คปภ.ปรับบทบาทกำกับธุรกิจปี69 เน้นโปร่งใสตอบโจทย์ผู้บริโภค
คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2569 (ฉบับที่ 525)
สำนักงาน คปภ. ขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ปรับบทบาทสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศ ผลักดัน e-Policy และระบบจัดเก็บกรมธรรม์กลาง รวมถึงการพัฒนาประกันบำนาญรูปแบบใหม่รองรับสังคมสูงวัยในระยะยาว
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยว่า ในปี 2669 สำนักงาน คปภ.ได้จัดทำแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2569-2573) เพื่อยกระดับบทบาทของระบบประกันภัยจากเครื่องมือคุ้มครองรายบุคคล สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศ รองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สังคม และภัยรูปแบบใหม่ในระยะยาว
นายชูฉัตรกล่าวว่า สาระสำคัญของแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 คือการเปลี่ยนบทบาทของการกำกับดูแล ไปสู่การออกแบบระบบนิเวศประกันภัยให้มีความยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจอื่นมากขึ้น โดยในปี 2569 จะเห็นการเดินหน้านโยบายสำคัญหลายด้านพร้อมกัน โดยหนึ่งในเป้าหมายหมายหลักคือ การกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision) เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจประกันภัยในปัจจุบันที่มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มธุรกิจ และขยายการลงทุนในกิจการที่เกี่ยวเนื่องมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส เสริมเสถียรภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในระยะยาว
โดยการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision) แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับ Solo Consolidation การกำกับดูแลบริษัทประกันภัยและบริษัทลูกที่มีอำนาจควบคุมในหลักการเดียวกับการกำกับบริษัทประกันภัย ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว และระดับ Full Consolidation การกำกับดูแลในระดับบริษัทแม่สูงสุดของบริษัทและนิติบุคคลที่บริษัทมีอำนาจควบคุมหรือถือหุ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม ตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป หรือบริษัทร่วม หรือบริษัทลูก ซึ่งคาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ได้ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2569
ขณะเดียวกัน คปภ.เตรียมปรับหลักเกณฑ์ด้านการลงทุนของบริษัทประกันภัยให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Risk Proportionality เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทประกันภัยสามารถเข้าถึงช่องทางการลงทุนได้ไม่จำกัดประเภทการลงทุนเพิ่มโอกาส สร้างผลตอบแทน กระจายความเสี่ยง และเสริมความมั่นคงให้เงินออมของประชาชนที่อยู่ในรูปแบบกรมธรรม์ประกันภัย
นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมบทบาทภาคประกันภัยในฐานะนักลงทุนสถาบัน โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนสำหรับความเสี่ยงด้านตลาด จากราคาตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 18 ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุน เสริมสภาพคล่องตลาดทุน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อีกทั้งจะผลักดันกรมธรรม์ประกันภัยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) และระบบจัดเก็บกรมธรรม์กลาง เพื่อลดการฉ้อฉล เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมประกันภัย โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป บริษัทประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ในทุกช่องทางต้องออกกรมธรรม์โดยระบบงานของบริษัทในรูปแบบ e-Policy ทุกฉบับ โดยต้องส่งกรมธรรม์ e-Policy นี้เข้าสู่ระบบ e-Custodian ของสำนักงานคปภ.ทันทีที่ออกกรมธรรม์ ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถเข้าตรวจสอบกรมธรรม์ทาง Custodian ได้ผ่าน Private Key (Password) อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยสามารถออกกรมธรรม์ได้ในรูปแบบกระดาษเพิ่มเติมได้หากผู้เอาประกันภัยมีการร้องขอ
สำหรับ e-Custodian คือระบบเก็บกรมธรรม์ประกันภัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (PDF) เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยและ คปภ.ตรวจสอบได้ เพื่อใช้เป็นที่อยู่กลางของกรมธรรม์ กรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่มีอีเมล์ และบริษัทไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ซึ่งกรมธรรม์จะมีการเข้ารหัส ปลอดภัย เปิดดูได้เฉพาะผู้เอาประกันภัย เข้าใช้งานผ่านเว็ปไซต์ พร้อมยืนยันตัวตนด้วยแอป ThaiID ซึ่งจะเก็บข้อมูลอย่างน้อย 5 ปี ครอบคลุมอายุกรมธรรม์และการเคลม
