"กกต." สาธิตขั้นตอนเลือกตั้ง สส. - ออกเสียงประชามติ ย้ำผู้มีสิทธิ์ต้องทำตามขั้นตอน เพื่อความเรียบร้อย
"กกต." สาธิตขั้นตอนเลือกตั้ง สส. - ออกเสียงประชามติ พร้อมจำลองสถานการณ์ผู้มีสิทธิ์โวยวาย ขอข้ามขั้นตอนออกเสียงประชามติก่อน "กกต."ชี้ ไม่สามารถทำได้ ขอ "กปน." ย้ำผู้มีสิทธิ์ต้องทำตามขั้นตอน เพื่อความเรียบร้อย
วันที่ 15 ม.ค. 69 ที่ เมืองทองธานี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดอบรมวิทยากรจังหวัด และสาธิตขั้นตอนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ ซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมและซักซ้อม ทำความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง ให้เกียรติเป็นประธาน
ทั้งนี้ ได้มีการจำลองหน่วยการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปและการออกเสียงประชามติ ซึ่งที่หน้าหน่วยจะมีการตั้งป้ายปิดประกาศ 2 กระดาน คือ
1. ป้ายปิดประกาศการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง ทั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ สส.แบบแบ่งเขต รวมถึงรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สส.
2. ป้ายปิดประกาศการออกเสียงประชามติ ซึ่งจะมีตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติ และรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ
ขณะที่ด้านในหน่วยเลือกตั้ง จะมีทางเข้า 2 ทาง โดยหากเป็นทั้งผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ ให้เข้าช่องทางปกติ เพื่อไปยื่นบัตรประชาชน แสดงตนครั้งที่ 1 ต่อเจ้าหน้าที่และลงลายมือชื่อ ก่อนรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ บัตรสีเขียวสำหรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรสีชมพู สำหรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต จากนั้นเข้าคูหา กา X เลือกพรรคที่ชอบ คนที่ใช่ แล้วพับบัตรตามรอยพับ ก่อนออกจากคูหามาหย่อนบัตรลงในหีบบัตรเลือกตั้งตามประเภทหรือสีของบัตรเลือกตั้ง
จากนั้นเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้เดินต่อไปยังจุดออกเสียงประชามติ ซึ่งผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติจะต้องยื่นบัตรประชาชน เพื่อแสดงตนครั้งที่ 2 ต่อเจ้าหน้าที่ แล้วลงลายมือชื่อ ก่อนจะรับบัตรลงประชามติ สีเหลือง จากนั้นเข้าคูหา กา X เลือกเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย หรือไม่แสดงความคิดเห็น แล้วพับบัตรตามรอยพับ ก่อนออกจากคูหามาหย่อนบัตรลงในหีบบัตรออกเสียงประชามติ ถือว่าจบกระบวนการ
แต่หากเป็นผู้ที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สส.ล่วงหน้าไปแล้ว และเดินทางมาเพื่อใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติเพียงอย่างเดียว จะมีช่องทางพิเศษ ให้เดินเข้า ไปยื่นบัตรประชาชนเพื่อแสดงตนออกเสียงประชามติได้เลยตามตามขั้นตอนข้างต้น
ทั้งนี้ ยังได้มีการแสดงเหตุการณ์จำลองที่อาจเกิดขึ้นจริง โดยหากมีเหตุการณ์ที่ผู้มีสิทธิ์ทั้ง 2 ประเภท คือ สิทธิ์เลือกตั้ง สส. และสิทธิ์ออกเสียงประชามติ โวยวาย ขอข้ามขั้นตอนไปใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติก่อน แล้วจึงมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สส. เพราะต่อแถวรอคิวใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สส. นานนั้น ไม่สามารถทำได้ เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสะดวกต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่
