จับพ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก ไทยเครดิต กำไรนิวไฮแตะ 4,000 ล้านบาท
ปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจไทย ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารขนาดใหญ่ ทำให้ธนาคารที่หันมาโฟกัสลูกค้ากลุ่มนี้ มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
สำหรับ ธนาคารไทยเครดิตซึ่งเน้นปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่ม Micro SME และลูกค้ารายย่อย ล่าสุดผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 4,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% จากปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ของธนาคาร
‘รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิตเปิดเผยว่า ผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่องสะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ โดยเฉพาะใน ไตรมาส 4/2568 ที่ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1,175 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.9% จากไตรมาสก่อนหน้
ขณะเดียวกัน พอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 181,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% สูงกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมธนาคารไทยที่เฉลี่ยเพียง 1.3% จากการขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Micro SME และลูกค้ารายย่อย ซึ่งยังมีความต้องการเงินทุนสูง
[ พอร์ต Micro SME ยังเป็นแกนหลักดันการเติบโต ]
เมื่อแยกตามประเภทผลิตภัณฑ์ สินเชื่อส่วนใหญ่ยังมาจากกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย โดยแบ่งเป็น
- สินเชื่อธุรกิจ Micro SME 123,500 ล้านบาท (+13.1%)
- สินเชื่อใช้บ้านเป็นหลักประกัน 27,900 ล้านบาท (+10.6%)
- สินเชื่อบุคคล 9,400 ล้านบาท (+41.6%)
ขณะที่ สินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต อยู่ที่ 21,100 ล้านบาท ลดลง 4.8% จากนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังมากขึ้น
โครงสร้างพอร์ตสินเชื่อของธนาคารกว่า 80% เป็นกลุ่ม Micro SME ซึ่งแม้ถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่ด้วยโมเดลการเข้าถึงลูกค้าและมาตรการช่วยเหลือผ่านโครงการภาครัฐ เช่น “คุณสู้เราช่วย” ทำให้ธนาคารสามารถบริหารคุณภาพสินเชื่อได้ดีกว่าเป้าหมาย
[ คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น NPL ลด–ต้นทุนความเสี่ยงลดลง ]
ในปี 2568 ธนาคารยังสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย
- NPL Ratio ลดลงเหลือ 4.2% จาก 4.4% ในปีก่อน
- Credit Cost ลดลงเหลือ 1.83% จาก 2.65
การบริหารหนี้เน้น ปรับโครงสร้างหนี้และเคลม บสย. มากกว่าการขายหนี้ โดยมีการขายหนี้จริงเพียง 50 ล้านบาท
ส่งผลให้ การตั้งสำรอง (ECL) ลดลง 22.3% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ ROE อยู่ที่ 16.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมธนาคารไทยที่ 9.7
แม้ NIM ลดลงมาอยู่ที่ 7.7% จาก 8.6% ตามทิศทางการลดดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการช่วยเหลือลูกค้า แต่ยังถือว่าสูงที่สุดในกลุ่ม เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 3.7%
[ ตั้งเป้าปี 2569 สินเชื่อโตสองหลัก ]
สำหรับปี 2569 ธนาคารตั้งเป้า พอร์ตสินเชื่อเติบโตระดับ Double Digit ไม่ต่ำกว่า 11% โดยมองว่าตลาดลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Underserved Market) ยังมีโอกาสอีกกว่า 30%
เป้าหมายทางการเงินสำคัญของปี 2569 ได้แก่
- NIM 7.5 – 8.0%
- Cost to Income Ratio 42 – 44% และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
- NPL Ratio ควบคุมไม่เกิน 4.5%
- NPL Coverage Ratio 158%
- ROE 16 – 20%
[ เดินหน้า Full Digital Banking ]
ธนาคารยังเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการดำเนินงานสู่ Full Digital Banking Platform โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ได้แก่
MicroPay Platform : อัปเกรดระบบในไตรมาส 4/2568 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและฟีเจอร์สำหรับพ่อค้าแม่ค้า
Alpha SMT: เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่บนโมบายแอปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ให้ลูกค้าเบิกถอนวงเงินผ่านดิจิทัลได้ 100%
New Core Banking: โครงการปรับระบบธนาคารหลัก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
“การนำดิจิทัลมาใช้ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เพิ่มความสะดวก แต่ต้องช่วยเพิ่ม Productivity และลดต้นทุน เมื่อธนาคารลดต้นทุนได้ ก็สามารถส่งต่อประโยชน์กลับไปยังลูกค้ารายย่อย เพื่อลดภาระทางการเงินได้มากขึ้น” นายรอยย์ กล่าว
[ จับตาพลังงาน–เศรษฐกิจโลก ]
สำหรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ธนาคารมองว่า ลูกค้าหลักซึ่งเป็น ผู้ประกอบการรายย่อย ได้รับผลกระทบทางตรงจากต่างประเทศค่อนข้างจำกัด
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังติดตาม ราคาพลังงานและราคาน้ำมัน อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นต้นทุนสำคัญที่อาจกระทบกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของ Micro SME
[ มองเศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำ ]
ธนาคารประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 อาจเติบโตต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถออกนโยบายเศรษฐกิจได้ชัดเจน ก็มีโอกาสผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตใกล้ 3%
ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้พอร์ตสินเชื่อของธนาคารเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น โครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย.
ขณะเดียวกัน ธนาคารมองว่า Virtual Bank แม้จะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใกล้เคียงกัน แต่ด้วยโมเดลธุรกิจและความสัมพันธ์กับลูกค้า ทำให้ไม่น่ากระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารในระยะสั้น
ส่วนโครงการ SME Credit Boost ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อผ่านโครงการนี้ประมาณ 500–700 ล้านบาท แต่ยังคงเน้นการปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางปกติและกลไก บสย. เป็นหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสินเชื่อ SME ที่ 50,000 ล้านบาทต่อปี