ไทยนำเข้าพลังงานผ่านฮอร์มุซถึง 1 ใน 3 TDRI ชี้ หากยืดเยื้อน้ำมันสำรอง 60 วัน อาจไม่เพียงพอ
วิกฤตฮอร์มุซปิดตาย บททดสอบความมั่นคงพลังงานไทย 1 ใน 3 ที่ต้องหายไป ไทยมีน้ำมันสำรอง 60 วัน แต่หากยืดเยื้อนาน 2 เดือนอาจไม่พอ เจาะข้อเสนอ TDRI ชี้ทางรอดด้วยคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์และพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความไม่แน่นอนของโลกส่งผลกระทบต่อพลังงานไทย…
หากย้อนกลับไปในช่วงความตึงเครียดครั้งก่อนๆ ที่อิหร่านเคยมีการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน หรือการซ้อมรบขู่ปิดน่านน้ำ เราต่างเห็นบทเรียนแล้วว่า แรงกระเพื่อมจากตะวันออกกลางส่งตรงถึงราคาน้ำมันที่ไทยรวดเร็วแค่ไหน แต่ครั้งนี้เมื่อ "ช่องแคบฮอร์มุซ" จะถูกสั่งปิดลงจริงๆ เส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันและก๊าซ LNG มาเลี้ยงประเทศไทยถึง 1 ใน 3 จึงถูกตัดขาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในระยะสั้น
“เรายังมีน้ำมันสำรองใช้ได้ประมาณ 61 วัน… แต่ หากสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อเกินกว่า 2 เดือน พลังงานสำรองที่มีอยู่ก็อาจไม่เพียงพอ”
เมื่อช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิด: วิกฤตพลังงานไทย เราจะผ่านพ้นไปได้อย่างไร?
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ถึงกรณีที่ ณ ขณะนั้น รัฐสภาอิหร่านอนุมัติร่างมาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ว่า ช่องแคบดังกล่าวถือเป็นเส้นทางหลังในการขนส่งพลังงานโลกทั้งน้ำมันและก๊าซ คิดเป็นสัดส่วน 30 % จากพลังงานทั้งหมด
“โดย 1 ใน 3 ของพลังงานที่ใช้ในประเทศไทยมาจากการขนส่งช่องแคบฮอร์มุซ โดย มีการนำเข้านำมัน 85% จากตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด และ นำเข้าก๊าซ LNG สำหรับภาคผลิตไฟฟ้า ทั้งหมด 40% ซึ่งใน 30% จากทั้งหมดนี้นำเข้าทางช่องแคบที่จะได้รับผลกระทบ”
ซึ่งในขณะนี้แม้รัฐสภาอิหร่านจะลงมติแล้ว แต่ยังจะต้องส่งให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และผู้นำสูงสุดของอิหร่านอนุมัติเสียก่อนจึงจะมีผลใช้บังคับ อย่างไรก็ตามหากสุดท้ายมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง แน่นอนว่าจะต้องส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งราคาดีดไปที่ 77-80 เหรียญต่อบาเรลแล้ว และอาจทะลุ 100 เหรียญต่อบาเรลหากมีการปิดช่องแคบจริง แต่มีการประเมินกันว่าสถานการณ์อาจจะไม่ยืดเยื้อ เพราะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก จากการขนส่งสินค้าทางเรือด้วย ซึ่งสุดท้ายสหรัฐอเมริกาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน
ชี้ ไทยมีน้ำมันสำรองใช้ 60 วัน
สำหรับความสามารถในการรับมือของประเทศไทยในความเสี่ยงทางพลังงานนั้น ดร.อารีพร กล่าวว่า ในมิติของน้ำมันค่อนข้างที่จะกระทบหนัก แต่ประเทศไทยมีเครื่องมือ 3 ประเภทที่จะสามารถใช้แก้ปัญหาได้ คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. ที่ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเข้ามาอุดหนุนให้ราคาน้ำมันในประเทศให้ไม่พุ่งสูงมากนัก
ซึ่งสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ถือว่าเป็นการใช้เงินจากมาตรการกองทุนน้ำมันอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันเมื่อเกิดวิกฤต อีกเครื่องมือหนึ่ง การที่ไทยน้ำมันสำรองในประเทศซึ่งสามารถใช้ได้ 60 วัน อาจจะใช้น้ำมันสำรองตรงนี้เข้ามาช่วยได้