แต่หากผู้มีสิทธิ์ ยืนยัน จะออกเสียงประชามติก่อน และอ้างจะไม่ใช้สิทธิ์เลือกตััง สส. ประธานกรรมการประจำหน่วย จะต้องทำบันทึกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ว่า ผู้มีสิทธิ์รายดังกล่าวไม่ต้องการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สส. ฉะนั้นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะไม่สามารถกลับมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สส. ได้
รวมถึงมีการจำลองเหตุการณ์ผู้มีสิทธิ์ฉีกบัตรเลือกตั้ง หรือบัตรออกเสียงประชามติ ซึ่งประธาน กปน. จะทำบันทึกเหตุการณ์ ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวผู้กระทำความผิดพร้อมหลักฐานไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจ โดยประธาน กปน. จะต้องเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษด้วยตัวเองเท่านั้น แล้วมอบหมายให้ กปน. คนใดคนหนึ่งเป็นประธาน กปน. ชั่วครางแทน โดยต้องได้รับมติจาก กปน. ในหน่วยทุกคน
ส่วนกรณีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สส. ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าหรือนอกราชอาณาจักร จะไม่สามารถมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ได้ และหากในวันที่ลงทะเบียนไว้ก็ไม่ได้ไปใช่สิทธิ์ด้วย จะต้องแจ้งเหตุที่ไม่ใช้สิทธิ์ต่อ กกต. ภายใน 7 วันหลังการเลือกตั้ง
ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามตินอกเขตหรือนอกราชอาณาจักรไว้ แล้วไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ ก็จะต้องแจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิ์ต่อ กกต. ภายใน 7 วันหลังการออกเสียงประชามติด้วยเช่นกัน
“กกต.” เชื่อซักซ้อมสาธิตหน่วยเลือกตั้ง-ประชามติไม่เกิดปัญหา ยันแสดงตนสองรอบไม่ทำประชาชนสับสน บอกมีเปิดช่องทางพิเศษลงประชามติเฉพาะ
ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีการเตรียมความพร้อม ในการจัดการในการจัดการการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งเสมือนจริง ว่า สำนักงานกกต. ได้มีการจัดอบรมบุคลากร ซึ่งวิทยากรเหล่านี้จะต้องไปอบรมกรรมการประจำหน่วย การเลือกตั้งทั้ง 400 เขต ซึ่งเป็นครั้งแรกของการทำหน้าที่วิทยากร ที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งสส.พร้อมการออกเสียงประชามติ ที่อยู่ในหน่วยเดียวกัน ซึ่งวิธีการขั้นตอนและวิธีการลงคะแนน ในช่วงบ่ายจะมีข้อบกพร่องอะไรนั้นหรือจะมีอะไรเพิ่มเติม ให้กระบวนการออกเสียงลงคะแนนและสส.เป็นไปอย่างราบรื่น
ส่วนปัญหานั้นในช่วงเช้า พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้กระบวนการดำเนินไปอย่างสะดวกมากขึ้น โดยอาจวางแผนจัดที่ให้บริหารเร็วขึ้น เช่นมีการแบ่งแยกบัญชี มีการตรวจสอบ
พร้อมย้ำว่า ประชาชนที่มาใช้สิทธิต้องแสดงตนสองครั้ง เพื่อรับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็น อย่างที่ทราบการเลือกตั้งสส. และออกเสียงประชามติใช้กฎหมายคนละตัว การเลือกตั้งสส.มีการลง ทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแต่ประชามติไม่มีการออกเสียงล่วงหน้า เพราะฉะนั้นบัญชีผู้มาใช้สิทธิ์มีความแตกต่างกัน แต่คำว่าเสียเวลาของตนคือทุกอย่างจบอยู่ในหน่วยเดียวกัน กระบวนการก็จะไหลไปจนจบ ซึ่งท่านจะต้องเผื่อเวลาในเตรียมตัว แต่เป็นเรื่องจำเป็นเพราะเรื่องนี้เพราะเรื่องนี้หากไม่ไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งประเภทใด ก็จะถูกจำกัดสิทธิ์ตามกฎหมายซึ่งมีผลต่อประชาชน แบบนี้เราเลยต้องทำแบบนี้เพื่อให้เกิดความรัดกุม
