โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

WEF เตือนโลกเข้าสู่จุดเปลี่ยนอำนาจ เสี่ยงเศรษฐกิจแตกขั้ว หนี้พุ่ง เทคโนโลยีเร่งเกม

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รายงานความเสี่ยงโลก Global Risks Report 2026 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) หรือ WEF ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการเมืองโลก โดยระบุว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ "ยุคสมัยแห่งการชิงดีชิงเด่น" (The Age of Competition) อย่างเต็มตัว โลกในปี 2026 กำลังยืนอยู่บนขอบเหวของความไม่แน่นอนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งทางการทหารและการนำอาวุธทางเศรษฐกิจมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้สังคมเกิดการแตกแยกและสถาบันระหว่างประเทศที่เคยสร้างเสถียรภาพกลับต้องเผชิญกับภาวะชะงักงัน

จากการสำรวจความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและผู้นำทั่วโลกกว่า 1,300 คน พบว่าร้อยละ 50 มองภาพรวมในระยะสั้น 2 ปีข้างหน้าในเชิงลบ โดยคาดว่าจะเกิดความปั่นป่วนหรือพายุวิกฤต และตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเป็นร้อยละ 57 เมื่อมองออกไปในระยะ 10 ปีข้างหน้า ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่เชื่อว่าโลกจะอยู่ในสภาวะสงบสุข

ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดในระยะสั้นคือการเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic Confrontation) ซึ่งขยับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในใจของผู้ตอบแบบสำรวจ สภาวะการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงการถอยห่างจากระบอบพหุภาคีไปสู่โลกที่แบ่งขั้วอำนาจโดยไม่มีกติกาพหุภาคีคอยกำกับดูแล (Multipolarity without Multilateralism) เมื่อความไว้วางใจซึ่งเป็นกลไกสำคัญของความร่วมมือเสื่อมค่าลง ประเทศมหาอำนาจและประเทศอำนาจปานกลางต่างพยายามกำหนดและบังคับใช้กฎเกณฑ์ในระดับภูมิภาคของตนเอง

โดยร้อยละ 68 ของผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าโลกจะดำเนินไปในทิศทางที่มีหลายขั้วอำนาจและกระจัดกระจายมากขึ้น ภาวะเช่นนี้ทำให้การแก้ปัญหาร่วมกันของโลก เช่น วิกฤตภูมิอากาศ หรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศมักให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ภายในชาติมากกว่าความร่วมมือรวมหมู่

ในมิติของเศรษฐกิจโลก รายงานระบุว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ "การคิดบัญชีทางเศรษฐกิจ" (An Economic Reckoning) ซึ่งเป็นการบรรจบกันของความเสี่ยงที่ก่อตัวมานานหลายทศวรรษ ความกังวลเรื่องการถดถอยทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยการถดถอยทางเศรษฐกิจถูกจัดเป็นความเสี่ยงที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ปัจจัยสำคัญคือภาระหนี้สินที่พอกพูนขึ้นทั้งในภาครัฐและเอกชนทั่วโลก ซึ่งมียอดรวมสูงถึง 251 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 235 ของจีดีพีโลกในปี 2024 รัฐบาลหลายประเทศกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการบริหารจัดการขาดดุลการคลังในยุคที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูง และต้องตัดสินใจอย่างเจ็บปวดระหว่างการลดรายจ่ายสำคัญหรือการเพิ่มภาษีเพื่อรองรับต้นทุนการชำระหนี้ โดยเฉพาะในปี 2025-2027 ที่หนี้สาธารณะเกือบร้อยละ 45 ของประเทศในกลุ่ม OECD กำลังจะครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดพันธบัตรหากนโยบายการคลังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

นอกจากปัญหาหนี้สินแล้ว ความเสี่ยงเรื่อง "ฟองสบู่ทรัพย์สินแตก" (Asset Bubble Burst) ก็เป็นอีกประเด็นที่นักธุรกิจต้องจับตามอง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีการระดมทุนมหาศาล

รายงานชี้ว่าหากการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่สามารถสร้างรายได้ที่จับต้องได้ตามที่คาดหวัง หรือหากนักลงทุนเปลี่ยนท่าทีต่อบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ก็อาจเกิดการพังทลายของราคาหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงเกินจริง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบการเงินโลก

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเสี่ยงของ"เงินเฟ้อตีกลับ" (Boomerang Inflation) จากการกีดกันทางการค้าและการตั้งกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมค่าครองชีพและลดอำนาจซื้อของผู้บริโภคในวงกว้าง และหากธนาคารกลางสูญเสียความเป็นอิสระจากการถูกกดดันโดยฝ่ายการเมืองเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินผ่านการสร้างเงินตรา (Debt Monetization) ความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจจะถูกทำลายและนำไปสู่ความผันผวนทางการเงินอย่างรุนแรง

