โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB EIC ประเมิน 5 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง ต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย

BTimes

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC เปิดเผยบทวิเคราะห์ เศรษฐกิจโลกและไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง โดยประเมิน 5 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง ทั้งเศรษฐกิจโลก ตลาดน้ำมันโลก เศรษฐกิจไทย ธุรกิจไทย และนโยบาย โดยระบุว่า

1. ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง และแนวโน้มราคาน้ำมันโลก

สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลและอิหร่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. เริ่มลุกลามไปประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นเกิน 80 USD/bbl (+30% จากจุดต่ำสุดในเดือน ม.ค.) จากความเสี่ยงการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบสำคัญที่ใช้ขนส่งพลังงานกว่า 20% ของโลก SCB EIC ประเมินฉากทัศน์ราคาน้ำมันดิบโลกภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยพิจารณาความรุนแรงของเหตุการณ์ และระยะเวลาการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงาน ดังนี้

1. ความขัดแย้งยุติภายใน 2 สัปดาห์ (Quick De-escalation)

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ผ่านการเจรจาและมีแรงกดดันจากประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสำคัญจากอิหร่าน (เช่น จีน) ให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ การขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางนี้สะดุดแค่ชั่วคราวและกลับสู่ภาวะปกติได้ภายใน 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเป็นแค่ Geopolitical risk premium ระยะสั้น

2. การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัดนาน 2-6 สัปดาห์ (Extended Strait Disruption - กรณีฐาน)

อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วนในภูมิภาค สถานการณ์นี้มีความเป็นไปได้สูงขึ้นมาก หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอาจใช้เวลาราว 4 สัปดาห์ เพื่อทำลายศักยภาพทางทหารและกองกำลังทางเรือของอิหร่าน จึงมีความเสี่ยงในการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงนี้

3.ความขัดแย้งยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน (Prolonged war and Strait Disruption)

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพิ่มเติม
ในภูมิภาค การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านใช้เวลานานกว่าที่ประกาศไว้ เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและกระทบความปลอดภัยของการขนส่งพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นวงกว้าง

4. ความขัดแย้งลุกลามสู่สงครามภูมิภาค (Regional war - กรณี Worst) ความตึงเครียดลุกลามจากความขัดแย้งเฉพาะจุด (Localized conflict) ไปสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional war) ทำให้เกิดการหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์พลังงานทั้งภูมิภาค ระยะเวลาของสงครามไม่อาจคาดเดาได้ และอาจทำให้เกิด "Demand Destruction" ได้ ณ ระดับราคาน้ำมันดิบที่สูงถึง 100-110 USD/bbl

2. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง ผลกระทบสำคัญคือ

1. เงินเฟ้อโลกเร่งตัวจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น หากราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศเศรษฐกิจหลักสูงขึ้นราว 0.2 percentage points ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปรับขึ้นสู่ระดับ 75 USD/bbl เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 0.4 percentage points สำหรับกรณีที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเร่งตัวถึง 100 USD/bbl เงินเฟ้อโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 0.6-0.7 percentage points ผ่านช่องทางต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อครัวเรือนและเพิ่มต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ

2. เศรษฐกิจโลกแย่ลง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสามารถส่งผ่านผลกระทบมายังเศรษฐกิจโลกได้หลายช่องทาง เช่น ราคาพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น การค้าโลกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ลดลง และความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% จากกรณีฐานจะทำให้ GDP โลกลดลงประมาณ 0.1-0.3 percentage points ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ย 75 USD/bbl GDP โลกปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวลดลงราว 0.2-0.4 percentage points

นัยต่อนโยบายการเงินโลก ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจใช้ Wait-and-see approach มากขึ้น เพื่อประเมินระดับความรุนแรง ความยืดเยื้อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายชะลอออกไป จากความกังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะเร่งตัวตามราคาพลังงานโลก ซ้ำเติมผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีอยู่

3. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อปัจจัยราคาน้ำมันโลกสูง เพราะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net oil importer) ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสุทธิราว 8% ต่อ GDP (ข้อมูลเฉลี่ยปี 2022-2024) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในเอเชีย นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของไทยยังเป็นรองคู่แข่งในภูมิภาค เห็นได้จาก Energy intensity ของไทยที่สูงกว่าหลายประเทศ[1]

SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่

เงินเฟ้อและการบริโภคภาคเอกชน

ราคาพลังงานโลกที่เร่งตัวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินเฟ้อไทย ผ่านราคาสินค้าพลังงาน (Energy CPI) สัดส่วนราว 12% ในตะกร้าเงินเฟ้อผู้บริโภคไทย และราคาสินค้าอื่นในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐานบางชนิดที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันด้วย เช่น ราคาอาหารสำเร็จรูป และค่าเดินทาง SCB EIC ประเมินในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเพิ่มเป็น 75 USD/bbl เงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.5% ในกรณีเลวร้ายที่ความตึงเครียดลุกลามเป็น Regional war ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยสูงถึง 107 USD/bbl อัตราเงินเฟ้อไทยจะเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ระดับมากกว่า 4% สูงกว่าขอบบนของเป้าเงินเฟ้อไทย

ในระยะสั้นภาครัฐอาจเข้าอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้เงินเฟ้อจะยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก อย่างไรก็ดี หากราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นมากเป็นเวลานาน ฐานะของกองทุนน้ำมันฯ จะเสี่ยงขาดทุนมากขึ้น จนอาจกดดันให้ต้องลดภาระการอุดหนุนราคาพลังงาน และต้องทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศที่ตรึงไว้ ภาคครัวเรือนอาจได้รับผลกระทบผ่านรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนราว 11% ของรายจ่ายครัวเรือนไทย (NSO, ปี 2025)

