เปิดสูตรอำนาจกองทัพ ตท.26 เบ็ดเสร็จ จัดทัพรับ ศึกนอกศึกใน ส่ง 'ปูด้วง' นั่งปลัด กห. ดัน 'บิ๊กโอ๋' คุม ทร. จับตา 'ใหญ่ อมฤต'
รายงานพิเศษ
เปิดสูตรอำนาจกองทัพ
ตท.26 เบ็ดเสร็จ
จัดทัพรับ ศึกนอกศึกใน
ส่ง ‘ปูด้วง’ นั่งปลัด กห.
ดัน ‘บิ๊กโอ๋’ คุม ทร.
จับตา ‘ใหญ่ อมฤต’
กองทัพไทยยุคปัจจุบัน แม้ผู้บัญชาการเหล่าทัพส่วนใหญ่เป็นเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 24 ถึง 3 คน คือ
บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ บิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร.
แต่ว่าอำนาจในกองทัพถูกจับตามองว่าได้เปลี่ยนผ่านจากเตรียมทหารรุ่น 24 สู่เตรียมทหารรุ่น 26 แล้ว ตั้งแต่ บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ตั้งแต่ตุลาคม 2567
โดยเป็น ผบ.ทบ.ที่มาแบบฟาสต์แทร็ก จาก ผบ.พล.ร.11 สู่ รองแม่ทัพภาค 1 และได้ไปฝึกหลักสูตรทหารคอแดง แล้วขึ้น แม่ทัพภาค 1 เลย ขึ้น เสธ.ทบ. และ ผบ.ทบ. ภายใต้การสนับสนุนของ บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ในเวลานั้น และประกอบกับที่ พล.อ.พนาถือเป็นสายเลือดทหารแห่งความจงรักภักดีมาตั้งแต่บิดา พล.อ.ปรีชา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้เคยเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
เมื่อขึ้นมาเป็น ผบ. ทบ. พล.อ.พนาซึ่งเป็นคนรักเพื่อน ก็จึงดึงเพื่อนร่วมรุ่นให้เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญและผู้บังคับหน่วยต่างๆ ตามธรรมเนียม เพราะหาก ผบ.ทบ.เป็นรุ่นใดก็มักจะไว้วางใจดึงเพื่อนมาช่วยงานในตำแหน่งสำคัญ
จนกลายเป็นยุคทองของเตรียมทหารรุ่น 26 ใน ทบ.
กล่าวคือระดับแม่ทัพภาคคุมกำลังมีทั้ง แม่ทัพเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 แม่ทัพกุ้ง พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาค 3 และ แม่ทัพยูร พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 และ พล.ท.อดุลย์ จันทร์มา ผบ.นสศ. หรือแม่ทัพภาค 5 ก็ล้วนเป็น ตท. 26 เพื่อน พล.อ.พนา
ถือว่า ตท.26 คุมอำนาจ ทบ.เกือบเบ็ดเสร็จ
คงมีเพียงเก้าอี้แม่ทัพภาค 1 ซึ่งเป็นเงื่อนไขพิเศษ เพราะเป็นตำแหน่งที่ต้องเป็นทหารคอแดง จึงไม่ใช่ ตท.26
เป็นที่รู้กันว่า แม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แกนนำ ตท.28 ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 1 เพราะต้องเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 และเป็นกองทัพภาคเดียวของกองทัพบกที่ยังคงต้องเป็น “ทหารคอแดง” หลังมีการปรับโครงสร้างหน่วยของ ฉก.ทม.รอ.904 ยุคใหม่ ตั้งแต่พฤศจิกายน 2567 ที่แม้ ผบ.ทบ.ไม่ต้องมาจากทหารคอแดง และกลับมาเป็นทหารคอเขียวเช่นเดิมแล้วก็ตาม
แต่ก็ไม่ได้สะเทือนต่อภาพรวมอำนาจของ พล.อ.พนามากนัก ด้วยเหตุที่มีอายุราชการถึงตุลาคม 2570 จึงทำให้ พล.อ.พนาเป็น ผบ.ทบ.ที่มีเพาเวอร์เพราะนั่งเก้าอี้ยาวถึง 3 ปี โดยตอนนี้นั่งเป็นปีที่ 2
และบังเอิญเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ พล.อ.พนาได้รับคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้น จากการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา
ส่งผลให้ประชาชนรักและศรัทธาทหาร จนเชื่อกันว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งร่วมกับกองกองทัพในการสู้รบกับกัมพูชา ได้ชัยชนะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอย่างท่วมท้นด้วย
จึงยิ่งทำให้ พล.อ.พนามีอำนาจและมีความกล้าที่จะตัดสินใจต่างๆ มากขึ้น
โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 เป็นทีมเวิร์กอยู่ใกล้ตัว เพราะในระดับ 5 เสือกองทัพบก ก็เป็น ตท.26 เกือบทั้งหมด ทั้ง บิ๊กรุ่ง พล.อ.ชิษณุพงศ์ รอดสิริ รอง ผบ. ทบ. บิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ที่เติบโตมาจาก ผบ.หน่วยรบพิเศษ เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. และ เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และยังเป็นเลขาธิการ กอ.รมน.อีกด้วย
คงมีเพียงอดีตแม่ทัพภาค 1 บิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.เท่านั้น ที่เป็นรุ่นน้องเตรียมทหาร 27 และถือเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ในตุลาคม 2570 และกำลังถูกจับตามองว่าต้องวัดพลังกับเตรียมทหารรุ่น 26
อย่างไรก็ตาม เป็นที่จับตามองว่า พล.อ.พนาได้วางตัว พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เพื่อนรัก ตท.26 จากสายรบพิเศษ ให้เป็น ผบ.ทบ.ต่อจากตนเอง เมื่อเกษียณตุลาคม 2570
จึงเกิดกระแสข่าวลือว่าในการโยกย้ายเดือนกันยายน 2569 นี้ พล.อ.อมฤตอาจจะถูกย้ายไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ต่อจาก พล.อ.ธราพงษ์ ที่จะเกษียณตุลาคม 2569 นี้ ที่เติบโตมาจาก พล.ร.2 รอ.เช่นกัน
แต่เป็นที่รู้กันว่า พล.อ.อมฤตก็เป็นน้องรักของ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี อดีต ผบ.ทบ. แม้จะไม่มาเกี่ยวข้องกับ ทบ.แล้วก็ตาม จึงทำให้มีการรอดูว่า พล.อ.อมฤตจะถูกขยับออกจากกองทัพบกหรือไม่ และเมื่อใด
แต่ พล.อ.อมฤตมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 จึงอาจจะมีคนมาคั่น โดยมีกระแสข่าวจากเตรียมทหารรุ่น 26 ว่าได้มีการพิจารณาวางตัวให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ข้ามจาก เสธ.ทบ. ไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมในการโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้ เพราะจาก 5 เสือกองทัพบกสามารถข้ามไปเป็นปลัดกลาโหมได้ เพราะได้เคยมีธรรมเนียมในยุคหลังมาแล้วหลายคน ที่พลเอกจาก ทบ. สามารถขึ้นจากตำแหน่งที่เป็นพลเอกธรรมดา ไม่ต้องเป็นพลเอกพิเศษ หรืออัตราจอมพลเดิมได้
ขณะที่หากเป็นคนในกระทรวงกลาโหม การที่จะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมได้ จะต้องมาจากรองปลัดกระทรวงกลาโหมครองอัตราพลเอกพิเศษเสียก่อน
โดยเริ่มมาตั้งแต่ บิ๊กเล็ก พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน จากผู้ช่วย ผบ.ทบ. ข้ามไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา บิ๊กเข้ พล.อ.เทพพงษ์ ทิพยจันทร์ ส่วน บิ๊กหน่อย พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ จากเสธ.ทบ. ข้ามไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม
ส่วน พล.อ.ธราพงษ์ถูกส่งข้ามจากผู้ช่วย ผบ.ทบ. ไปเป็นรองปลัดกลาโหมก่อน 1 ปี แล้วขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมได้ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม
ดังนั้น จึงเป็นที่จับตามองว่ากระแสข่าวที่ว่าจะส่ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ข้ามมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมเลยในโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้เป็นจริงหรือไม่
เพราะสำหรับ พล.อ.ชัยพฤกษ์แล้วถือเป็นนายทหารที่มีความสามารถและมีบทบาทโดดเด่น โดยเฉพาะในห้วงการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ผ่านมา อีกทั้งเติบโตมาในสายยุทธการ จนเคยเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก ขึ้นรองเสนาธิการทหาร และเป็นเสนาธิการทหารบก
