โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“วันวิชิต” ชี้คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นวาทกรรมบวก–ลบ ยัน กองทัพเป็นด่านหน้าแก้ปัญหา

THE ROOM 44 CHANNEL

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 04.22 น.

“วันวิชิต” ยัน ปะทะ ชายแดนไทย-กัมพูชา รอบแรก รบ.ไม่ไฟเขียวให้กองทัพ เข้าโจมตีทางปอยเปต ชี้คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นวาทกรรมบวก–ลบ ยัน กองทัพเป็นด่านหน้าแก้ปัญหา ลั่น ทหารต้องอยู่ใต้การกำกับฝ่ายการเมืองในบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป รับ ห่วงนโยบายรับสมัครทหารเกณฑ์

วันที่ 28 ม.ค. 69 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสวนาหัวข้อ คำถามที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม ” ว่า ตนคิดว่าเป็นคำที่สร้างวาทกรรมหรือเป็นที่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามในแง่บวกและลบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าบางเรื่องทหารก็ถูกสังคมตรวจสอบ ตนเป็นพลเรือนเป็นนักวิชาการและรับตำแหน่งบทบาททางการเมือง

ซึ่งทหารมีไว้ทำไมนั้นตนมองว่าก่อนที่จะมีความรักชาติมาก่อน ดังนั้นอาชีพกองทัพเกิดขึ้นพร้อมๆกับความรักชาติที่มีมานานแล้ว แต่ในรูปแบบของทหารประจำที่พี่มีเงินเดือนนั้นความสัมพันธ์ยึดโยงกับเสาหลักของชาติ คือยึดโยงสถาบันหลักชาติ ยังไม่มีอุดมการณ์ในแง่ของการพิทักษ์รักษาอธิปไตย เป็นเรื่องที่สถาบันกองทัพผูกโยงติดกับสถาบันหลักของขาติ คือสถาบันพระมหากษัตริย์ดังนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ก็ผูกตรงนี้มาเป็น 100 ปี

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า ทุกคนเคยได้ยินคำว่า เลี้ยงทหาร 1,000 วันเพียงใช้งานแค่วันเดียว และถ้าเรามีการเตรียมความพร้อมในการอยู่ภาคสนาม การปฏิบัติจริง ศึกสงคราม รวมถึงในเรื่องของภัยพิบัติต่างๆ กองทัพเป็นหน่วยงานแรกที่ไม่ต้องรอสังคมหรือรัฐบาลสั่ง รวมถึงเรื่องของน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ ในหลายพื้นที่ที่คนตั้งคำถามว่ารัฐบาลอยู่ไหนแต่ทหารได้ทำไปแล้ว

อย่างไรก็ตามในยามศึกและสงบเราทำ ตนได้เห็นอย่างปัญหาชายแดนไทย มาเลเซีย ที่ผ่านมากว่าจะนิ่งกว่าจะสงบการวางกำแพงรั้ว 110 กิโลเมตรตรงชายแดนที่ไทยและมาเลเซียร่วมกันสร้างใช้เวลา 40 กว่าปี กว่าจะคุยกันรู้เรื่องและกว่าจะคืนพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาใครเป็นคนมาพูดมาจัดการสะสางปัญหานั้น กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแค่ห้วงหนึ่งเท่านั้นแต่คนที่พูดอย่างต่อเนื่อง ทำงานอย่างต่อเนื่องหรือการเจรจาทางลับต่างๆคือกองทัพ

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า คำว่าทหารมีไว้ทำไมในแง่หนึ่งคนก็บอกว่าทหารไปยุ่งกับการเมือง ซึ่งทหารก็มองว่าตัวเองไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารประเทศในช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งทหารเข้ามายึดอำนาจทำรัฐประหารเพื่อยุติความขัดแย้งหรือเป็นการชิงอำนาจของคนชั้นนำ แต่ในห้วงบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปเขาต้องขีดเส้นว่า วันหนึ่งทหารต้องอยู่ในที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่น้อมรับคำบังคับบัญชาหรือนโยบายของฝ่ายการเมืองโดยที่ปฏิเสธไม่ได้เพราะคำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือศักดิ์สิทธิ์

“ย้อนไปสถานการณ์ไทยกัมพูชารอบแรกที่หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่ไปโจมตีฝั่งปอยเปรต ขยายแนวร่วม ซึ่งเราไม่ต้องการขยายแต่ต้องการจำกัดวงการปะทะ และตอนนั้นฝ่ายการเมืองไม่ได้ไฟเขียวให้กองทัพปฎิบัติหน้าที่แถวจังหวัดสระแก้ว ยืนยันว่าทหารพร้อมและใจเต็มร้อย แต่เราต้องจำกัดวงของการปะทะ เพราะหากเรารุกก่อนจะทำให้พื้นที่ในระดับสายตาการประทะไม่มีปากเขา ไม่มีบังเกอร์กำบังธรรมชาติ ทำให้ประชาชนจะได้รับอันตราย เพราะเขมรยิ่งมั่ว ”ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีรวมถึงกองทัพสามารถทำงานร่วมกันได้ เพียงแต่ว่าคนอยู่วงนอกอาจไม่รู้ ส่วนเรื่องของนโยบายทางการเมืองต่างๆที่จะเปิดให้มีทหารระบบสมัครใจ ได้เงินเดือนสูงขึ้นมีสวัสดิการที่ดีขึ้น แต่ระบบเดิมยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่นั้น ตนเห็นว่ากองทัพเข้ามาช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยในแต่ละกองร้อยหรือหน่วยทหารทั่วประเทศ พลทหารที่จับใบแดงเข้ามาหรือสมัครเป็นคนส่วนมากร้อยละ 90 คือเป็นบุคคลที่ตกออกระบบการศึกษาภาคบังคับ หลายๆกองร้อยตรวจสุขภาพเจอปัสสาวะม่วง สิ่งหนึ่งที่เราเป็นห่วงคือถ้าคนสมัครแล้วแน่นอนว่าค่าตอบแทนสูงขึ้นแต่คนที่ไม่สามารถเข้ามาด้วยระบบที่เราต้องการพัฒนาขีดความสามารถ อาทิ อ่านหนังสือไม่ เขียนไม่ได้ อยู่ในพื้นที่อโคจร เราพยายามจะดึงจุดนั้นขึ้นมา โทษกองทัพไม่ได้เพราะเป็นในเรื่องของโครงสร้างของสังคม กองทัพเข้ามารับรู้ต่างๆว่าอะไรที่ไม่ดีก็ค่อยสกัดออกไป ดังนั้นในห้วงเวลาที่ผ่านมาตนได้เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม และขนาดเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ระบบการศึกษาจะทำให้คนตื่นรู้มากขึ้น

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...