โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คปภ.ปรับบทบาทกำกับธุรกิจปี69 เน้นโปร่งใสตอบโจทย์ผู้บริโภค

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ม.ค. เวลา 14.15 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. เวลา 07.15 น.

คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2569 (ฉบับที่ 525)

สำนักงาน คปภ. ขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ปรับบทบาทสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศ ผลักดัน e-Policy และระบบจัดเก็บกรมธรรม์กลาง รวมถึงการพัฒนาประกันบำนาญรูปแบบใหม่รองรับสังคมสูงวัยในระยะยาว

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยว่า ในปี 2669 สำนักงาน คปภ.ได้จัดทำแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2569-2573) เพื่อยกระดับบทบาทของระบบประกันภัยจากเครื่องมือคุ้มครองรายบุคคล สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศ รองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สังคม และภัยรูปแบบใหม่ในระยะยาว

นายชูฉัตรกล่าวว่า สาระสำคัญของแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 คือการเปลี่ยนบทบาทของการกำกับดูแล ไปสู่การออกแบบระบบนิเวศประกันภัยให้มีความยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจอื่นมากขึ้น โดยในปี 2569 จะเห็นการเดินหน้านโยบายสำคัญหลายด้านพร้อมกัน โดยหนึ่งในเป้าหมายหมายหลักคือ การกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision) เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจประกันภัยในปัจจุบันที่มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มธุรกิจ และขยายการลงทุนในกิจการที่เกี่ยวเนื่องมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส เสริมเสถียรภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในระยะยาว

โดยการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision) แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับ Solo Consolidation การกำกับดูแลบริษัทประกันภัยและบริษัทลูกที่มีอำนาจควบคุมในหลักการเดียวกับการกำกับบริษัทประกันภัย ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว และระดับ Full Consolidation การกำกับดูแลในระดับบริษัทแม่สูงสุดของบริษัทและนิติบุคคลที่บริษัทมีอำนาจควบคุมหรือถือหุ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม ตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป หรือบริษัทร่วม หรือบริษัทลูก ซึ่งคาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ได้ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2569

ขณะเดียวกัน คปภ.เตรียมปรับหลักเกณฑ์ด้านการลงทุนของบริษัทประกันภัยให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Risk Proportionality เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทประกันภัยสามารถเข้าถึงช่องทางการลงทุนได้ไม่จำกัดประเภทการลงทุนเพิ่มโอกาส สร้างผลตอบแทน กระจายความเสี่ยง และเสริมความมั่นคงให้เงินออมของประชาชนที่อยู่ในรูปแบบกรมธรรม์ประกันภัย

นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมบทบาทภาคประกันภัยในฐานะนักลงทุนสถาบัน โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนสำหรับความเสี่ยงด้านตลาด จากราคาตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 18 ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุน เสริมสภาพคล่องตลาดทุน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

อีกทั้งจะผลักดันกรมธรรม์ประกันภัยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) และระบบจัดเก็บกรมธรรม์กลาง เพื่อลดการฉ้อฉล เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมประกันภัย โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป บริษัทประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ในทุกช่องทางต้องออกกรมธรรม์โดยระบบงานของบริษัทในรูปแบบ e-Policy ทุกฉบับ โดยต้องส่งกรมธรรม์ e-Policy นี้เข้าสู่ระบบ e-Custodian ของสำนักงานคปภ.ทันทีที่ออกกรมธรรม์ ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถเข้าตรวจสอบกรมธรรม์ทาง Custodian ได้ผ่าน Private Key (Password) อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยสามารถออกกรมธรรม์ได้ในรูปแบบกระดาษเพิ่มเติมได้หากผู้เอาประกันภัยมีการร้องขอ

สำหรับ e-Custodian คือระบบเก็บกรมธรรม์ประกันภัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (PDF) เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยและ คปภ.ตรวจสอบได้ เพื่อใช้เป็นที่อยู่กลางของกรมธรรม์ กรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่มีอีเมล์ และบริษัทไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ซึ่งกรมธรรม์จะมีการเข้ารหัส ปลอดภัย เปิดดูได้เฉพาะผู้เอาประกันภัย เข้าใช้งานผ่านเว็ปไซต์ พร้อมยืนยันตัวตนด้วยแอป ThaiID ซึ่งจะเก็บข้อมูลอย่างน้อย 5 ปี ครอบคลุมอายุกรมธรรม์และการเคลม

โดยเฟสต่อไป จะเริ่ม 1 มกราคม 2570 เพื่อขยายผลการพัฒนาและปรับใช้ระบบ e-Policy และระบบ e-custodian ไปยังกรมธรรม์ประกันภัยประเภทอื่น 4 ประเภทกรมธรรม์ ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประกันภัยอุบัติเหตุ ประกันรายย่อย (Microinsurance) การประกันชีวิต และประกันภัยประเภทอื่นๆ ในอนาคต