แต่ด้วยมีอายุราชการถึงตุลาคม 2570 เกษียณพร้อมกับ พล.อ.พนา จึงทำให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ไม่ได้เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. เพราะหากอยู่กองทัพบกต่อไปก็อาจต้องวน ขยับขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ. เพื่อครองอัตราพลเอกพิเศษก่อนเกษียณ
แต่หากข้ามไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อแยกกันเติบโต เพราะมีเพื่อน ตท.26 ที่จะขึ้นรอง ผบ.ทบ. เช่น บิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ที่จะขยับขึ้น ผช.ผบ.ทบ. ขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ.เพื่อครองอาวุโสอัตราพลเอกพิเศษ เตรียมจ่อขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.พนาในตุลาคม 2570
อีกทั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์หากไปเป็นปลัดกลาโหม ก็จะสามารถบูรณาการทำงานในภาพรวมกับกองทัพได้เป็นอย่างดี เพราะเพื่อนร่วมรุ่นกับผู้บัญชาการเหล่าทัพส่วนใหญ่ก็เป็นเตรียมทหาร 26
อีกทั้งในส่วนของสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม มีบทบาทในเรื่องการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้รับผิดชอบในเรื่องการสร้างรั้วชายแดน 798 กิโลเมตร ตามมติของสภากลาโหมเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
ดังนั้น จึงเหมาะสมหากให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ข้ามมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมและสานต่อการแก้ปัญหากัมพูชา ร่วมกับเหล่าทัพ
นอกจากนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ยังมีความสนิทสนมจากการทำงานร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่อาจจะควบเก้าอี้กลาโหมในรัฐบาลใหม่ ก็จะสามารถทำงานด้วยกันเป็นอย่างดีแบบที่เรียกว่าเข้าขากัน
ที่น่าจับตามองมากกว่านั้นคือ ในการโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้ จะมีการดัน พล.อ.อมฤตข้ามมาพร้อมกันกับ พล.อ.ชัยพฤกษ์เลยหรือไม่
โดยให้มาเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อต่อคิวรอเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ในตุลาคม 2570
แต่หากพลังภายในของ พล.อ.อมฤตยังคงแข็งแกร่งก็อาจจะได้อยู่กองทัพบกต่อไป แต่จะนั่งในตำแหน่งใดก็ต้องรอดู เพราะคาดว่า พล.อ.พนาจะดัน พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์เพื่อนร่วมรุ่น ขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ. ครองอาวุโสอัตราพลเอกพิเศษ เพื่อจ่อคิวขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ต่อจากตนเอง เมื่อเกษียณตุลาคม 2570
ส่วนเก้าอี้เสนาธิการทหารบกนั้น หาก พล.อ.พนาส่ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ไปเป็นปลัดกลาโหม ก็คาดว่าจะดึง เจ้ากรมโอ๋ พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก เพื่อน ตท.26 มาแทนจึงต้องรอดูว่าโยกย้ายเมษายนนี้ จะขยับ พล.ท.ธีรนันท์ขึ้นเป็นรองเสนาธิการทหารบก หรือเป็นพลเอกในตำแหน่งใดก่อนหรือไม่ เพื่อเตรียมขยับมาเป็นเสธ.ทบ. คู่ใจ พล.อ.พนา ในโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้
หรืออาจขยับจากเจ้ากรมข่าวทหารบกขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบกเลย ในการโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้
นอกจากนั้นนี้ยังมี บิ๊กเอก พล.อ.อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ ผบ.ทบ.เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 อีกคนที่มีบทบาทสำคัญอยู่เคียงข้าง พล.อ.พนามาตลอด ที่อาจจะได้ขึ้นเป็นเสธ.ทบ. หรือ ผช.ผบ.ทบ. โดยมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571