กำลังซื้อลดลง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวลง

การค้าระหว่างประเทศ

ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มปรับแย่ลง ทั้งการนำเข้าและส่งออก ด้านการนำเข้า แม้ไทยมีสัดส่วนนำเข้าจากตะวันออกกลางไม่มาก 9.2% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2025 แต่ไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิและพึ่งพาตะวันออกกลางเป็นแหล่งนำเข้าหลักด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบ (58% ของการนำเข้าจากตะวันออกกลาง และ 59% ของการนำเข้าพลังงานจากทุกแหล่งของไทย) ด้านการส่งออก แม้ไทยอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งออกไปตะวันออกกลางไม่มาก เพราะสัดส่วนส่งออกไปตะวันออกกลางมีเพียง 3.7% ของการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่า โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าและราคาวัตถุดิบนำเข้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลกดดันดุลการค้าไทยเพิ่มเติม

การท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จาก

3.1 การหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง หลายประเทศในภูมิภาคประกาศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกยกเลิกเที่ยวบินและหลีกเลี่ยงเส้นทางตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียง 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด นอกจากนี้ ช่วงนี้เป็นเดือนเราะมะฎอน การเดินทางระหว่างประเทศของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงอยู่ก่อนแล้ว

3.2 การชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาติอื่น ทั้งกลุ่มที่เดินทางผ่านสายการบินอาหรับ เช่น Emirates, Qatar Airways และ Etihad (สัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด) ส่วนใหญ่มาจากแถบยุโรป อีกทั้ง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่เร่งตัว การปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน และปริมาณเที่ยวบินที่มีจำกัด อาจกดดันความต้องการเดินทางในเส้นทางบินอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวบางส่วนอาจตัดสินใจชะลอการเดินทางออกไปจากประเด็นความปลอดภัย

ตลาดการเงิน

ตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางจนถึง 6 มี.ค. บาทอ่อนค่าแรงถึง -2.2% ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า 1.4% ส่วนใหญ่เป็นผลจากเงินสกุลหลักอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ เช่น ยูโร และเยน ในระยะสั้นที่สงครามยังไม่มีข้อยุติ มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า จากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่แย่ลง ในกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อนัก มุมมอง USDTHB ในระยะสั้นอยู่ที่ 31.25-31.75 และอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปี ในกรณีสงครามรุนแรงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยปรับสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล USDTHB บาทอาจอ่อนค่าที่ 32.50-33.50 เนื่องจากนักลงทุนโลกอาจเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันมาถือครองดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่า

SCB EIC ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากช่องทางหลักที่ถูกกระทบ ในกรณีฐานสงครามยุติภายใน 2-6 สัปดาห์ เศรษฐกิจไทยปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวลดลงจากเดิมราว 0.3 percentage points แต่หากสงครามลุกลามจนเป็น Regional war อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงจากเดิมสูงถึง 0.7 – 0.8 percentage points

4. ผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย

SCB EIC ประเมินว่าสงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในหลายมิติ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยรวมแม้ไทยจะส่งออกไปตะวันออกกลางค่อนข้างน้อย แต่มีบางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ทำให้จะยังคงได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท และรถยนต์นั่ง ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ แม้ไม่ได้พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมากนัก แต่หลายธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง อาทิ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจส่งออกที่อาจเผชิญปัญหาด้านการขนส่งที่อาจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง กระทบต้นทุนวัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิตสำคัญ ๆ จะเร่งตัวขึ้น อาทิ สินแร่ สินค้าเกษตร ปุ๋ย ผลกระทบดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงเป็นลูกโซ่และอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจไทยหลายสาขาใน Supply chain อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่ผลกระทบต่อภาคบริการ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวและ Healthcare ยังต้องติดตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวต่อเนื่องจากปัญหาด้านการเดินทางและความกังวลด้านความปลอดภัย

อย่างไรก็ดี แม้หลายธุรกิจจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่บางกลุ่มธุรกิจอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีพในช่วงวิกฤติ ซึ่งหลายประเทศในตะวันออกกลางอาจต้องเร่งกักตุนสินค้า จึงอาจเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยสามารถคว้าโอกาสเติบโตได้ หากสามารถหาลู่ทางในการส่งออกได้ เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรบางประเภท โดยเฉพาะพืชพลังงานที่จะได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก

5. นัยต่อนโยบาย

SCB EIC ประเมินภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบันไทยมีระดับปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศและอยู่ระหว่างขนส่ง (ทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) เพียงพอต่อความต้องการใช้งานนาน 95 วัน (กระทรวงพลังงานประกาศ ณ 5 มี.ค.) นอกจากนี้ ยังมีการสั่งระงับการส่งออกน้ำมันดิบและสำเร็จรูป เร่งหาซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น ผลิตก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาเพิ่มเพื่อทดแทน รวมถึงให้โรงไฟฟ้าลดใช้ก๊าซและเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ รวมถึงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ ล่าสุด ณ 3 มี.ค. รัฐบาลไทยได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน

SCB EIC มองว่าสงครามในตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจไทย จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะเห็นนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยระดับของการผ่อนคลายจะขึ้นกับฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...