สำหรับกระบวนการออกมาใช้สิทธิ์ของประชาชน จะเหมือนกับ การเลือกตั้งทั่วไปหรือท้องถิ่น เริ่มจากการตรวจบัญชีรับบัตรเลือกตั้ง สส. เข้าคูหากาบัตร เมื่อใช้สิทธิ สส.เสร็จนั้น ก็ตรวจบัญชีออกเสียงประชามติ รับบัตรหย่อนบัตร หลังจากนั้นก็เสร็จสิ้นเสียเวลาหน่อยแต่ได้ประโยชน์
เมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชน มาเพื่อออกเสียงประชามติเพียงอย่างเดียวนั้นจะมีการจัดช่องพิเศษด้วยหรือไม่ในหน่วย ว่าที่ร้อยตรีภาสกร กล่าวว่า การจัดหน่วยครั้งนี้จะมีสองส่วนด้วยกัน ประกอบด้วยทางเข้าปกติ และทางเข้าพิเศษสำหรับกรณีที่ ประชาชนที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งสส.แล้ว แต่ต้องการออกเสียงประชามติ ซึ่งกรณีดังกล่าวกรรมการประจำหน่วยจะอำนวยความสะดวกให้ให้เข้าช่องทางพิเศษเพื่อใช้สิทธิและกระบวนการเสร็จสิ้น
ยืนยันว่า กระบวนการเลือกตั้งล่วงหน้าจะไม่มีปัญหาเพราะเราเคยทำมาแล้ว ที่จะมีในวันที่ 8 ก.พ. 69 เท่านั้น ที่ออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งสส. จากการจัดหน่วยในที่เดียวกันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เมื่อถามว่า หากไปใช้สิทธิ์สส.ในวันที่8 แล้วติดธุระด่วนแล้วค่อยกลับมาลงประชามติใหม่สามารถทำได้หรือไม่ว่าที่ร้อยตรีภาสกร กล่าวว่าสามารถทำได้เพราะเป็นสิทธิ์โดย การเลือกตั้งสส.และออกเสียงประชามติใช้กฎหมายคนละตัว ถ้าใช้สิทธิ์เลือกตั้งสส.แล้วแล้วบอกว่าติดภารกิจด่วนขอไปใช้สิทธิ์ต่อช่วงบ่ายก็ได้ ส่วนคนที่ต้องการออกเสียงประชามติก่อนแล้วค่อยกลับมาเลือกตั้งสส. เพื่อให้กระบวนการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่ติดปัญหา เราก็บอกว่าถ้าเกิดคนที่มีสิทธิ์ทั้งสองรูปแบบ ก็ขออนุญาตให้ใช้ช่องทางปกติ ส่วนใครที่ใช้สิทธิ์สส.แล้วแต่ต้องการมาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติ ก็ใช้ช่องทางพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อให้ใช้สิทธิได้อย่างครบถ้วน
“รองเลขฯกกต.” ชี้ ปมสส.ปชน.ถูกจับ ต้องดูว่าเข้าลักษณะต้องห้ามเป็นผู้สมัครหรือไม่
ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าว ถึงกรณีที่สส.พรรคประชาชนถูกจับกุมในข้อหามีส่วนเกี่ยวเว็บพนันออนไลน์ ว่า ต้องดูว่าที่ถูกจับกุมเป็นเพราะเรื่องอะไรและเข้าลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. มาตรา 42 หรือไม่ ซึ่งต้องดูข้อเท็จจริงเพื่อมาประกอบอีกครั้ง ถ้าข้อเท็จจริงยังไม่เข้าเงื่อนไข นั่นหมายความว่าสามารถเป็นผู้สมัครได้ต่อไป ส่วนจะเหมือนกรณีนายชนนัพฒฐ์ นาคสั้ว ผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ชงให้อัยการ กรณีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเว็บพนัน นั้นต้องดูในลักษณะต้องห้ามก่อน ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนไหนหระบวนการใด จึงจะพิจารณาได้ว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ ทั้งนี้หากผิดจริง หมายเลขนั้นก็ถือว่าไม่มีผู้สมัคร ซึ่งจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือ เปลี่ยนตัวผู้สมัครได้เพราะสามารถกระทำได้ เพราะเกินเวลารับผู้สมัคร คือเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 68
“เลขาฯกกต.” ยันไม่ทบทวนขั้นตอนแสดงตนเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ 2 รอบ ชี้ออกแบบมาแล้ว
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่ ภาคประชาชนบางส่วนเสนอให้ทบทวนรูปแบบการแสดงตนใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติ จากปกติต้องแสดงตน 2 รอบให้เหลือเพียงรอบเดียว แล้วรับบัตรสามใบ ว่า ไม่ทบทวนแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ได้พิจารณามาแล้วทุกรูปแบบ และได้มีการออกแบบมาแล้ว ว่า แบบนี้คือแบบที่เหมาะสมที่สุด รวมถึงยังได้มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกับวิทยากร เป็นผู้ไปอบรมให้แก่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งแล้ว หากเปลี่ยนแปลงอีกจะสร้างความสับสนและยุ่งยากมากกว่าเดิม
