Yes We Run สัปดาห์ที่สาม 8 กุมภา-เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทย “เป็นไปได้”
21 มกราคม 2569 ขบวนการภาคประชาชนรณรงค์ “กาเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่” จัดกิจกรรมในสัปดาห์ที่ 3 พร้อมกัน 12 ขบวน 7 จังหวัด เดิน วิ่ง คุย เต้น เล่นเกมรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไปกาเห็นชอบในคำถามประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ โดยที่อุทยานเบญจสิริ พร้อมพงษ์ กรุงเทพมหานคร มีกิจกรรมการวิ่ง-ปิคนิคภายในอุทยาน
และปิดท้ายด้วยวงเสวนา ร่วมเสวนาโดยสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้ง iTax รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำการด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน และ ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดยยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากไอลอว์
เริ่มต้นวงเสวนา ด้วยการวิจารณ์ปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 ท่าน เพื่อนำไปสู่สาเหตุว่าทำไมจะต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และมองไปข้างหน้าว่าถ้าประชาชนมีโอกาสได้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร อะไรที่ “เป็นไปได้” ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน
เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ความเป็นไปได้ให้ประเทศไทยกลับสู่สภาวะปรกติ
ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเริ่มต้นใน 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่องตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะตั้งแต่หลังปี 2566 ตุลากาการศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรมนูญ 2560 กลายเป็น “ผู้เล่น” สำคัญในทางการเมือง สร้างสภาวะความกลัวทางการเมืองให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพและความมั่นคงในการบริหารประเทศ สภาวะความกลัวนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยประเด็นของการล็อคบัญชีรายชื่อให้ตัวเลือกทางการเมืองเหลือน้อย
รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบมาให้อำนาจและความรับผิดชอบไม่ได้ไปด้วยกัน หากเราโหวตเห็นชอบจะทำให้มีจินตนาการใหม่ เราอาจจะกลับไปสู่สภาวะปกติที่กลไกรัฐเลิกเป็นเครื่องมือในการจำกัดศัตรูทางการเมือง เราเคยหวังว่า สว. ชุดพิเศษที่ คสช. ตั้งหมดวาระไปเราจะกลับสู่สภาวะมากขึ้น แต่ สว. ชุดปัจจุบันกลับตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาอย่างร้ายแรง
ประเด็นต่อมาคือศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ การตัดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นการลดภาระของศาลให้ศาลได้ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบและพิทักษ์สิทธิประชาชนอย่างเต็มที่
ประเด็นสุดท้ายคือภาวะฝ่ายความมั่นคงเป็นรัฐซ้อนรัฐ รัฐธรรมนูญไทยเกือบทุกฉบับสิ้นสุดเพราะทหาร แต่เวลาร่างรัฐธรรมนูญเรามักกลัวนักการเมือง เลยควบคุมนักการเมือง โดยที่ทหารผู้ฉีกรัฐธรรมนูญกลับถูกเมินเฉย เราควรลดอำนาจของทหารไม่ให้ยุ่งกับการเมืองและเศรษฐกิจ กลับไปสู่สภาวะที่เป็นหน้าที่ของทหารที่ควรจะทำ
เราต้องยอมรับสังคมไทยถูกยึดกุมโดยคนกลุ่มเล็กๆ เช่น สว. หรือองค์กรอิสระ ซึ่งล็อคอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ในอดีตที่ผ่านมาเคยมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้งแต่เรื่องสำคัญ เช่น สิทธิของประชาชนไม่เคยแก้ไขสำเร็จ การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเป็นการชนกับอำนาจของคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ การทำประชามติจึงเป็นการรวบรวมเจตจำนงทางการเมืองที่ทำให้ค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากขึ้น เข็มทองระบุ
ส่งต่อประเทศให้คนรุ่นถัดไป ต้องคิดอะไรให้ไกลกว่าคนรุ่นเรา
ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้ง itax ระบุว่า “ถ้าสมมุติว่าถ้ารัฐธรรมนูญ 2560 มันเวิร์คจริง ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วไปแล้วนะ แต่มันผ่านมา 9 ปีแล้วอะครับ เอาตรงๆนะมันรู้สึกว่าเหมือนเราอยู่ที่เดิมหรือเปล่าครับ บางคนอาจจะมองว่าถอยหลังด้วยซ้ำ” ยุทธนายกตัวอย่างอำนาจในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ในอดีตประชาชนเคยมีสิทธิในการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระ กลไกที่ขาดไปนี้ทำให้ความรับผิดชอบขององค์กรอิสระต่อประชาชนหายไป ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ยุทธนาเห็นเป็นอื่นไม่ได้นอกจากจะกาเห็นชอบ
“ผมเชื่อว่าอะไรก็ตามที่ไม่ใช่กฎฟิสิกส์เปลี่ยนได้หมด รัฐธรรมนูญเป็นกติกาของสังคม ถ้าวันนึงมันไม่เวิร์ค เราก็ต้องเปลี่ยน” ยุทธนาระบุต่อว่า เราตั้งทบทวนว่ารัฐธรรมนูญมีไว้เพื่ออะไร เช่น รัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อปราบโกง แต่ที่ผ่านมามันพิสูจน์แล้วว่ามันปราบโกงไม่สำเร็จ ตนเป็นคนทำแอพ ตนใช้ตรรกะคล้ายกับวิธีการออกแบบแอพว่าถ้าเราเขียนรัฐธรรมนูญ โดยเอาสมการว่าอยากเห็นชีวิตของประชาชนดีขึ้น ผมเชื่อว่าทุกมาตราในรัฐธรรมนูญใหม่จะนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีของประชาชน
“เราจะต้องคิดอะไรที่มันไกลกว่านั้น ทำยังไงให้เราสามารถส่งต่อประเทศนี้ให้คนรุ่นต่อไป ให้คนรุ่นถัดไปไม่ด่าเราย้อนหลังว่าคนรุ่นก่อนๆ อยู่กันได้อย่างไร ทำไมมันถึงส่งประเทศห่วยๆ มาให้เรา”
“8 กุมภา… ถ้าทุกวันนี้คุณคิดว่าประเทศนี้มันดีอยู่แล้ว ชีวิตคุณดีมากๆอยู่แล้ว คุณกาไม่เห็นชอบไปเลย … แต่ถ้าคุณคิดว่าประเทศนี้แม่งเฮงซวยมาก ระบบต่างๆแม่งห่วยแตกมาก ถ้าเรารู้สึกว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ต่อไม่ได้ ลูกหลานเราอยู่ไม่ได้ ก็กาเห็นชอบ” ยุทธนาทิ้งท้าย
การแข่งขันเชิงนโยบายทำไม่ได้ในรัฐธรรมนูญ 2560
สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ระบุว่าในมุมเศรษฐศาสตร์มักพิจารณาแรงจูงใจและผลลัพธ์ ด้วยระบบตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไร้ความรับผิดรับชอบและถูกยึดกุม ผลพวงเหล่านี้นำไปสู่ “ทฤษฎีต้มกบ” ของ อาจารย์อภิชาต สถิตนิรามัย ที่ระบุว่ากลไกเหล่านี้ให้รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพด้วยการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ภาวะดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างหนัก สฤณีขยายความต่อว่าภาวะดังกล่าวไม่เอื้อให้เกิดการแข่งขัน กลไกต่างๆที่ควรจะทำหน้าที่ตรวจสอบก็ไม่ตรวจสอบรัฐที่ถูกยึดกุมอำนาจ แรงจูงใจในการทำนโยบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลให้ไทยไม่สามารถตามทันโลก โดยเฉพาะระเบียบโลกที่แปรผันอย่างรุนแรงในยุคของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
สฤณีระบุว่าไม่ใช่ระบบแบบนี้แน่นอนที่ทำให้ประเทศไทยจะอยู่รอดในระเบียบโลก ต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้การยึดรัฐในระดับนี้ การทำให้ไร้แรงจูงใจในการแข่งขันทางนโยบาย และการไร้ความรับผิดชอบให้ไม่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย
ยิ่งชีพ ถามสฤณีว่าหากรัฐธรรมนูญทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีการแข่งขันทางนโยบายจะมีผลดีอย่างไร สฤณีตอบว่า รัฐธรรมนูญ 2540 อาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ก็เป็นการระบุสิทธิชุมชน มีวิธีคิดเรื่องการปราบปรามการทุจริตในรัฐธรรมนูญ ชัยชนะของไทยรักไทยเป็นผลพวงโดยตรงของรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านโดยชัดเจนมาสู่การเมืองเรื่องนโยบายอย่างแท้จริง เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 เปิดพื้นที่ให้มีจินตนาการว่านโยบายใด สำคัญและจำเป็นต่อประชาชน
ทุกวันนี้เราอาจจะเห็นการแข่งขันทางนโยบายอยู่ แต่ความเป็นไปได้ในการปฏิบัตินโยบายเหล่านั้นแทบไม่มี เพราะมีการยึดกุมอำนาจรัฐไว้ตามรัฐธรรมนูญ 2560
สฤณีทิ้งท้ายว่า หนึ่งในประเด็นที่ตนไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2560 คือการทำให้สิทธิของประชาชน กลายเป็นหน้าที่ของรัฐ การเป็นสิทธิของประชาชนทำให้ไม่มีใครมาละเมิดเราได้ ตนอยากให้ส่วนนี้กลับมา และการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิสำคัญเพิ่มเติมได้ เช่น การมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลสาธารณะของประชาชน ซึ่งจะเพิ่มความโปร่งใสและนำไปสู่การต้านโกงได้มีประสิทธิภาพ
เขียนรัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้การปราบโกงแข็งแรงกว่าที่เป็นอยู่
รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงการปราบโกงในรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าตนกล่าวในฐานะผู้ทำงานด้านการต่อต้านการโกง ถ้าย้อนอดีตกลับไปวันที่มีรัฐธรรมนูญ 2560 มีการมองภาพว่านักการเมืองชั่วร้าย จึงต้องลดอำนาจของนักการเมือง โดยเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระที่อ้างว่าบริสุทธิ์ ในวันนี้เรามีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 6 คน โดยมี 3 คนถูกกล่าวหาว่าทุจริต แม้คดียังไม่ถึงที่สุด แต่องค์กรที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชันกลับมีกรรมการครึ่งหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบให้อิสระ แต่เป็นความอิสระที่กล่าวถึงนั้นคือการเป็นอิสระจากประชาชน ยกตัวอย่างในเหตุการณ์ตึถล่ม ก็ไร้ผู้รับผิดชอบ ซ้ำเติมด้วยทุกวันนี้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตยังคงทำหน้าที่อยู่ในฐานะผู้ปราบโกง ต่อภัสสร์ ยังพูดถึงความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ในมาตรฐานจริยธรรมที่กลายเป็นเครื่องมือในการทำให้การบริหารประเทศไร้ความต่อเนื่อง แทนที่จะไว้ใช้ในการปราบทุจริตคอร์รัปชัน
ความโปร่งใสในรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ยังเป็นปัญหา ต่อให้นักการเมืองจะเสนอนโยบายปราบโกงอย่างไร แต่เมื่อข้อมูลไม่มีการเปิดเผยก็จะไม่สามารถตรวจจับข้อมูลเพื่อให้มีการดำเนินคดีทุจริตได้ ต่อให้เราใช้เทคโนโลยีอย่าง ai หรืออื่นๆ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ ป.ป.ช. ออกแบบการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองว่าต้องเปิดเผย 180 วัน แต่คำว่าเปิดเผยไม่ได้หมายถึงต้องเผยแพร่
ต่อภัสสร์ยกตัวอย่างว่า ที่มาของ กรรมการ ป.ป.ช. ควรมีที่มาหลากหลาย เพื่อบูรณาการความรู้มารต้านโกง แต่ทุกวันนี้เรามีแต่ผู้พิพากษาในกรรมการ ป.ป.ช. เพราะผู้สมัคร ป.ป.ช. ที่มีที่มาความสามารถหลากหลายกลับถูกปัดตกโดย สว. ทั้งสิ้น
“บอกเลยว่าในมุมมองคนทำงานด้านการต่อต้านการคอร์รัปชัน มันไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงครับ ม้นปราบโกงไม่ได้เลย แล้วมันยังสนับสนุนให้การคอร์รัปชันมันเกิดขี้นได้ง่ายแล้วปราบมันไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ต่อภัสสร์ ระบุ “มันต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว….แบบนี้ไม่มีทางรอดจากคอร์รัปชันเลยครับ”
รัฐธรรมนูญเป็นฐานตั้งต้น การปราบโกงจะต้องอาศัยหลายเครื่องมือ แต่ฐานเครื่องมือเหล่านั้นจะต้องมั่นคง เช่น ต้องมีข้อมูลที่เปิดเผย องค์กรอิสระต้องมีที่มายึดโยงจากประชาชน การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้ฐานเพื่อการปราบโกงเหล่านี้แข็งแรงมากขึ้น
ยิ่งชีพจากไอลอว์ทิ้งท้ายว่าเราต้องไปข้างหน้าด้วยการพูดถึงเนื้อหาว่า “เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยเป็นไปได้” ชวนช่วยกันส่งเสียงถึงประเด็นนี้ให้ดังว่า อะไรที่เป็นไปได้ถ้าเราเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เช่น คุณภาพชีวิตที่ดี การปราบโกงที่เข้มแข็ง และความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