โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เกมยื้อ? คดีฮั้ว ส.ว. ส่อสะดุด หลัง กกต.-DSI ประสานข้อมูลไม่ลงตัว

The Bangkok Insight

อัพเดต 18 ก.พ. เวลา 10.25 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 10.22 น. • The Bangkok Insight

เกมยื้อ? คดีฮั้ว ส.ว. ส่อสะดุด หลัง กกต.-DSI ประสานข้อมูลไม่ลงตัว อัยการย้ำต้องรอผลชี้มูล "ความผิดมูลฐาน" ก่อนสั่งฟ้อง เตรียมสอบเพิ่ม 7 กลุ่มเครือข่าย พยานเพิ่ม 1,200 ปาก

วันนี้ (18 ก.พ.) จากกรณีที่สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 16 ม.ค.69 เรื่อง คืนสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. พร้อมคำสั่ง 5 ประเด็นให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาใหม่เพิ่มเติม ประกอบด้วย

1.ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนใหม่ โดยให้นำผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย (ส.ว.ตัวจริง 2 ราย และเครือข่ายพรรคการเมืองดัง 6 ราย) ที่สั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ สอบสวนเป็นสำนวนเดียวกันกับสมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดกลุ่มอื่นๆ อีก 7 กลุ่ม

2.ให้พนักงานสอบสวนนำพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาประกอบสำนวนการสอบสวนด้วย

3.ให้พนักงานสอบสวนนำเอกสารคำขอเปิดบัญชีธนาคาร เอกสารความเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคารของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ทั้งหมดมาประกอบสำนวนการสอบสวน

4.ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองต่ออัยการสูงสุด ฉบับลงวันที่ 22 ธ.ค.68 และตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค.68

5.ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปจนสิ้นกระแสความ กระทั่งเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. นำโดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสุริยน ประภาสะวัต อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1 สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวนได้ร่วมประชุมหารือกันเป็นครั้งแรก

โดยที่ประชุมมีมติเบื้องต้นว่าจะพิจารณาพฤติการณ์คน 7 กลุ่มตามคำแนะนำของอัยการคดีพิเศษ และนำหลักฐานของ กกต. มาประกอบการพิจารณาในสำนวน พร้อมกับเดินหน้าสอบปากคำพยานต่อเนื่อง และให้ความเป็นธรรมตามหนังสือคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาสำรอง และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน

แหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยว่า ตามเนื้อหาประเด็น 5 ข้อคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ ไม่ใช่เป็นการสอบสวนเพิ่มเติม แต่เป็นการตีกลับสำนวน โดยเฉพาะข้อสังเกตสำคัญที่ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำสำนวนโดยต้องรอจากทาง กกต. ซึ่งทำสำนวนคดีฮั้วเลือก ส.ว. ตามกฎหมายเลือกตั้งให้เรียบร้อยก่อน

อย่างไรก็ตาม สำนวนคดีฮั้วเลือก ส.ว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ก็ยังคงอยู่ในชั้นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งก็คาดว่าจะใช้เวลาพอสมควร อีกทั้งหากไปดูข้อสังเกตสำคัญที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้สั่งการกลับมายังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. จะเป็นการระบุถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นมูลฐานแห่งการดำเนินคดีนี้ พนักงานอัยการคดีพิเศษจึงต้องการให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอและอัยการสำนักงานการสอบสวน) นำความผิดของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดในสำนวนของ กกต. มาประกอบกับสำนวนคดีพิเศษนี้ด้วย

อย่างไรก็ต้องรอทาง กกต. ซึ่งค่อนข้างเป็นอุปสรรค ส่วนพนักงานอัยการคดีพิเศษยังมอบหมายให้ดีเอสไอไปดำเนินการสอบสวนปากคำพยานให้ครบทั้ง 1,200 ราย และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของเส้นทางการเงินของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้ทั้งหมด ซึ่งก็หมายความรวมถึงกลุ่มบุคคลที่ถูกดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 229 ราย ในสำนวนคดีของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ก่อนหน้านี้ด้วย ซึ่งปัญหาที่พบตอนนี้ คือ กกต.เองก็ไม่รับพยานหลักฐานจากดีเอสไอ และเมื่อดีเอสไอประสานขอหลักฐานจาก กกต. ก็ยังไม่ได้รับเช่นเดียวกัน

ส่วนกรณีที่ต้องมีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. ไปก่อนหน้านี้จำนวน 8 ราย ซึ่งมีทั้ง ส.ว.ตัวจริง 2 ราย และเครือข่ายพรรคการเมืองดัง 6 ราย ก็เพื่อเป็นการได้นำร่องสั่งฟ้องไปก่อนตามพยานหลักฐานที่ปรากฏชัดเจน เพราะเชื่อว่าหากต้องรอสั่งฟ้องให้ครบตามจำนวน ส.ว.ตัวจริง 138 ราย ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงในคดีฮั้วเลือก ส.ว. อาจเป็นการทำให้สำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. ต้องล่าช้าไปกว่า 3-5 ปีได้ จึงมองว่าการสั่งฟ้องไปก่อน 8 รายดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ทำได้มากที่สุดตามพยานหลักฐานในขณะนั้น

แหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยอีกว่า หากถามว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. มีกรอบระยะเวลาในการสอบสวนใหม่เพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษนานเท่าใดนั้น ต้องยอมรับตรงๆ ว่าหากต้องสอบสวนให้เป็นไปโดยละเอียด รอบคอบ และเที่ยงธรรม ให้ได้ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มันแทบจะไม่มีกรอบระยะเวลาเลย เพราะหากไปดูประเด็นคำสั่งข้อที่ 1 ของอัยการคดีพิเศษ ท่านได้ระบุมาเลยว่า ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนใหม่โดยให้นำผู้ต้องหาทั้ง 8 รายที่สั่งฟ้องไปนั้น ไปทำการสอบสวนเป็นสำนวนเดียวกันกับของสำนวนคดีฮั้ว ส.ว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งในสำนวนนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับสมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวน 7 กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น 1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฎิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย

ฉะนั้น ผลการพิจารณาของคดีฮั้วเลือก ส.ว. ตามกฎหมายเลือกตั้งของ กกต. โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.ชุดใหญ่) มีผลท้ายสุดอย่างไร ก็ค่อนข้างมีผลต่อคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. ในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 จะมีมติความเห็นทางคดีเหมือนกัน หรือแตกต่างกันอย่างไร แต่สุดท้ายผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการ กกต. จะถือเป็นที่สุด ซึ่งทางคณะกรรมการ กกต. จะใช้ดุลพินิจว่าจะเชื่อตามที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ดำเนินการสืบสวนสอบสวน หรือตามที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้กลั่นกรองสำนวน หรือจะมองเป็นอย่างอื่นก็ได้

ส่วนในกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าหากท้ายสุดแล้วในสำนวนคดีฮั้ว ส.ว. ตามกฎหมายเลือกตั้งที่ กกต. ดำเนินการ ไม่ได้มีการดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ตามที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีความเห็นไว้ จะมีผลต่อการทำสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. ของดีเอสไอหรือไม่ ว่าถ้าบุคคลไม่ถูกแจ้งข้อหาในคดีฮั้ว ส.ว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง แล้วจะต้องหมายรวมว่า บุคคลก็จะไม่ถูกแจ้งข้อหาอาญาเช่นเดียวกันนั้น ในเรื่องนี้ตามหลักการแล้วมันจะต้องเอาพยานหลักฐานมาดูประกอบกัน ไม่สามารถตอบได้ทันทีว่าสามารถทำได้หรือไม่ได้ เพราะมันต้องยันในส่วนข้อเท็จจริงให้ได้ก่อนว่ามีกระบวนการ คณะบุคคลทำการดังกล่าวตามที่ถูกดำเนินคดีจริงหรือไม่ ฉะนั้น แม้ กกต.ไม่ได้แจ้งดำเนินคดีบุคคลในสำนวนฮั้ว ส.ว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้สรุปความไปได้เลยว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. จะต้องไม่ดำเนินการตามไปด้วย เพราะอย่างไรแล้วเนื้อหาในทางคดีก็เป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้ในการพิสูจน์ และคณะทำงานก็ต่างมีข้อมูลหลักฐานของตนเองอยู่แล้ว กฎหมายเลือกตั้งก็ส่วนของ กกต. แต่กฎหมายคดีอาญา ก็เป็นส่วนของคณะพนักงานสอบสวนฯ” แหล่งข่าวระดับสูงระบุ

แหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยอีกว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. ได้มีความพยายามติดต่อประสานขอรับพยานหลักฐานและข้อมูลจากทาง กกต. อาทิ รายงานผลการชี้มูลว่าในสำนวนคดีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง กกต. ได้มีการชี้มูลบุคคลใดไปบ้างแล้ว (ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย) ทั้งในส่วนของ คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลางคณะที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งก็ทราบว่าในส่วนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ยังคงดำเนินการไม่แล้วเสร็จ แม้ว่าจะมีกรอบระยะเวลาเดิม 90 วัน และยังสามารถขยายเพิ่มเติมได้อีกก็ตาม จึงอาจทำให้ กกต. ยังไม่ส่งพยานหลักฐานและข้อมูลมาให้คณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. นำไปประกอบการพิจารณาตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษได้ อย่างไรก็ดี หากล่วงเลยเวลาพอสมควรแล้ว กกต. ยังไม่สามารถส่งข้อมูลให้กับคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ส.ว. ได้นั้น ทางคณะพนักงานสอบสวนฯ จะได้มีการสอบถามไปยังอัยการคดีพิเศษถึงอุปสรรคดังกล่าว ว่าต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่

นอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนฯ ก็ได้มีการเดินหน้าสอบปากคำพยานให้ครบ 1,200 รายตามที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้มีคำแนะนำ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทยอยสอบปากคำไปแล้วประมาณ 700 ปาก ส่วนหลังจากนี้จะได้มีการขยายผลครอบคลุมไปยังในส่วนของคณะบุคคล 7 กลุ่ม ที่อยู่ในสำนวนคดีฮั้ว ส.ว.ของ กกต. ตามคำสั่งของพนักงานอัยการคดีพิเศษต่อไป

อ่านเพิ่มเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...