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแม้จะสร้างโอกาสมหาศาลแต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงเชิงระบบที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะเรื่อง AI และเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Leap) ในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า ผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยี AI ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงที่มีอันดับพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุดจากอันดับที่ 30 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 5 AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยไปสู่การเป็นพลังขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อตลาดแรงงาน สังคม และความมั่นคง

ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด AI อาจทำให้เกิดการว่างงานในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานออฟฟิศระดับเริ่มต้น (White-collar) ซึ่งอาจพุ่งสูงถึงร้อยละ 10-20 ในบางประเทศ และนำไปสู่เศรษฐกิจรูปตัว K ที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่กับเจ้าของทุนและแรงงานทักษะสูงเพียงไม่กี่กลุ่ม

นอกจากนี้ ความสามารถของ AI ในการสร้างข้อมูลบิดเบือนและ Deepfakes ยังเป็นภัยคุกคามต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลและกระบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกแยะความจริงจากเรื่องโกหกในโลกออนไลน์จะทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับเทคโนโลยีควอนตัม รายงานเตือนถึงสภาวะ "ความประมาทเลินเล่อทางรหัสลับ" (Cryptographic Complacency) เนื่องจากความสามารถในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจทำลายระบบการเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดได้ภายในทศวรรษหน้า หรือที่เรียกกันว่า "Q-day" หากองค์กรต่างๆ ไม่เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการเข้ารหัสที่ต้านทานควอนตัมได้ ข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา และความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจะตกอยู่ในอันตรายจากการถูกถอดรหัสโดยตัวแสดงที่ประสงค์ร้าย การแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำทางควอนตัมระหว่างมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การแบ่งแยกขั้วเทคโนโลยี (Tech Bifurcation) ที่สมบูรณ์ ซึ่งประเทศอื่นๆ จะถูกบีบให้ต้องเลือกข้างและสูญเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยี

ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน รายงานระบุว่า "โครงสร้างพื้นฐานกำลังตกอยู่ในอันตราย" (Infrastructure Endangered) จากสามปัจจัยหลักคือ ระบบที่เก่าแก่และขาดการบำรุงรักษา ความเปราะบางต่อสภาพอากาศที่รุนแรง และการตกเป็นเป้าหมายในสงครามไฮบริด โครงสร้างพื้นฐานสำคัญในกลุ่มประเทศ OECD หลายแห่งถูกสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองและถึงเวลาที่ต้องได้รับการยกเครื่องครั้งใหญ่ท่ามกลางภาวะตึงตัวทางการคลัง

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อน น้ำท่วม และภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น กำลังสร้างความเสียหายโดยตรงและทางอ้อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า ระบบประปา และเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ เช่น เหตุการณ์ภัยแล้งในคลองปานามาที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและดาวเทียมยังกลายเป็นแนวหน้าใหม่ของความขัดแย้ง โดยมีการโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบควบคุมอุตสาหกรรมและการตัดสายเคเบิลใต้ดินบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งหากเหตุการณ์เหล่านี้ลุกลามจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐในการให้บริการพื้นฐานพังทลายลง

ความเสี่ยงด้านสังคมยังคงเป็นประเด็นที่มีความเชื่อมโยงสูงที่สุด โดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำ (Inequality) ที่ถูกระบุว่าเป็นศูนย์กลางของการกระตุ้นความเสี่ยงอื่นๆ การแตกแยกทางความคิดและวัฒนธรรม (Societal Polarization) ขยับอันดับขึ้นมาเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงลำดับที่ 3 ในระยะ 2 ปีข้างหน้า แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความรู้สึกของพลเมืองที่ถูกทอดทิ้งจากระบบเศรษฐกิจและสูญเสียความเชื่อมั่นว่านโยบายรัฐจะสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของพวกเขาได้ สภาวะเช่นนี้ถูกซ้ำเติมด้วยการไหลเวียนของข้อมูลเท็จที่สร้างความเกลียดชังและลดทอนความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์

ในขณะที่ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมแม้จะถูกลดความสำคัญลงชั่วคราวในระยะสั้นเนื่องจากผู้นำหันไปให้ความสนใจกับปัญหาร้อนตัวด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ แต่ในระยะ 10 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการล่มสลายของระบบนิเวศ ยังคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุด

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ รายงานได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่เน้นความร่วมมือในรูปแบบใหม่ๆ แม้จะอยู่ในยุคของการแข่งขันก็ตาม โดยในด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ รัฐบาลควรแสวงหาพื้นที่ที่สามารถร่วมมือกันได้ผ่าน "กลุ่มของผู้ที่พร้อม" (Coalitions of the Willing) เพื่อขับเคลื่อนวาระการค้าและการลงทุนเฉพาะส่วน และควรปกป้องความสามารถของภาคเอกชนในการมีปฏิสัมพันธ์ข้ามพรมแดน

