เชลยศึกสงครามลาว (19) สู่ภูล่องมาด
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (19)
สู่ภูล่องมาด
พวกเราหมวดนํายังคงเคลื่อนที่ต่อไปตามสันเนินสูงขึ้นไป ใกล้บ่าย 3 หรือ 4 โมงเย็นแล้ว แสงแดดและความร้อนเริ่มอ่อนลง ขณะนี้ผมเห็นสันเขาสูงที่ขวางอยู่ข้างหน้าเป็นทิวเขาใหญ่ทะมึนด้านทิศตะวันออกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากแสงสว่างของดวงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยทางทิศตะวันตกที่ส่องกระทบสันเนินใหญ่และป่ารกทึบ ผมแน่ใจว่าต้องเป็นภูล่องมาดแน่นอน เพราะอยู่ในทิศทางและมุมตามเข็มทิศและแผนที่พอดี
เราเร่งเดินกันอย่างเต็มที่ถึง แม้จะเหนื่อยล้าและแทบไม่มีแรงขาแล้ว ผมเห็นกําลังพลของส่วน บก.พัน.ที่ตามมา หลายๆ คนไม่มีเป้แล้ว เหลือแต่ตัวกับปืนที่สะพายอยู่เท่านั้น คงทนหนักไม่ไหวและทิ้งทุกอย่างลงหุบไปเพื่อให้มีแรงเดินทางต่อไปข้างหน้าแบบไปตายเอาดาบหน้า ผมเห็นบางคนโยนแจ็กเก็ตฟิลด์ที่ใส่อยู่ทิ้งลงหุบไป จะมีใครโยนปืนทิ้งลงไปบ้างผมไม่ทราบ พวกส่วนหลังที่ติดตามพวกเรามาก็มีแต่ตัวกับปืนเป็นส่วนใหญ่
ผมกับลูกน้อง 2 หมู่ยังมุ่งต่อไปรวมทั้งกําลังของกองร้อยสุรินทร์ที่เพื่อนผม-ไอ้เหมียวคุมอยู่ เราได้ยินเสียงระเบิดอยู่ในระยะไกลแต่เบามาก มันยังคงยิงถล่มพวกเราที่เป็นกําลังส่วนหลังอยู่ตลอดเวลาและกําลังเดินขึ้นลาดชันสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามสันเขาโดยไม่มีการหยุดแม้จะอ่อนล้าแทบหมดแรงแล้วจากการเดินที่ไม่มีการหยุดพักประมาณ 4 ชั่วโมงมาแล้ว
เวลาน่าจะเกือบ 5 โมงเย็น แสงแดดเริ่มอ่อนลงมากทําให้ความร้อนจากไอแดดลดลงและอุณหภูมิเริ่มเย็นลง ก่อนมืด ผมเห็นภูล่องมาดอยู่ข้างหน้าแล้วไม่น่าจะเกิน 2 กม.ก็จะถึงยอดภูที่พวกเรากองพัน BI-14 ตั้งฐานอยู่ ความลาดชันเริ่มน้อยลง สันเขาเริ่มกว้างขึ้น มองเห็นที่โล่งก่อนจะถึงยอดทอดยาวไปถึงยอดภูล่องมาดและเริ่มมองเห็นช่องว่างซึ่งเป็นหลุมบังเกอร์ตามช่องป่าของต้นไม้ใหญ่เป็นจุดแดงๆ แล้ว และคิดว่าอีกไม่เกิน 2 ชั่วโมง ถ้าเรายังไม่หยุดก็คงถึงยอดภูล่องมาดแน่คงจะมืดพอดี
ระหว่างที่คิดอยู่ในใจ หมู่นำส่งสัญญาณมือให้เราหยุดการเคลื่อนที่ ทุกคนหยุดลงตามสัญญาณมือ ผู้นําหมู่ค่อยๆ คลานสูงมาหาผม บอกข้างหน้ามีบังเกอร์ ผมรีบคลานต่ำไปข้างหน้า มองไปตามทิศทางที่พลลาดตระเวนนําชี้บอกและสังเกตเห็นด้วยตาว่าน่าจะเป็นบังเกอร์และหลุมบุคคล 2-3 หลุมห่างออกไปประมาณ 100-200 หลา