นายแสวง ยังกล่าวถึงการประชุมนัดแรก ของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ซึ่งเป็นนโยบายต้องที่ใช้จ่ายเงิน เมื่อวานนี้ (14 ม.ค.) ว่า คณะกรรมการชุดนี้เพิ่งตั้งขึ้นครั้งแรก และมีมาตรฐานค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เหมือนต้องทำข้อสอบให้ทำให้ส่วนตัวรู้สึกเห็นใจพรรคการเมือง เพราะเหมือนต้องทำข้อสอบให้ผ่าน ซึ่งทางคณะกรรมการได้มีการขอข้อมูลเพิ่มจากบางพรรค ทำให้พรรคการเมืองต้องเจียดเวลาการหาเสียง มาชี้แจง แต่ก็ต้องรอดูว่าพรรคการเมืองจะสามารถส่งข้อมูลกลับมาให้คณะกรรมการได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาตามกรอบ คือ 1. ความครบถ้วนตามกฎหมาย 2. ตั้งข้อสังเกตได้ว่าที่มาของเงินมาจากแหล่งไหน 3. ประโยชน์และความเสี่ยง
ทั้งนี้ เชื่อว่าการมีคณะกรรมการชุดนี้จะมี จะเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ช่วยให้ประชาชนบางส่วนได้ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองจากข้อสังเกตของคณะกรรมการได้ ฉะนั้น จึงต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบและเป็นกลาง ปฏิบัติกับทุกพรรคเหมือนกัน เพราะหากพิจารณาไม่รอบคอบ อาจส่งผลกระทบต่อทั้งพรรคการเมือง ประชาชน และตัวเราเองด้วย
อย่างไรก็ตาม จะมีการเผยแพร่ข้อสังเกตของคณะกรรมการให้กับประชาชนรับทราบและศึกษารายละเอียดก่อนวันเลือกตั้ง 5 วัน
นายแสวง ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการพิจารณานโยบายของแต่ละพรรค จะมีตัวแทนพรรคการเมืองวิดีโอ conference เข้ามา เพื่อตอบคำถามของคณะกรรมการ เช่น พรรคประชาชน มีนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มาตอบข้อซักถาม ซึ่งเมื่อวานนี้มีพรรคการเมืองส่งนโยบายเข้ามาให้ตรวจสอบเกือบ 20 พรรค แต่มีเพียง 5 พรรคที่ส่งข้อมูลเอกสารมาล่วงหน้าก่อน อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำกับคณะกรรมการว่า เราไม่ใช่ผู้อนุมัติโครงการ จึงไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเยอะ แต่เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตว่า แต่ละพรรคการเมืองจะนำนโยบายไปใช้ได้อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ พร้อมยังกำชับให้ใช้ภาษาในการตั้งข้อสังเกตที่เข้าใจง่าย คาดว่าวันที่ 19 มกราคมนี้จะส่งเอกสารนโยบายเข้ามาครบทุกพรรค
นายแสวง ยังบอกอีกว่า นโยบายแต่ละพรรคที่ส่งเข้ามา ไม่มีที่ขัดต่อกฎหมาย และไม่จำเป็นต้องเข้มงวดเฉพาะนโยบายที่มีลักษณะเป็นนโยบายประชานิยม เพราะบางนโยบายใช้เงินเยอะก็จริง แต่ระยะเวลาในการใช้นั้น ยาวนานตลอดอายุของรัฐบาล
ขณะเดียวกัน หากนโยบายนั้นไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่กระทบกับสถานะทางการเงินของประเทศ หรือเป็นนโยบายที่ได้ไม่คุ้มเสีย คณะกรรมการก็จะมีการตั้งข้อสังเกต โดยเน้นถึงผลดีผลเสีย อะไรมากน้อยกว่ากัน เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนได้ใช้ตัดสินใจ ซึ่งการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะครั้งนี้พรรคการเมืองอาจจะยังปรับตัว เพื่อรักษาประโยชน์ต่อส่วนรวมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ครั้งหน้าอาจจะมีการออกกฎเกณฑ์ เงื่อนไขคำถาม หรือวิธีการจัดทำรายงานมากขึ้น เชื่อว่า สุดท้ายผลประโยชน์จะไปลงที่ประชาชน