สำหรับปัญหาหนี้สิน กลไกทางการเงินที่เป็นนวัตกรรม เช่น การสลับหนี้เพื่อการพัฒนา (Debt-for-Development Swaps) จะมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศรายได้น้อย ในมิติเทคโนโลยี องค์กรต้องเริ่มวางโรดแมปสู่ความมั่นคงทางไซเบอร์ในยุคควอนตัมตั้งแต่วันนี้ และรัฐบาลต้องมีกลยุทธ์ระดับชาติเพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่วนการรับมือ AI ต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้และการฝึกทักษะใหม่ให้แรงงานอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งปรับปรุงสัญญาประชาคมให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง

บทสรุปของรายงานย้ำเตือนว่าอนาคตไม่ใช่เส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาคมโลกในปัจจุบัน แม้ระเบียบพหุภาคีแบบเดิมจะเสื่อมถอย แต่การสร้างความไว้วางใจผ่านกลไกความร่วมมือที่หลากหลาย ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย (Multi-stakeholder) ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกที่ซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ นักธุรกิจและผู้นำจึงต้องมีความเข้าใจที่ถ่องแท้ต่อความเสี่ยงเหล่านี้เพื่อไม่เพียงแต่เตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคาม แต่เพื่อมองหาหนทางในการนำพาองค์กรและสังคมก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างมั่นคง

รายงานความเสี่ยงโลกประจำปี 2026 จัดอันดับความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดโดยแบ่งตามกรอบเวลาและเกณฑ์การวัดที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำระดับโลกสามารถบริหารจัดการวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันควบคู่ไปกับการวางแผนในระยะยาวได้ โดยอันดับความเสี่ยงที่สำคัญมีดังนี้:

10 อันดับความเสี่ยงที่คาดว่าจะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์โลกในปี 2026 (Current Global Risks)

การจัดอันดับนี้พิจารณาจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญว่าความเสี่ยงใดมีแนวโน้มสูงสุดที่จะสร้างวิกฤตการณ์ที่รุนแรงต่อโลกในปี 2026:

  • การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic confrontation) (18%)
  • ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ (State-based armed conflict) (14%)
  • เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme weather events) (8%)
  • ความแตกแยกทางสังคม (Societal polarization) (7%)
  • ข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จ (Misinformation and disinformation) (7%)
  • ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Economic downturn) (5%)
  • การกัดกร่อนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางแพ่ง (Erosion of human rights and/or of civic freedoms) (4%)
  • ผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Adverse outcomes of AI technologies) (4%)
  • ความไม่มั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber insecurity) (3%)
  • ความเหลื่อมล้ำ (Inequality) (3%)

10 อันดับความเสี่ยงตามระดับความรุนแรงในระยะสั้น (2 ปี)

ในกรอบเวลา 2 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงในกลุ่ม ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ขยับขึ้นมาเป็นความกังวลหลัก:

  • การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic confrontation)
  • ข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จ (Misinformation and disinformation)
  • ความแตกแยกทางสังคม (Societal polarization)
  • เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme weather events)
  • ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ (State-based armed conflict)
  • ความไม่มั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber insecurity)
  • ความเหลื่อมล้ำ (Inequality)
  • การกัดกร่อนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางแพ่ง (Erosion of human rights and/or of civic freedoms)
  • มลพิษ (Pollution)
  • การย้ายถิ่นฐานหรือการพลัดถิ่นโดยไม่สมัครใจ (Involuntary migration or displacement)

10 อันดับความเสี่ยงตามระดับความรุนแรงในระยะยาว (10 ปี)

เมื่อมองออกไปในระยะ 10 ปี ความเสี่ยงด้าน สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี กลับมาเป็นประเด็นที่มีความรุนแรงสูงสุด โดยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมครองอันดับในท็อป 10 ถึง 5 ลำดับ:

  • เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme weather events)
  • การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ (Biodiversity loss and ecosystem collapse)
  • การเปลี่ยนแปลงอย่างวิกฤตต่อระบบต่างๆ ของโลก (Critical change to Earth systems)
  • ข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จ (Misinformation and disinformation)
  • ผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Adverse outcomes of AI technologies)
  • การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resource shortages)
  • ความเหลื่อมล้ำ (Inequality)
  • ความไม่มั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber insecurity)
  • ความแตกแยกทางสังคม (Societal polarization)
  • มลพิษ (Pollution)

ที่มา: Global Risks Report 2026 World Economic Forum

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...