เมื่อเห็นที่หมาย ผมบอกกับไอ้เหมียวลุยมันเลย “จะมีตัวไม่มีตัวไม่ต้องสนใจมัน กูจะขึ้นไปทางซ้ายของเนิน ของมึงขึ้นทางขวา เมื่อพร้อมก็อัดใส่มันพร้อมกัน เอาตามนั้น” ผมไม่รอช้า เพราะเราจะถึงภูล่องมาดอยู่แล้ว ต้องลุยลูกเดียว ไม่ต้องใช้แผนให้มันยุ่งยากอะไรเอาตามนี้ ไอ้เหมียวก็อยากลุยให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ถึงภูล่องมาดเสียที “กูก็ไม่มีแรงที่จะถอย มีแต่แรงจะลุยว่ะ”
ผมโอเครีบสั่งลูกน้องคลานเข้าวางตัวทางด้านซ้ายของลาดเนินทันที ส่วนไอ้เหมียวกับลูกน้องก็ไปวางตัวทางด้านขวาของเนินอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ผมให้สัญญาณเคลื่อนตัวออกจากที่วางตัวพร้อมๆ กัน และเริ่มยิง ทั้งกําลังยิงของผมและกองร้อยสุรินทร์ระดมยิงอัดอาวุธทุกชนิดที่เรามีเข้าบริเวณพื้นที่ของบังเกอร์และหลุมบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าพร้อมทั้งเคลื่อนที่ไปด้วยแบบไม่มีใครถอย เสียงระเบิดจาก M 79 และปืน M 16 ระดมเข้าใส่ที่หมายข้างหน้าอย่างไม่ยั้ง ดัง ปัง! ปัง! บึม! บึม! ตลอดเวลาบริเวณบังเกอร์ เราเปลี่ยนแม็กและยิงอัดมันต่อไปแบบไม่หยุด มีเสียงปืนน่าจะเป็นอาก้าดังสวนออกมาไม่กี่นัดแล้วก็เงียบไป พวกเรายิงอัดมันต่อไป และเคลื่อนไปข้างหน้าจนถึงบังเกอร์และหลุมบุคคลของมันแบบถอยไม่เป็น
ด้วยอํานาจการยิงทั้ง 4 หมู่ พวกมันคงตกใจเผ่นแน่บไปแล้วแบบไม่ทันตั้งตัว มันคงไม่คิดว่าอยู่ๆ พวกเราจะโผล่มาเร็วขนาดนี้ และคงเข้าใจว่าเรามากันเป็นร้อย ยังไงก็คงอยู่ต้านไม่ไหว เผ่นดีกว่า
เราเข้าเคลียร์พื้นที่พบเป็นหลุม ค. และ ปรส. และมีหลุมบุคคลอยู่บ้างรวม แล้ว 4-5 หลุม น่าจะเป็นพวกที่เกาะติดฐานภูล่องมาดเพื่อใช้อาวุธ ค. และ ปรส.ยิงรบกวนฐานภูล่องมาดและเป็นที่เฝ้าตรวจการณ์ของพวกมันด้วย มีร่องรอยแหวกป่าถอนตัวไปทางด้านซ้ายของเนิน มันทิ้งกระสุน ค. และ ปรส. ไว้ให้ดูต่างหน้าหลายนัด ทําให้เราต้องเก็บโยนลงหุบไปเพื่อไม่ให้มันมาใช้กับเราต่อไป ก่อนจะเคลื่อนที่ต่อไปผมสั่งลูกน้องซัด M 79 ลงไปในหุบด้านที่พวกมันถอยลงไป จากนั้นผมกับลูกน้องและอีก 2 หมู่ของกองร้อยสุรินทร์ก็เคลื่อนต่อไป เราเห็นยอดภูล่องมาดชัดเจนแล้วจากแสงสว่างที่ยังมีก่อนที่จะมืดลง
ผมดูเวลาเกือบ 1 ทุ่ม เราก็มาถึงขอบเนิน และมีเส้นทางเดินลาดสูงขึ้นไปบนยอดเนินที่มีบังเกอร์บนขอบเนินเรียงต่อกันตามโคนต้นไม้ใหญ่ข้างหน้า ก่อนถึงแนวลวดหนามพอมองเห็นคนข้างบนฐานยืนอยู่ หลายคนกําลังมองมาที่พวกเรา มีการตะโกนถามว่า “BI-15 ใช่ไหม” ทหารในหมู่นํารีบตะโกนบอก “พวกเรา BI-15” มีการตะโกนตอบลงมาให้หยุดอยู่หน้าแนวก่อนจะลงไปรับ พวกเราก็หยุดตามเสียงที่บอกแล้วเห็นคน 2-3 คนวิ่งลงมาจากฐานผ่านแนวลวดหนามลงมารับพวกเราและนําทางโดยบอกให้เดินไปตามเส้นทางนี้อย่าออกนอกเส้นทางเด็ดขาด ผมกับไอ้เหมียวเดินไปตามเส้นทางที่บอกพร้อมกับลูกน้องเดินตามกันมาด้วยความอ่อนล้าเพลียสุดที่จะบรรยาย แต่ก็โล่งอกที่เรามาถึงจุดหมายภูล่องมาดแล้วตามแผน
ผมนั่งพิงบังเกอร์ตรงแนวคูเรดของ BI-14 แบบหมดแรงหมดกําลัง จนลูกน้องมาครบจึงบอกให้จ่าบุญตรวจยอดว่าครบทุกคนหรือไม่ จ่าบุญรายงานว่าครบแล้ว ส่วนกําลังของไอ้เหมียวก็เพิ่งมาถึงและไอ้เหมียวก็ไปจัดการดูแลลูกน้องของมัน ต่างคนต่างหมดแรง พลังในร่างกายแทบไม่เหลืออีกแล้วและรู้สึกอ่อนเพลียอย่างมาก ปากคอแห้งผาก มอมแมมสกปรก ไม่อยากเห็นสารรูปตัวเองขณะนี้คงจะเหม็นและทุเรศสิ้นดี จากการกรําศึกและเดินมา 1 คืน กับอีก 1 วันเต็มๆ หลายคนเสื้อผ้าขาดวิ่นสิ่งของหลุดหายไปเป็นจํานวนมาก จากการลงจากลาดเขาสูงในตอนกลางคืน ก็ชั่งหัวมัน คิดว่าตอนนี้เราพ้นนรกที่บ้านนาแล้ว ไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว เราต้องรักษาตัวให้รอดกลับบ้านเราให้ได้
ผมเพลียและง่วงมาก อยากจะหลับอยู่ตรงนั้น แต่ก็ใจแข็งออกปากถามผู้หมู่คนหนึ่งของ BI-14 ว่า หัวหน้าคม (ร้อยตรีนิคม ยศสุนทร เพื่อนร่วมรุ่น จปร.15/ต.ท.4) อยู่ที่ไหน บอกเพื่อนจาก BI-15 อยากพบ
สักครู่ ผมก็เห็นเพื่อนคมกําลังเดินมาหาผมกับผู้หมู่ที่ผมบอกให้ไปตามกําลังชี้มือมาที่ผมซึ่งนั่งพิงกระสอบทรายข้างบังเกอร์หน้าแนวอย่างหมดแรง
เมื่อมันมาถึงผม มันมองผมอยู่ชั่วครู่แล้วพูดว่า “เฮ้ย! ไอ้เหี้ยจักษ์ ไอ้ทุเรศ” แล้วหัวเราะหึๆ ตามนิสัยของมัน ผมเฉย ไม่ตอบอะไรเพราะผมคงทุเรศอย่างที่มันเห็นจริงๆ แต่ก็รีบบอกมันว่า “เฮ้ย! กูหนีตายมาจากบ้านนากับไอ้เหมียว ตอนนี้มันแยกไปอยู่กับลูกน้องมันแถวๆ นี้ แต่ยังไงกูขออยู่กับมึงสัก 2-3 คืน กับลูกน้องกูเกือบ 20 คน”