ขณะเดียวกัน สำนักงาน คปภ.เตรียมผลักดันการพัฒนาประกันชีวิตแบบบำนาญที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ควบคู่กับมาตรการทางภาษี เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ยามเกษียณและลดภาระทางการคลังของประเทศในระยะยาว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของแผนฉบับที่ 5 คือ การใช้ระบบประกันภัยรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง โดยจะมีการปรับปรุงรูปแบบของการประกันบำนาญจากเดิม ที่ต้องจ่ายผลประโยชน์ให้กับผู้ทำประกันเป็นจำนวนที่เท่ากันทุกงวดหรือ จ่ายเป็นจำนวนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันภัย หรือจ่ายเป็นจำนวนที่เท่ากันและเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได รวมถึงรูปแบบประกันบำนาญอื่นๆ ที่สามารถนำไปออกแบบและพัฒนาให้หลากหลายได้มากขึ้น แต่ยังไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีเงินได้

นายชูฉัตรกล่าวว่า สำนักงาน คปภ. ได้ร่วมกับกรมสรรพากรปรับปรุงประกาศเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยให้ประกันบำนาญสามารถจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญในรูปแบบเป็นเงินก้อนจำนวนหนึ่งเมื่อเริ่มรับเงินบำนาญครั้งแรก (Lump-Sum) และสำหรับงวดต่อๆ ไป จะจ่ายเงินบำนาญเป็นรายงวดตามปกติ

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เอาประกันภัย ณ วันที่เริ่มเกษียณอายุสามารถรับผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเพื่อนำไปใช้ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณ หรือความจำเป็นอื่นๆ เช่น การเจ็บป่วย หรือสำรองไว้เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน เป็นต้น ซึ่งรูปแบบนี้จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ทำประกันและยังคงได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีด้วย

“ภายใต้แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 คปภ.วางกรอบแนวคิดสำคัญว่า ระบบประกันภัยต้องเป็นกลไกสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของสังคม ไม่ใช่เพียงธุรกิจทางการเงินที่มุ่งการเติบโตเชิงปริมาณ”

นายชูฉัตรกล่าวว่า สำนักงาน คปภ. ได้มีการกำหนดปัจจัยระดับพฤติกรรมการขับขี่ไว้ในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ โดยยกระดับโครงสร้างการประกันภัยรถยนต์ของไทย จากปัจจัยด้านพฤติกรรมการขับขี่มาใช้กำหนดพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัย เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ใช้รถและสร้างความเป็นธรรมในระบบประกันภัย หลังจากที่ผ่านมาอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ยังอิงข้อมูลภาพรวม เช่น อายุหรือรุ่นรถ ซึ่งไม่สามารถสะท้อนพฤติกรรมการขับขี่รายบุคคลได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผู้ขับขี่ที่มีวินัยต้องจ่ายเบี้ยใกล้เคียงกับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

โดยสำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัยได้ร่วมกันกำหนดให้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เป็นแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ (สูงสุด 5 คน) เพื่อเชื่อมโยงการคำนวณเบี้ยกับพฤติกรรมการขับขี่จริง โดยผู้ขับขี่ที่ไม่มีอุบัติเหตุจากความประมาทจะได้รับการปรับระดับพฤติกรรมและส่วนลดเบี้ยสะสมสูงสุดถึงร้อยละ 40 และจะติดตัวผู้ขับขี่ไปตลอด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับเบี้ยประกันภัยที่เป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย พร้อมยกระดับความโปร่งใสและความยั่งยืนของระบบประกันภัยรถยนต์ในระยะยาว

อีกทั้ง สำนักงาน คปภ. ได้ยกระดับบทบาทสู่การกำกับดูแลเชิงรุก โดยการสร้างพื้นที่ต้นแบบ ด้าน ความปลอดภัยทางถนนและการรณรงค์ประกันภัยรถภาคบังคับในปี 2568 ที่กำหนดจังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ประกันภัย พ.ร.บ. อย่างเป็นระบบ ซึ่งจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกพบว่า สามารถลดค่าเฉลี่ยผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่จากเดิมประมาณ 0.46-1.00 คนต่อวัน เหลือต่ำกว่า 0.40 คนต่อวัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบสองปีที่ผ่านมา พร้อมเตรียมต่อยอดขยายโครงการต่อในปี 2569 เพื่อสร้างชุมชนและเยาวชนต้นแบบทั่วประเทศ เพื่อยกระดับระบบประกันภัยให้เป็นกลไกสำคัญในการลดความสูญเสียและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2569 ฉบับที่ 525 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...