หากข้อขัดแย้งนี้ไม่ได้ยืดเยื้อนาน การใช้น้ำมันสํารองจะสามารถเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาได้ และมาตรการสุดท้าย คือ การใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วย หากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น กบน.อาจจะต้องขอความร่วมมือจากกระทรวงการคลังในการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง โดยทั้ง 3 มาตรการนี้ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น
แนะหนุนพลังงานสะอาดในประเทศลดพึ่งพาก๊าซ LNG
ขณะที่ผลกระทบในมิติก๊าซธรรมชาติ ดร.อารีพร มองว่า ไทยนำเข้าก๊าซ LNG จากตะวันออกกลางค่อนข้างมาก ในระยะยาวเห็นว่าการ LNG นั้นเป็นพลังงานไม่ได้สนับสนุนเสถียรภาพทางราคา เราควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างทางเลือกพลังงานที่ยั่งยืนทั้งด้านราคาและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้พลังงานสะอาดอาจจะยังไม่ตอบโจทย์เรื่องเสถียรภาพของไฟฟ้า เพราะมีความไม่แน่นอน สิ่งที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปคือการลงทุนกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน ระบบสมาร์ทกริด หรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และการตอบสนองระบบความต้องการการใช้ไฟฟ้า ซึ่ง 3 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาควรเร่งลงทุนเพื่อให้ไทยมีเสถียรภาพพลังงานในประเทศมากขึ้น
แบกต้นทุนค่าไฟมากขึ้น จากนโยบายการตรึงค่าไฟ
ดร.อารีพร ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าว่า ราคาค่าไฟไม่มีเครื่องมืออื่นเช่นเดียวกับราคาน้ำมัน หากต้นทุนสูงขึ้นค่าไฟฟ้าจะต้องแพงขึ้น แต่ปัจจุบันรัฐบาลประกาศตรึงราคาค่าไฟในปีนี้ไม่เกิน 3.98 บาทต่อหน่วย ดังนั้นหากตรึงราคาต่อไป จะต้องมีผู้แบกรับภาระนี้ซึ่งก็คือปตท.ที่ต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิง หรือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่จะต้องแบกรับหนี้ จากการตรึงราคาค่าไฟ แต่สุดท้ายภาระต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน เพราะภาครัฐจะต้องมีการชดเชยในภายหลังอยู่ดี หากไม่มีการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟเพื่อให้ปัญหาราคาค่าไฟได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน
ดังนั้นหวังว่าเหตุการณ์นี้จะให้รัฐบาลฉุกคิดให้ได้ว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับโครงสร้างราคาค่าไฟมากกว่าการตรึงราคาค่าไฟเพียงชั่วคราวเท่านั้น
ดร.อารีพร มีข้อเสนอต่อภาคนโยบายว่า เหตุวิกฤตทางพลังงานที่เกิดขึ้นทำให้เห็นถึงความสำคัญของสมดุลพลังงาน 3 ด้าน คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ภาครัฐต้องคำนึงอย่างจริงจังในการหาทางเลือกอื่นเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงนอกเหนือจากกองทุนน้ำมัน และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยพยุงราคาน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ที่เหมาะสม อย่างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) ที่จะสามารถรองรับความเสี่ยงจากวิกฤตได้ยาวนานขึ้น
“ขอเสนอให้ภาครัฐมีการวางแผนในระยะยาว เพราะปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตต่าง ๆ เริ่มเกิดขึ้นบ่อย นอกจากความสงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว ที่ผ่านมายังเกิดเหตุไฟดับที่ยุโรป ซึ่งเป็นปัจจัยที่มาจากปัญหาสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ดังนั้นภาครัฐควรวางแผนให้ไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้นานขึ้น มีความยืดหยุ่นมากกว่านี้”
ที่มา : tdri.or.th