ขณะที่ในระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เตรียมทหารรุ่น 26 มี บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา เป็น ผบ.ทอ. และจะยาวถึงตุลาคม 2571 และจะกลายเป็น ตท.รุ่น 26 ที่เป็นข้อต่อของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตท.รุ่น 26 หลังจาก พล.อ.พนาเกษียณราชการในปีตุลาคม 2570 แล้ว
และหากเป็นไปตามการวางตัวของ ตท.รุ่น 26 ในเวลานั้นจะมี พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์เป็นผู้บัญชาการทหารบก
ที่น่าจับตาคือในการโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้จะมีการเปลี่ยนตัว ผบ.ทร.คนใหม่ ซึ่งคาดว่าบิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) แกนนำเตรียมทหาร 26 ในกองทัพเรือ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 แคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทร. มีโอกาสที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทร.คนใหม่ หลังจากที่ไปฝึกหลักสูตรนายทหารราชองครักษ์ (นรอ.) แล้ว
แม้ว่าการเป็น นรอ.แล้วหรือไม่จะไม่ได้มีผลโดยตรงในการขึ้นเป็น ผบ.ทร. เพราะในอดีตแคนดิเดตหลายคนก็ไม่ได้เป็น นรอ.ก่อน แต่ก็เป็น ผบ.ทร.ได้ แล้วจากนั้นค่อยไปฝึกหลักสูตร นรอ.นี้มาหลายคนแล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นความได้เปรียบของ พล.ร.อ.กรวิทย์ ในรูปแบบของสังคมไทยที่ได้เป็น นรอ.ไว้ก่อน
ขณะที่ พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ.ทร. ซึ่งก็เป็นเตรียมทหาร 26 นั้นมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 จึงคาดว่าอาจจะได้จ่อคิวรอเป็น ผบ.ทร.ต่อในปีสุดท้าย ก่อนเกษียณ ต่อจาก พล.ร.อ.กรวิชย์ เป็น ผบ.ทร.คนละ 1 ปี
ดังนั้น ในปี 2569-2570 ก็จะเป็นยุคของเตรียมทหารรุ่น 26 หากเป็นไปตามที่ได้วางตัวไว้คือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.พนา ยังเป็น ผบ.ทบ.อยู่ พล.ร.อ.กรวิทย์ เป็น ผบ.ทร. และมี พล.อ.อ.เสกสรร เป็น ผบ.ทอ.อยู่
และคาดการณ์ว่า เมื่อ พล.อ.อุกฤษฎ์เกษียณราชการตุลาคม 2570 บิ๊กจุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร แกนนำเตรียมทหารรุ่น 26 แห่งทัพไทยอาจจะได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนต่อไป อันจะทำให้เตรียมทหารรุ่น 26 สยายปีกคุมอำนาจครบทุกเหล่าทัพ ถือเป็นยุคทองของเตรียมฐานรุ่น 26 อย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่มีความแน่นอน ทั้งสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาที่คาดว่าจะยังคงต่อเนื่องยาวนานไปอีกหลายปี และทำให้คนเป็น ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะ ผบ.ทบ. ที่จะคงบทบาทสำคัญในการรับผิดชอบชาติบ้านเมือง
รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคสีน้ำเงิน ที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของขั้วอนุรักษนิยมจะได้รับคะแนนนิยมเลือกตั้งขึ้นมาเกือบ 200 เสียง แต่ความแรงของพรรคประชาชนก็ยังไม่อาจวางใจ โดยที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องเดินเกมให้ชนะเลือกตั้ง โดยมีกองทัพเป็นกองหลัง สนับสนุน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เป็นเนื้อเดียวกัน”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดสูตรอำนาจกองทัพ ตท.26 เบ็ดเสร็จ จัดทัพรับ ศึกนอกศึกใน ส่ง ‘ปูด้วง’ นั่งปลัด กห. ดัน ‘บิ๊กโอ๋’ คุม ทร. จับตา ‘ใหญ่ อมฤต’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly