โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Don't Look Up หรือเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในภาคต่อของหนัง?

SpringNews

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 09.14 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 07.41 น.

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมยิ่งโลกหมุนผ่านปี 2026 มา ข่าวในหน้าฟีดมันเริ่มดูเหมือนหนังมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางทีเราก็แยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนคือความจริง อันไหนคือคอนเทนต์

ย้อนกลับไปตอนปี 2021 ที่ Don’t Look Up ออกฉาย หลายคนเคยมองว่ามันเป็นแค่หนังตลกร้ายที่เขียนบทมาจิกกัดสังคมแบบเกินเบอร์ ทั้งเรื่องนักการเมืองที่สนแต่คะแนนนิยม หรือการที่ผู้คนเอาเรื่องโลกแตกมาทำเป็นมีมขำๆ แต่ตัดภาพมาที่ชีวิตจริงในวันนี้ ความรู้สึกตลกเหล่านั้นเริ่มเลือนหายไป มันเลยน่าตั้งคำถามว่า สรุปแล้วเรากำลังดูหนัง หรือเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในบทหนังเรื่องนั้นจริงๆ กันแน่?

เพราะถ้าลองมาแกะรอยสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องดูดีๆ เราจะพบว่ามันแทบจะเป็นภาพสะท้อนของโลกที่เรากำลังเป็นอยู่ตอนนี้ เริ่มตั้งแต่

ความจริงที่ถูกทำให้เป็น ‘เรื่องขำ’ และ ‘คอนเทนต์’

ที่มา: Don't Look Up/Netflix

ในหนัง เมื่อนักวิทยาศาสตร์พยายามไปออกรายการทีวีว่าดาวหางจะพุ่งชนเพื่อเตือนคนทั้งโลก แทนที่พิธีกรหรือคนดูจะตกใจ ทุกคนกลับพยายามทำให้มันเป็นเรื่องบันเทิง หรือเป็นแค่ไวรัลอีกอันหนึ่งในเน็ต สื่อพยายามคุมโทนให้มันดูสดใส เพราะกลัวคนดูจะเครียดแล้วเปลี่ยนช่องหนี

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็มีเหตุการณ์คล้ายกันอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมท่วมใหญ่ภาคใต้ แม้สถานการณ์จะวิกฤตจนชาวบ้านเดือดร้อนกันแทบทุกหย่อมหญ้า แต่ในหน้าฟีดเรากลับยังเห็นคอนเทนต์ตลกๆ หรือคลิปคนไทยออกมาสร้างความบันเทิงสู้ชีวิตท่ามกลางน้ำท่วมจนกลายเป็นมีมเต็มโซเชียล แน่นอนว่ามันช่วยลดความตึงเครียดกับสถานการณ์แบบนี้ แต่ก็กลายเป็นว่า เรากำลังเผลอละเลยความลำบากจริงๆ ของชาวบ้านภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้นหรือเปล่า?

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ประชาชนต้องลุกขึ้นมาสร้างความบันเทิงเพื่อปลอบใจกันเอง มันอาจสะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดการปัญหาให้จบได้ จนความตลกกลายเป็น เครื่องมือเอาตัวรอด เพียงอย่างเดียวที่เรามี ..นี่แหละคือตลกร้ายในวันที่ภัยพิบัติมาเยือนจริงๆ เพราะเอาเข้าจริง เรากำลังอยู่ในยุคที่เรื่องซีเรียสที่ควรแก้ ดันสู้ไม่ได้เลยกับคอนเทนต์ขำๆ ที่คนชอบแชร์ เพียงเพื่อให้พวกเราหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าสถานการณ์มันยังโอเค ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่เลย

เมื่อศิลปินคนดังพยายามเตือนโลก แต่คนกลับสนใจแค่ข่าวลือ

ที่มา: Don't Look Up/Netflix

อีกจุดที่จี๊ดสุดๆ คือตัวละคร Riley Bina ป็อปสตาร์ระดับโลกที่พยายามใช้พลังเสียงและชื่อเสียงของเธอมาเป็นกระบอกเสียงประกาศให้ทุกคนผ่านเพลง ‘Look Up’ บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ยักษ์ แต่ความตลกร้ายคือ ในขณะที่เธอกำลังร้องเพลงเตือนว่าโลกกำลังจะแตกในนาทีสุดท้าย สิ่งที่แฟนคลับและโซเชียลถกเถียงกันจนติดเทรนด์ กลับไม่ใช่เรื่องดาวหาง แต่เป็นเรื่องที่เธอกับแฟนเก่ากลับมาคืนดีกันกลางเวทีหรือเปล่า?

มันสะท้อนความจริงในยุค 2026 ได้เจ็บมาก ว่าต่อให้คนดังหรือ Influencer ที่มีคนตามเป็นล้านจะพยายามออกมาพูดเรื่องซีเรียสแค่ไหน แต่จริตของคนรับสารในยุคนี้มักจะเลือกโฟกัสแค่เรื่องดราม่าส่วนตัวหรือภาพลักษณ์ที่ฉาบฉวย มากกว่าสาระสำคัญที่เขากำลังสื่อจริงๆ เพลงกู้โลกกลายเป็นแค่เพลงฮิตติดหูเอาไว้เต้นตาม แต่ใจความที่บอกว่า ‘เรากำลังจะตายกันหมด’ กลับถูกมองข้ามไปเพียงเพราะมันเครียดเกินไปสำหรับช่วงเวลาแห่งความสุข

การเมืองที่มองเห็น ‘เรตติ้ง’ สำคัญกว่า ‘ชีวิตคน’

ที่มา: Don't Look Up/Netflix

ในเรื่องเราจะเห็นภาพประธานาธิบดีที่พอรู้ว่าโลกจะแตกปุ๊บ สิ่งแรกที่เธอทำกลับไม่ใช่การสั่งกู้โลก แต่คือการเช็กว่า ‘คะแนนนิยม’ ของเธอตอนนี้เป็นยังไง และข่าวโลกแตกนี้จะช่วยกลบข่าวฉาวเรื่องชู้สาวของเธอได้ไหม เธอเลือกที่จะรอและดูเชิงเพียงเพราะอยากรอจังหวะการเมืองที่เหมาะสมที่สุด

ซึ่งพอตัดภาพกลับมาที่โลกความจริง ผู้นำมักจะขยับตัวแก้ปัญหาใหญ่ๆ ก็ต่อเมื่อมันส่งผลดีต่ออำนาจของเขาเท่านั้น ถ้าการแก้ปัญหามันทำให้เขาเสียคะแนน หรือไปขัดผลประโยชน์สปอนเซอร์รายใหญ่ เขาก็พร้อมจะบอกให้พวกเรา ‘อย่าไปมองขึ้นไปบนฟ้า’ (Don't Look Up) แล้วก้มหน้าใช้ชีวิตปกติไปเถอะ มันน่าเศร้าที่ในยุค 2026 ชีวิตของคนธรรมดาอย่างพวกเรา กลับถูกตีค่าเป็นแค่ตัวเลขเรตติ้งในกระดาษ หรือเป็นแค่กระแสที่จะถูกหยิบมาใช้เฉพาะตอนที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวของตัวเองเท่านั้น

ทุนนิยมที่อยาก ‘ขุดทอง’ บนหายนะ

ที่มา: Don't Look Up/Netflix

จุดเปลี่ยนที่พีคที่สุดในหนังคือตอนที่โลกเกือบจะรอดแล้ว แต่ดันมีมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ อารมณ์แบบเจ้าพ่อ Tech ในชีวิตจริง เข้ามาเบรกทุกอย่างไว้ เพียงเพราะเขาไปเจอว่าในดาวหางดวงนั้นมี ‘แร่ธาตุหายาก’ มูลค่ามหาศาล เขาเลยเกลี้ยกล่อมให้รัฐบาลหยุดภารกิจกู้โลก แล้วเปลี่ยนไปทำภารกิจ ‘เก็บขยะอวกาศ’ เพื่อเอาแร่มาทำกำไรแทน

แก่นตรงนี้คือการจิกกัดว่า ‘ความโลภของมนุษย์ไม่มีขีดจำกัด’ จริงๆ ต่อให้โลกกำลังจะพัง คนรวยและผู้มีอำนาจก็ยังมองหาช่องทางทำเงินจากซากความพังนั้นอยู่ดี โดยไม่สนเลยว่าถ้าแผนการที่เห็นแก่ตัวนี้มันพลาดขึ้นมา ทุกคนจะไม่มีโอกาสได้ใช้เงินมหาศาลนั้นเลยด้วยซ้ำ มันสะท้อนให้เห็นว่าในสายตาของกลุ่มทุนที่กุมอำนาจโลกอยู่ ความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติอาจจะมีค่าน้อยกว่ากราฟกำไรในไตรมาสถัดไปเสียอีก

ในวันที่ฟ้าเปลี่ยนสี เราจะเลือก 'ก้มหน้า' หรือ 'เงยหน้า'?

ที่่มา: Don't Look Up/Netflix

เอาเข้าจริง Don’t Look Up ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เรานั่งรอวันโลกแตกแบบปลงตก แต่มันคือการสาดสปอร์ตไลท์ใส่หน้าพวกเราทุกคนว่า ตื่นได้แล้ว แม้ในโลกปี 2026 ดาวหางที่พุ่งใส่เราจะดูใหญ่น่ากลัวและแก้ยากขนาดไหน แต่ตราบใดที่เรายังไม่ยอมแพ้ให้กับความเฉยเมย เราก็ยังมีโอกาสเปลี่ยนตอนจบของเรื่องนี้ได้เสมอ

ความหวังที่แท้จริงไม่ได้มาจากการรอให้มหาเศรษฐีใจดีกู้โลก หรือรอให้นักการเมืองตระหนักรู้เอง แต่มันเริ่มจากการที่พวกเรา กล้าที่จะมองขึ้นไป ยอมรับความจริงที่น่าอึดอัดใจ และเริ่มส่งเสียงเรียกร้องในสิ่งที่สำคัญจริงๆ สุดท้ายแล้ว ยอดเอ็นเกจเมนต์มันไม่ได้ช่วยให้เรามีชีวิตรอด สิ่งที่จะช่วยเราได้จริงๆ คือการที่เราเลิกเพิกเฉยแล้วหันมาแก้ไขปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้ดีขึ้นกว่าเดิม

เพราะโลกใบนี้ไม่ใช่แค่ฉากในหนัง และพวกเราไม่ใช่แค่ตัวประกอบที่รอวันจบเรื่อง แต่เราคือเจ้าของเรื่องราวที่ยังเขียนตอนต่อไปได้… ถ้าเราเลือกที่จะมองเห็นมันจริงๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...