โดยเฟสต่อไป จะเริ่ม 1 มกราคม 2570 เพื่อขยายผลการพัฒนาและปรับใช้ระบบ e-Policy และระบบ e-custodian ไปยังกรมธรรม์ประกันภัยประเภทอื่น 4 ประเภทกรมธรรม์ ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประกันภัยอุบัติเหตุ ประกันรายย่อย (Microinsurance) การประกันชีวิต และประกันภัยประเภทอื่นๆ ในอนาคต
ขณะเดียวกัน สำนักงาน คปภ.เตรียมผลักดันการพัฒนาประกันชีวิตแบบบำนาญที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ควบคู่กับมาตรการทางภาษี เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ยามเกษียณและลดภาระทางการคลังของประเทศในระยะยาว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของแผนฉบับที่ 5 คือ การใช้ระบบประกันภัยรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง โดยจะมีการปรับปรุงรูปแบบของการประกันบำนาญจากเดิม ที่ต้องจ่ายผลประโยชน์ให้กับผู้ทำประกันเป็นจำนวนที่เท่ากันทุกงวดหรือ จ่ายเป็นจำนวนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันภัย หรือจ่ายเป็นจำนวนที่เท่ากันและเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได รวมถึงรูปแบบประกันบำนาญอื่นๆ ที่สามารถนำไปออกแบบและพัฒนาให้หลากหลายได้มากขึ้น แต่ยังไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีเงินได้
นายชูฉัตรกล่าวว่า สำนักงาน คปภ. ได้ร่วมกับกรมสรรพากรปรับปรุงประกาศเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยให้ประกันบำนาญสามารถจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญในรูปแบบเป็นเงินก้อนจำนวนหนึ่งเมื่อเริ่มรับเงินบำนาญครั้งแรก (Lump-Sum) และสำหรับงวดต่อๆ ไป จะจ่ายเงินบำนาญเป็นรายงวดตามปกติ
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เอาประกันภัย ณ วันที่เริ่มเกษียณอายุสามารถรับผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเพื่อนำไปใช้ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณ หรือความจำเป็นอื่นๆ เช่น การเจ็บป่วย หรือสำรองไว้เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน เป็นต้น ซึ่งรูปแบบนี้จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ทำประกันและยังคงได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีด้วย
“ภายใต้แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 คปภ.วางกรอบแนวคิดสำคัญว่า ระบบประกันภัยต้องเป็นกลไกสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของสังคม ไม่ใช่เพียงธุรกิจทางการเงินที่มุ่งการเติบโตเชิงปริมาณ”
นายชูฉัตรกล่าวว่า สำนักงาน คปภ. ได้มีการกำหนดปัจจัยระดับพฤติกรรมการขับขี่ไว้ในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ โดยยกระดับโครงสร้างการประกันภัยรถยนต์ของไทย จากปัจจัยด้านพฤติกรรมการขับขี่มาใช้กำหนดพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัย เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ใช้รถและสร้างความเป็นธรรมในระบบประกันภัย หลังจากที่ผ่านมาอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ยังอิงข้อมูลภาพรวม เช่น อายุหรือรุ่นรถ ซึ่งไม่สามารถสะท้อนพฤติกรรมการขับขี่รายบุคคลได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผู้ขับขี่ที่มีวินัยต้องจ่ายเบี้ยใกล้เคียงกับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
โดยสำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัยได้ร่วมกันกำหนดให้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เป็นแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ (สูงสุด 5 คน) เพื่อเชื่อมโยงการคำนวณเบี้ยกับพฤติกรรมการขับขี่จริง โดยผู้ขับขี่ที่ไม่มีอุบัติเหตุจากความประมาทจะได้รับการปรับระดับพฤติกรรมและส่วนลดเบี้ยสะสมสูงสุดถึงร้อยละ 40 และจะติดตัวผู้ขับขี่ไปตลอด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับเบี้ยประกันภัยที่เป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย พร้อมยกระดับความโปร่งใสและความยั่งยืนของระบบประกันภัยรถยนต์ในระยะยาว
อีกทั้ง สำนักงาน คปภ. ได้ยกระดับบทบาทสู่การกำกับดูแลเชิงรุก โดยการสร้างพื้นที่ต้นแบบ ด้าน ความปลอดภัยทางถนนและการรณรงค์ประกันภัยรถภาคบังคับในปี 2568 ที่กำหนดจังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ประกันภัย พ.ร.บ. อย่างเป็นระบบ ซึ่งจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกพบว่า สามารถลดค่าเฉลี่ยผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่จากเดิมประมาณ 0.46-1.00 คนต่อวัน เหลือต่ำกว่า 0.40 คนต่อวัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบสองปีที่ผ่านมา พร้อมเตรียมต่อยอดขยายโครงการต่อในปี 2569 เพื่อสร้างชุมชนและเยาวชนต้นแบบทั่วประเทศ เพื่อยกระดับระบบประกันภัยให้เป็นกลไกสำคัญในการลดความสูญเสียและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2569 ฉบับที่ 525 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/