การเมืองสีขาวผ่าตัดประเทศ
การเมืองสีขาวผ่าตัดประเทศ
สมรภูมิเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เดือดระอุ บนสภาพกลไกรัฐประเทศไทยผุพัง โดยเกิดปรากฏการณ์เครนยักษ์ที่สีคิ้ว นครราชสีมา และย่านถนนพระราม 2 ถล่ม ปลิดชีวิตประชาชนไปหลายราย
ประจานบ้านเมืองเป็นรัฐกระดาษ รัฐบาลไม่มีน้ำอิ้ว คอร์รัปชันทุกขั้นตอน ค่าน้ำร้อนน้ำชากระฉูด ทั่วโลกรับรู้ แต่กลไกรัฐไทยรับได้ เพราะระดับหน่วยงานที่คุมเงิน คุมกติกา คุมนโยบายต่างมีส่วนได้เสีย โดยไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา
สังคมไทยเรียกหาพรรคการเมืองสีขาว นักการเมืองสีขาว เข้าไปผ่าตัดประเทศไทย ลุ้นได้ตามที่ฝันหรือไม่ ลองไปส่องผลโพลทุกสำนักพัดกระหน่ำไปทิศทางเดียวกันเกือบหมด รวมถึงโพลพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นศึก 2 ขั้วอำนาจ ระหว่างค่ายส้มกับค่ายน้ำเงิน
ค่ายส้มชัดเจน ชูสโลแกน “มีเราไม่มีเทา-ไม่ส้มไม่มีหนู” ล็อกประตูตายไม่ผสมพันธุ์กับค่ายน้ำเงิน แต่ภูมิใจไทยยังเปิดกว้างสำหรับทุกพรรค
ผุดโมเดลจัดตั้งรัฐบาลชัดเจนขึ้น ค่ายส้ม-เพื่อไทย จับมือพรรคอื่นที่ไม่ใช่กล้าธรรม รวม 270 ที่นั่ง ต่างกับค่ายน้ำเงิน-เพื่อไทย จับมือพรรคอื่นได้หมด แต่หาก 2 ขั้วใหญ่ชนะแต้มไม่ขาดลอย ต้องระวังถูกเสียงข้างหลัง เมื่อ“ค่ายแดง” มีโอกาสเป็นตัวแปรต่อรองเข้ากุมอำนาจ
“หัวส้ม”มั่นใจขายแพ็กเกจนโยบายคู่ตัวผู้สมัครสส. เร่งกระแส “รัฐบาลประชาชน” เข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างประเทศทุกมิติ โดยฐานเสียงคนเมือง ภาคตะวันออกขานรับ คาดตัวเลขสส.เพิ่มมากกว่าเดิมอย่างน้อยระดับ 150 ที่นั่ง
แม้เจอกระบวนการเอ็กซเรย์ตัวผู้สมัครสส.เทา ก็หยุดกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเข้าทางกลยุทธ์ “ล่อเหยื่อเข้าถ้ำ” พลิกแพลงแจงได้ทุกกรณี ตีกลับกลายเป็นกระแสให้ด้อมส้ม หัวคะแนนธรรมชาติช่วยตีปี๊บดึงแต้มเพิ่มจากพลังเงียบ
โค้งสุดท้ายเตรียมทิ้งใบเด็ด เคลื่อนพลทัพหลักปูพรหมเขย่าบ้านใหญ่ไล่เรียงเป็นจังหวัด ขยับทัพรองดึง “ทิม”นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับจากต่างประเทศช่วยอีกแรงในเขตที่คะแนนยังตกเป็นรองคู่แข่ง
ตบท้ายเร่งรณรงค์ “กินเหยื่อแต่ไม่ติดเบ็ด” ดัดหลังพรรคการเมืองซื้อเสียง ให้ประชาชนรับเงินซื้อเสียง แต่ไม่เลือกผู้สมัครและพรรคที่ซื้อเสียง
ขณะที่คู่แข่งค่ายน้ำเงินร้อนแรงจากผลโพลของพรรคภูมิใจไทยพุ่ง 170 ที่นั่ง ดีดลูกคิดห่วงเวลาที่เหลือขยับเป้าทะลุเพดาน 200 ที่นั่ง การันตีความชัวร์ “เสี่ยหนู”นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกรัฐมนตรีเบิ้ลรอบสอง
ด้วยศักยภาพเต็มมือ มีโอกาสสูงเดินถึงธงที่ปักหมุดเอาไว้ โดยเฉพาะเมื่อตัดทิ้งผู้สมัครสส.เขตที่หมดไฟถึง 200 เขต เอาพลังวิเศษทุ่มเทในพื้นที่ที่หวังโกยแต้ม
กลายเป็นดาบ 2 คม ระหว่างทุ่มเทสรรพกำลังช่วยเหลือผู้สมัครได้เต็มที่ กับเป็นภาพลบต่อกระแสความนิยม เมื่อบรรดาผู้สมัครสส.ที่ถูกเขี่ยทิ้งต่อสายถึงกัน รู้ตัวว่าถูกตะเพิดออกจากสนาม
จนเป็นไวรัลผ่านผลโพลสำนักที่มาตรฐาน คะแนนความนิยมค่าเฉลี่ยตามภูมิภาคถึงลดลง โดยเฉพาะภาคใต้ เป็นจุดให้ระดับหัวหมูทะลวงฟันออกมายั่วพรรคการเมืองที่กระแสดีกว่า
ท่ามกลางอีกหลายพรรคการเมืองเดินตามสูตรการเมืองย้อนยุคงัด “กระสุน-เครือข่าย” ปะฉะดะ “อุดมการณ์-กระแส” ใครอยู่ใครไปอีก 3 สัปดาห์ได้รู้กันว่า ระหว่างปั่นกระแส“เลือกตามยุทธศาสตร์”กับ “รัฐบาลประชาชน” ใครเข้าวินกุมอำนาจรัฐ หรือ มีค่ายแดง กลายเป็นตาอยู่คว้าอำนาจไปครอง
#มะม่วงแปดริ้ว