'ประหยัดพลังงาน' รับสงครามตะวันออกกลาง หน้าที่ของทุกคน ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก
ในสถานการณ์ที่ยังมีความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางพลังงานของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อเกิดความไม่สงบย่อมส่งผลให้ราคานํ้ามันในตลาดโลกผันผวนและพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยในฐานะประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศถึง 92% จึงตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงของต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น
การเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตพลังงานนี้ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นภารกิจของประชาชนทุกคนที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดการใช้พลังงานให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังมีส่วนช่วยสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
มาตรการที่กระทรวงพลังงาน พยายามจะผลักดันออกมา โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคือการประหยัดพลังงานไฟฟ้าในที่ทำงานและที่พักอาศัย มาตรการที่สามารถทำได้ทันทีและมีประสิทธิภาพสูงคือ การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ร่างกายยังรู้สึกสบายแต่ช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าการตั้งอุณหภูมิที่ตํ่ากว่านี้ และควรมีวินัยในการ ปิดเครื่องปรับอากาศก่อนเวลาเลิกใช้งานหรือก่อนออกจากห้องประมาณ 15 นาที เพื่อให้ความเย็นที่ยังคงเหลืออยู่ในระบบทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพิ่มเติม
นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เครื่องปรับอากาศแล้ว การดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การรณรงค์ให้ประชาชน “ปลดปลั๊ก พักพลังงาน” โดยการถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดเมื่อไม่ได้ใช้งาน เป็นการตัดวงจรไฟฟ้าที่มักจะมีกระแสไฟไหลผ่านอยู่ตลอดเวลาแม้จะปิดสวิตช์แล้วก็ตาม ซึ่งหากทำร่วมกันทั้งประเทศ จะสามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าส่วนเกินได้อย่างมหาศาล
ในส่วนของพนักงานออฟฟิศหรือผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ การ ตั้งเวลาปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติ เมื่อไม่มีการใช้งานในช่วงเวลาสั้นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ง่ายและเห็นผลชัดเจน รวมถึงการเลือก ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดที่ไม่จำเป็น ทันทีหลังจากใช้งานเสร็จสิ้น
การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและการแต่งกายให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยมีการรณรงค์ให้ “ถอดสูท ปลดไท” และสนับสนุนให้พนักงานสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีหรือเสื้อผ้าที่ได้รับมาตรฐาน Cool Mode แทนการสวมใส่ชุดสากลที่หนาหนัก ซึ่งมักจะบีบบังคับให้ต้องปรับเร่งความเย็นของเครื่องปรับอากาศให้ต่ำลง การเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าที่เบาสบายจะช่วยให้เราสามารถรักษาอุณหภูมิห้องไว้ที่ระดับประหยัดพลังงานได้โดยไม่รู้สึกร้อนจนเกินไป
อีกทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเคลื่อนที่ในอาคาร เช่น การเปลี่ยนจากการใช้ลิฟต์มาเป็นการใช้บันได สำหรับการขึ้นลงเพียง 1-2 ชั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระการทำงานของมอเตอร์ลิฟต์ที่กินไฟสูง แต่ยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับผู้ปฏิบัติงานอีกด้วย
ในส่วนของภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ใช้พลังงานนํ้ามันในสัดส่วนที่สูงมาก มาตรการประหยัดนํ้ามัน หรือลดการเดินทางถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในการทำงาน เช่น การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบ Video Conference แทนการเดินทางไปประชุมในสถานที่ต่างๆ จะช่วยลดการใช้นํ้ามันและลดการจราจรติดขัดได้ รวมถึงการสนับสนุนให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพิจารณาให้พนักงาน Work From Home ตามความเหมาะสม ของลักษณะงาน เป็นการลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนและช่วยให้ประชาชนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้โดยตรง
สำหรับผู้ที่ยังจำเป็นต้องเดินทางออกจากบ้าน การวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ โดยควร เดินทางเท่าที่จำเป็น และพยายามรวมภารกิจต่างๆ ไว้ในเส้นทางเดียวกันเพื่อลดระยะทางการขับขี่ การหันมาใช้ ระบบ Carpool หรือทางเดียวกันไปด้วยกัน จะช่วยลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนได้
อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการประหยัดพลังงานในภาคขนส่งคือ การหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถเมล์ หรือเรือโดยสาร ซึ่งเป็นวิธีการเดินทางที่ใช้พลังงานต่อหัวต่ำที่สุดและมีความคุ้มค่าสูงสุดในสภาวะวิกฤตพลังงานเช่นนี้
ดังนั้น ในสถานการ์เช่นนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งรณรงค์ให้ประชาชน หันมาประหยัดพลังงาน เพราะไม่ใช่เพียงแค่การตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวให้กับประเทศไทยอีกด้วย