มันบอก “ได้เลย กูพอจะรู้ข่าวก่อนแล้วว่าพวกมึงกําลังจะมาหาพวกกูที่นี่ พอตอนเย็นได้ยินเสียงพวกมึงปะทะกับไอ้จัญไรพวกนั้นใกล้ฐานกู ก็รู้แล้วว่าพวกมึงที่บ้านนามาหากูแน่” ผมเลยถือโอกาสบอกมันว่า “กูกับไอ้เหมียวจัดการไล่มันลงหุบไปแล้ว มันเป็นพวกยิง ค. และ ปรส. ที่เกาะอยู่ใกล้ฐานมึง คอยลอบกัดมึงนั่นแหละ” มันบอก “เออใช่ ไอ้พวกจัญไรนี่แหละ กูเคยลงไปไล่อัดมัน พอลงไปมันก็รีบเผ่น พอเผลอ มันก็กลับมาลอบกัดพวกกูอีกเป็นประจํา ไอ้พวกจัญไร จนลูกน้องของกูบาดเจ็บและตายไปหลายคนจาก ค. และปรส.ของมัน” ไอ้คมเล่าให้ผมฟังมันก็เหมือนกันกับที่พวกเราเจอที่บ้านนา แต่ผมไม่ได้พูดอะไรอีกมันเลย มันบอกว่า “เฮ้ย! ไอ้จักษ์มึงนอนในบังเกอร์นี้” แล้วมันก็ชี้ไปที่บังเกอร์มันอยู่ตรงโคนต้นไม้ใหญ่ห่างแนวที่มั่นข้างหน้าที่ผมนั่งพักอยู่ไม่มาก ดูบังเกอร์ของเพื่อนผมเล็กๆ เหมือนกระท่อมเอสกิโม มันไม่ได้ขุดอะไรเพราะตั้งอยู่บนลานหินใต้ต้นไม้ ใช้กระสอบก่อหลังคาโค้งมนลงจนถึงพื้นหินและมีช่องเข้าเล็กๆ รูเดียว เมื่อเพื่อนคมบอก ผมไม่ฟังเสียงรีบลุกขึ้นเดินแบบกระย่องกระแย่งอ่อนล้าเพื่อไปที่กระท่อมบังเกอร์ของมันทันที ไอ้คมบอกผมว่าเดี๋ยวมันจะไปตามหาไอ้เหมียว “เผื่อมันจะให้กูช่วยเหลืออะไรบ้าง” แล้วเพื่อนคมก็เดินจากผมไป
ผมมาถึงหน้าบังเกอร์เอสกิโมของมัน รีบโยนเป้และอาวุธเข้าไปแล้วมุดตามเข้าไปเพื่อนอนพักจากความเหนื่อยล้าและหมดพลังที่จะทําอะไรได้อีกต่อไป พอดีมีทหารเอาซุปเนื้อกระป๋องร้อนๆ ใส่ก้นกระติกมาให้ผม ทหารบอกว่าหัวหน้านิคมให้เอามาให้ ผมรีบจัดการซุปเนื้อกระป๋องทันทีและบอกขอบใจทหารและถือโอกาสถามว่า มีพวกเรา BI-15 มาอีกหรือเปล่า ได้รับคําตอบว่ายังมีมาอยู่เรื่อยๆ และทหารบอกว่า หัวหน้าคมให้คนคอยเฝ้าดูที่ช่องทางเข้าอยู่แล้ว ผมรู้ข่าวสารเพียงเท่านี้
หลังจัดการกับซุปร้อนจนหมดเกลี้ยงก้นกระติก ผมก็หลับไปแบบไม่รู้ตัว สลบไสลและไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปที่ภูล่องมาดในคืนนี้
การถอนตัวจากฐานบ้านนาของกองพัน BI-15 และกองร้อยทหารปืนใหญ่ BA-13 ภายใต้การกดดันของทหารเวียดนามเหนือทุกอย่างเป็นไปตามแผนของ “หัวหน้าใจ” ร้อยตรีประจักษ์ วิสุตกุล นายทหารระดับผู้บังคับหมวด ทั้งแผนการถอนตัว รวมทั้งแผนการรักษาความลับและการลวง กว่าที่ฝ่ายเวียดนามเหนือจะสามารถพิสูจน์ทราบความจริงได้ ทหารไทยทั้งหมดกว่า 1,000 คนก็สามารถถอนตัวออกจากฐานบ้านนาจนหมดสิ้นแล้ว จึงไม่สามารถดำเนินการใดๆ ที่จะสร้างความเสียหายให้กับทหารไทยหน่วยนี้ได้อีก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (19) สู่ภูล่องมาด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly