NEWS UPDATE: การศึกษาพบ ไมโครพลาสติกแพร่หลายในเด็กอายุ 10 ปี และอาจเชื่อมโยงกับนิสัยการกิน
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environment International พบว่า ไมโครพลาสติกแพร่หลายอย่างกว้างขวางในร่างกายของเด็กวัยเรียน และมีแนวโน้มว่ารูปแบบการกินอาหารอาจมีผลต่อชนิดของไมโครพลาสติกที่สะสมในร่างกายนักวิจัยได้รวบรวมตัวอย่างปัสสาวะจากเด็กอายุประมาณ 10 ปี จำนวน 1,308 คน เพื่อวิเคราะห์การสัมผัสไมโครพลาสติก โดยใช้เทคนิควิเคราะห์แบบสเปกโตรสโกปีด้วยแสงอินฟราเรดเลเซอร์ ซึ่งสามารถระบุชนิดของอนุภาคพลาสติกได้อย่างละเอียด ผลการศึกษาพบว่า มีไมโครพลาสติกทั้งหมด 19 ชนิดในตัวอย่างปัสสาวะมากกว่า 91% ของผู้เข้าร่วมวิจัย และระดับเฉลี่ยที่ตรวจพบอยู่ที่ประมาณ 250 อนุภาคต่อลูกบาศก์มิลลิลิตรในจำนวนไมโครพลาสติกที่ตรวจพบ พบว่า PTFE (โพลีเตตระฟลูออโรเอทิลีน) ซึ่งมักใช้ในภาชนะสำหรับทำอาหารที่ไม่ติดกระทะ เป็นชนิดที่พบมากที่สุด โดยมากกว่า ร้อยละ 50 ของตัวอย่างมีอนุภาค PTFE และประมาณ 98% ของอนุภาคทั้งหมดมีขนาดเล็กมาก ซึ่งอาจสามารถผ่านเข้าไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายได้ง่ายกว่าอนุภาคที่มีขนาดใหญ่นักวิจัยยังพบความเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบการกินอาหารกับชนิดของไมโครพลาสติกที่พบในปัสสาวะ โดยใช้ดัชนี Mediterranean Diet Quality Index for Children and Adolescents (หรือ KIDMED) เพื่อประเมินว่าผู้เข้าร่วมวิจัยกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมากน้อยเพียงใด เด็กที่มีคะแนน KIDMED สูง ซึ่งหมายถึงการรับประทานอาหารที่เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช และไขมันดีเป็นหลัก พบว่ามีรูปแบบการสัมผัสไมโครพลาสติกในปัสสาวะแตกต่างไปจากเด็กที่มีคะแนนต่ำ โดยพบอัตราการตรวจพบพลาสติกบางชนิดลดลง และชนิดอื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงในระดับระดับที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่านิสัยการรับประทานอาหารอาจมีบทบาทต่อเส้นทางการได้รับไมโครพลาสติกในร่างกายอย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังชี้ว่าการศึกษานี้เป็นแบบ ขวางเวลา (cross-sectional) ซึ่งหมายความว่าการศึกษาได้เปรียบเทียบข้อมูล ณ จุดเวลาเดียวกัน จึง ไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลโดยตรงระหว่างอาหารกับการสัมผัสไมโครพลาสติกได้แน่ชัด และการวิเคราะห์จากปัสสาวะอาจสะท้อนเพียงส่วนน้อยของปริมาณไมโครพลาสติกในร่างกายทั้งหมดเท่านั้นนักวิจัยเตือนว่าสิ่งเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวโดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาการสำคัญ แต่ยังต้องการงานวิจัยระยะยาวเพื่อยืนยันผลกระทบที่มีต่อสุขภาพอย่างชัดเจนต่อไปอ้างอิงnews-medical