลาม หากเกิดพลิกขั้วขึ้นมา จีนและรัสเซียเสียอิทธิพลในแถบนี้และทรัพยากรที่จะเคยได้จะหดหาย
เหมือนหอคอยสูงใหญ่ ยิ่งนานวัน โครงสร้างภายในเริ่มเสื่อมและรับน้ำหนักไม่ไหว หากไม่แก้ปัญหาภายในและมุ่งสร้างเปลือกเคลือบให้ดูดี จะยิ่งกดทับข้างในจนเสาแกนหักโค่น
วาระสุดท้ายของหอคอยนั้นคือ พังทลายราบเป็นหน้ากลองพร้อมกับความสูญเสียสัญลักษณ์อำนาจที่คุมระเบียบและอิทธิพลลงไป
เศรษฐกิจ : การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์
และการกอบโกยเข้าตัว
World Economic Forum The Global Risks 2026 จัดให้การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ไว้ในอันดับที่เสี่ยงสุดในช่วง 1-2 ปีนี้ เห็นได้จากที่ระเบียบโลกได้เสียสมดุลและความเคารพกันไปแล้ว ความกระหายสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่กลับมาเสียงดัง เกิดการแข่งขันด้านทรัพยากร การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งปัญญาประดิษฐ์และฟิสิกส์ควอนตัม เพื่อใช้เป็นอาวุธเชิงอิทธิพลในการกดข่มอีกฝ่ายไม่ให้ได้เปรียบ
จากภาวะโลกร้อนที่เกี่ยวพันกับการเร่งเติบโตทางเศรษฐกิจในนามผลประโยชน์ของชาติ ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดกลับไม่ใช่แร่มีค่า หรือน้ำมัน แต่เป็น “น้ำ” ของเหลวที่เป็นจุดกำหนดความรุ่งเรืองและล่มสลายของอารยธรรมมนุษย์ ในปี 2026 นี้ ภาวะเอลนีโญก็จะกลับมา ทำให้อากาศร้อนจัด น้ำเร่งคายตัวและระเหยเร็วขึ้นจนเหือดแห้ง ฝนมรสุมขาดช่วง กระทบต่ออุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำและประชากรที่บริโภค ยิ่งประเทศที่ขาดการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งได้รับผลกระทบหนัก
การที่เราได้เห็นจีนสร้างเขื่อนหลายแห่งบนต้นน้ำสายสำคัญในทิเบตจนอินเดียไม่พอใจ การอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้ของจีนอย่างก้าวร้าวกับชาติในอาเซียน
การประกาศผนวกกรีนแลนด์ของทรัมป์จนชาติอื่นไม่พอใจ การเข้ากอบโกยแร่หายากในเมียนมาโดยบริษัททำเหมืองภายใต้รัฐบาลจีน ทั้งหมดล้วนการแข่งขันทางภูมิเศรษฐศาสตร์ เพื่อเอาตัวรอดอย่างไร้ยางอาย ไม่ใส่ใจว่าประชาคมโลกอื่นจะเป็นตายร้ายดียังไง
หากปล่อยให้เกิดการแข่งขันอย่างไร้การควบคุมต่อไป โอกาสเกิดความขัดแย้งหนักถึงขั้นเผชิญหน้าด้วยอาวุธก็มีสูง แม้จะไม่ใช่การเผชิญซึ่งหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจ
ประเทศไทย
: รับเต็มทั้งภัยนอกและใน
ความเสี่ยงอยู่รายล้อมประเทศไทยหลายเรื่อง แม้ปัจจุบันการรับรู้ของคนไทยต่อเรื่องเสี่ยงระดับโลกจะมีเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกันแล้วยังไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่แถมยังไร้อำนาจ ที่สำคัญ ไทยยังติดพันกับวิกฤตการเมืองภายในที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง กลไกกฎหมายและสถาบันยังคงเลือกปฏิบัติ ความรู้สึกสิ้นหวังในอนาคตและเลือกใช้ชีวิตเอาตัวรอดไปวันๆ จึงค่อยๆ มีมากขึ้น
การกระชับอำนาจของชนชั้นนำ ได้ทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ กฎหมายและหน่วยงานทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เกิดช่องโหว่ให้ความเสี่ยงเข้าบั่นทอนประเทศและสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ก็เช่นกันที่ไทยยังคงโดนต่อ
– การแทรกแซงจากต่างชาติ ไทยถูกใช้เป็นพื้นที่การจารกรรม อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ในภูมิภาค การช่วงชิงทรัพยากรมีค่าของชาติโดยเงื่อนไขต่างตอบแทนระหว่างนักลงทุนข้ามชาติกับเจ้าหน้าที่รัฐทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น จนทำให้สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศถูกทำลาย การถูกชาติมหาอำนาจใช้อิทธิพลโน้มน้าวการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เอื้อประโยชน์ แต่ไทยไม่ได้อะไรที่คุ้มค่ากลับมา การเดินหน้าโครงการ land link ไปจนถึง land bridge ไทยอาจเหมือนได้ประโยชน์ แต่ชาติมหาอำนาจใกล้ไทยต่างหากที่ได้ประโยชน์มากที่สุด
– อัตราเกิดลดลง ไทยเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากรระดับประวัติการณ์ จากข้อมูลกรมการปกครองตลอดปี 2568 อัตราเด็กเกิดติดลบต่อเนื่องเข้าปีที่ 5 เพียง 348,686 คน ส่วนอัตราผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 462,448 คน ปัจจัยทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตในสังคมไทยยุคนี้มีส่วนที่ทำให้คนอยากมีลูกน้อยลง แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเริ่มจากปัจจัยการเมืองที่ไม่แน่นอนและระบอบที่ออกแบบสังคมบนฐานที่มองคนไม่เท่ากัน ใครอยากจะมีลูกให้เติบโตบนประเทศที่มองคนเป็นเพียง “สิ่งของ” ไม่ใช่ “ชีวิต” ที่มีค่า
– วิกฤตสิ่งแวดล้อม เป็นความเสี่ยงสัมพันธ์กันทั้งกลไกรัฐที่อ่อนแอ และการเปิดการลงทุนอย่างไร้การควบคุม การทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวอย่างมโหฬาร การทำลายป่าเป็นวงกว้าง อุตสาหกรรมมาตรฐานต่ำ และอันตรายกระจายทั่วเขตเศรษฐกิจพิเศษ หากไม่มีการควบคุมและยืดหยุ่นให้สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติเพื่อรักษาระบบนิเวศนี้ได้ ไทยจะเสี่ยงเจอภัยพิบัติ ทั้งน้ำแล้งในหลายส่วนและน้ำท่วมระดับหายนะในช่วงมรสุม ตามข้อมูลดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพอากาศปี 2026 ไทยขยับอันดับแบบพุ่งทะยานอยู่ที่อันดับ 17 เป็นประเทศที่เปราะบางภัยธรรมชาติสุดขั้ว
– ระบบการเมืองบอนไซ ไม่ว่าจะอ้างอิงข้อมูลทางวิชาการหรือความเห็นทั่วไป ล้วนสรุปตรงกันว่า วิกฤตการเมืองไทยคือต้นเหตุที่ทำให้ไทยต้องเผชิญความเสี่ยงมากมาย เพียงเพราะต้องการรักษาอำนาจให้ยืนยงสถาพรไว้กับชนชั้นตัวเอง ความพยายามปฏิรูปการเมืองและกฎหมายให้เคารพสิทธิมนุษยชนมากกว่าอภิสิทธิ์ชนต้องล้มลุกคลุกคลาน ทำให้ไทยเสียโอกาสทั้งในมิติการบริหารรับมือสารพัดวิกฤต การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและตรงจุด การดำเนินนโยบายต่างประเทศและการทูตอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่โอนอ่อนกับชาติมหาอำนาจ การปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ไปจนถึงสงครามลูกผสม สภาพไทยตอนนี้เหมือนเรือที่บนผิวน้ำดูสวยแต่ใต้น้ำกลับผุพัง ใต้ท้องเรือรั่ว
จากความเสี่ยงที่เราก่อขึ้นเองและบุกเข้ามา เมื่อเราต้องเจออะไรแบบนี้ คำถามคือ เราจะใช้ชีวิตรับมือยังไง
บทส่งท้าย
เปิดโหมด “เอาตัวรอด” นี่คือสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในปีนี้ ยังไม่ต้องไปลงทุนอะไรใหญ่โต หรือวาดฝันอะไรยาวไกลโดยที่ไม่เห็นความเป็นไปได้ แต่กลับไปสู่พื้นฐาน ทั้งทักษะการเอาชีวิตรอดแบบต่างๆ การเชื่อมกับชุมชนรอบตัวเพื่อร่วมออกแบบรับมือวิกฤต กรณีรัฐบาลตอบสนองล่าช้าหรือไม่ทำงาน เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ ที่สำคัญ มีวิธีคิดที่มองบนความเป็นจริงที่ควรจะเป็นและตื่นตัวอย่างมีสติ
เพื่อที่ว่าในยามที่เราสิ้นหวังกับทุกอย่าง ตัวเราเองคือความหวังสุดท้ายในการมีชีวิตอยู่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความเสี่ยงอะไรในปี 2569 ที่ไทยต้องรับมือ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly