โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชายไต้หวัน เสียชีวิต หลังรับสารตะกั่วทุกวัน จากการใช้แก้วเก็บอุณหภูมิใบเดิมมา 20 ปี

Khaosod

อัพเดต 21 ม.ค. เวลา 08.52 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. เวลา 08.52 น.

ชายไต้หวัน เสียชีวิต หลังรับสารตะกั่วทุกวัน จากการใช้แก้วเก็บอุณหภูมิใบเดิมมา 20 ปี แม้ภายในแก้วมีสนิมขึ้นเกรอะกรัง มีรอยปริแตกผุกร่อน

สื่อต่างประเทศรายงาน ชายชาวไต้หวันวัย 50 ปีเสียชีวิต หลังจากดื่มกาแฟร้อนจากกระติกหรือแก้วเก็บอุณหภูมิใบเดิมมานานเกือบ 20 ปี

เรื่องราวเริ่มต้นจากชายคนดังกล่าว ได้ประสบอุบัติเหตุขับรถพุ่งชนร้านอาหาร ทั้งที่เจ้าตัวมีประสบการณ์การขับรถมานานกว่า 30 ปี โดยเจ้าตัวระบุว่า ขณะเกิดเหตุเขามีอาการมึนงง สับสน และจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลหลังเกิดอุบัติเหตุ แพทย์พบว่าแม้ชายคนดังกล่าวจะไม่มีบาดแผลภายนอก แต่กลับพบภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง รวมถึงไตที่เสื่อมสภาพ ทำงานผิดปกติ

ขณะที่ ETtoday รายงานว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไต ได้เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีนี้ในรายการโทรทัศน์ โดยอธิบายว่า สุขภาพของชายคนนี้ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ก่อนมีอาการเสื่อมถอยคล้ายกับภาวะสมองเสื่อม การรับรสอาหารของเขาได้เปลี่ยนไป และเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา หลังผ่านไป 1 ปี

อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ตรวจสอบพฤติกรรมการใช้ชีวิต พบสิ่งที่น่าตกใจคือ ชายคนนี้ใช้แก้วเก็บความอุณหภูมิใบเดิมมานานกว่า 20 ปี ทั้งที่สภาพภายในแก้วนั้นมีสนิมขึ้นเกรอะกรัง มีรอยแตกร้าวชั้นเคลือบภายใน วัสดุผุกร่อนเสียหายไปมาก

ทำให้สันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตอาจได้รับสารตะกั่วภายในแก้วที่ปนเปื้อนกับเครื่องดื่ม เมื่อดื่มเข้าไปทำให้ร่างกายได้รับสารพิษทีละนิด ๆ สะสมเป็นเวลานาน จนทำลายระบบประสาทและอวัยวะภายใน

อ้างอิง : mothership

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชายไต้หวัน เสียชีวิต หลังรับสารตะกั่วทุกวัน จากการใช้แก้วเก็บอุณหภูมิใบเดิมมา 20 ปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...