โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามตะวันออกกลาง เขย่า “ส่งออกเกษตรไทย” ไทยจะคว้าโอกาสหรือเจอแรงกระแทก !?

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ในช่วงต้นปี 2569 ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลก และกระทบต่อการ “ส่งออกสินค้าเกษตรของไทย” ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในมิติของต้นทุนโลจิสติกส์ ราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และพฤติกรรมการนำเข้าสินค้าเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศคู่ค้าในตะวันออกกลาง

ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการขนส่งน้ำมันและสินค้าโลก ส่งผลให้ค่าระวางเรือ (Freight) และเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk Premium) พุ่งสูงขึ้นในช่วง 50–140% สายการเดินเรือหลายแห่งจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งไปตะวันออกกลางและยุโรปยาวขึ้นอีก 10–14 วัน สถานการณ์ดังกล่าวกระทบโดยตรงต่อสินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่าย เช่น ผักและผลไม้สด ซึ่งต้องอาศัยความรวดเร็วและความต่อเนื่องของห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) เมื่อเวลาขนส่งยาวนานขึ้น ต้นทุนการจัดเก็บและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของอุปทานพลังงาน ส่งผลให้ “ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรไทย” ขยับขึ้นทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่าน้ำมันเครื่องจักรกลการเกษตร ค่าขนส่งภายในประเทศ และค่าไฟฟ้าในการแปรรูปสินค้า ภาคส่งออกจึงเผชิญแรงกดดันสองด้าน คือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และ ความจำเป็นต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดของไทยในระยะยาว โดยเฉพาะในสินค้าที่มีการแข่งขันสูงอย่างข้าว ยางพารา และผลิตภัณฑ์แปรรูป

อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงด้านลบ แต่ยังเปิด “โอกาสในภาวะความไม่แน่นอน” โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป ความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้หลายประเทศเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อสำรองสต๊อก เช่นข้าว ผลไม้กระป๋อง และอาหารปรุงสำเร็จรูป ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพและภาพลักษณ์ด้านคุณภาพที่ดี โดยตลาดอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกลุ่มประเทศ GCC ยังคงมีคำสั่งซื้อสินค้าไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลกอย่าง Gulfood 2026 ที่ช่วยขยายเครือข่ายผู้นำเข้าและสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์สินค้าไทยในตลาดอ่าวอาหรับ

ในด้านความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง สินค้าส่งออกหลักของไทยไปอิหร่าน เช่น ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง มีความเสี่ยงสูง หากมีมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมหรือเกิดข้อจำกัดด้านระบบชำระเงินระหว่างประเทศ การชะลอตัวของการทำธุรกรรมทางการเงินอาจทำให้การส่งออกสะดุดทันที นักวิชาการบางส่วนประเมินว่าหากสงครามขยายวงกว้าง มูลค่าการส่งออกไทยไปตะวันออกกลางอาจเสียหายได้ตั้งแต่ 10,000–60,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาความขัดแย้งและความรุนแรงของมาตรการระหว่างประเทศ

เมื่อเจาะลึกในรายสินค้า“ข้าว” ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากสถานการณ์ดังกล่าว ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม 2569 ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 11% สาเหตุหลักมาจากการเร่งกักตุน (Stockpiling) ของประเทศผู้นำเข้าในตะวันออกกลางและแอฟริกา ที่กังวลความเสี่ยงการปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้อินเดียจะยกเลิกข้อจำกัดการส่งออกข้าวตั้งแต่ปลายปี 2568 แต่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วทำให้ราคายังทรงตัวในระดับสูง ไทยจึงได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อข้าวหอมมะลิและข้าวขาวคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยเริ่มปรับรูปแบบการขายเป็น FOB (Free on Board) เพื่อผลักภาระค่าระวางและค่าประกันภัยให้เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อ ลดความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวน คาดว่าราคาข้าวจะยังอยู่ในระดับสูงอย่างน้อยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากปัจจัยฤดูกาลรอมฎอนและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ส่วน “ยางพารา” เป็นอีกสินค้าที่มีแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน แต่แรงหนุนมาจากโครงสร้างต้นทุนพลังงานมากกว่าการกักตุนอาหาร ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นกว่า 10–13% ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์เพิ่มสูงขึ้น เมื่อยางสังเคราะห์มีราคาแพง ความต้องการยางธรรมชาติจึงเพิ่มขึ้นในฐานะสินค้าทดแทน ขณะเดียวกัน ประเทศผู้ผลิตหลักอย่างไทยและเวียดนามเข้าสู่ช่วง “ผลัดใบ” ทำให้ปริมาณยางออกสู่ตลาดลดลงตามฤดูกาล เมื่อรวมกับแรงเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้า จึงผลักดันให้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 มีโอกาสทะลุ 100 บาทต่อกิโลกรัม ภาพรวมตลาดโลกจึงมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น (Bullish) เนื่องจากความต้องการในอุตสาหกรรมยานยนต์ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณการผลิตทั่วโลกยังต่ำกว่าความต้องการราว 700,000 ตัน

มองได้ว่า ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ ในต้นปี 2569 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในลักษณะ “สองด้าน” ด้านลบคือ แรงกดดันจากต้นทุนโลจิสติกส์ ราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านการชำระเงินระหว่างประเทศ ส่วนด้านบวกคือโอกาสจากการเร่งกักตุนอาหารและการปรับตัวของตลาดโลกที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดขยับสูงขึ้น ทิศทางในระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสงคราม และความสามารถของผู้ส่งออกไทยในการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน สัญญาการค้า และการกระจายตลาด หากสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น ไทยอาจไม่เพียงประคองตัวผ่านวิกฤต แต่ยังใช้จังหวะนี้เสริมความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในตลาดโลกได้ในระยะยาว

***ภาพประกอบสร้างโดย AI

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...