โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมไหนน่าห่วง-อานิสงส์บวก ผลจากสงครามอิหร่าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 มี.ค. เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. เวลา 09.40 น.
ธนกร วังบุญคงชนะ

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนแหล่งเงินทุน และสิทธิประโยชน์ ควบคู่กับการจัดทำแผนปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และเสริมความยืดหยุ่นของภาคการผลิตไทยภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล-สหรัฐอย่างใกล้ชิด หลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือที่สำคัญ คิดเป็นประมาณ 20% ของการบริโภคน้ำมันทั้งโลกต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจแตะระดับ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปัจจุบันอยู่ที่ 79 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มี.ค. 2569) ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมที่มีการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตมีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าและค่าระวางเรือประมาณ 50-140%

กระทรวงอุตสาหกรรมได้วิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อประเมินกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังจากความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โดยพบว่าอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น การผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีต การผลิตแก้ว/กระจกแผ่น การผลิตกระเบื้องและเซรามิก การผลิตก๊าซและปิโตรเลียม การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้า และการผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น รวมถึงอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีในแง่ของวัตถุดิบ

สำหรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ ในระยะต้นอาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมภาคอุตสาหกรรมไทยมากนัก และยังอยู่ในระดับที่สามารถติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในทุกอุตสาหกรรม หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ

ขณะเดียวกันประเมินว่าในสถานการณ์ดังกล่าวยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในภาวะสงครามและไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบและการผลิต อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ Hybrid จากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและเพิ่มสูงขึ้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่อาจมีโอกาสด้านการส่งออกเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางจากความต้องการยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์ และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษจากต้นทุนปิโตรเคมีที่สูงขึ้นและแนวโน้มการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษทดแทนพลาสติก

จากการรับฟังข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐ พบว่ามี 2 ประเด็นสำคัญ (1) การบริหารจัดการความเสี่ยงและวัตถุดิบ เช่น การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง โดยเฉพาะพลังงานจากตะวันออกกลาง การกระจายตลาดส่งออก และการบริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ไม่ปกติ

และ (2) การปรับตัวและพัฒนาธุรกิจ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการผลิตและการตลาด และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าภายในประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว โดยมีมาตรการเร่งด่วนประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านกระบวนการผลิต เช่น ส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน รวมถึงการสำรองวัตถุดิบและปรับแผนการผลิตตามความพร้อมของวัตถุดิบ

(2) ด้านการลดต้นทุน เช่น สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดในโรงงานผ่านโซลาร์รูฟท็อป การผลิตพลังงานจากชีวมวล และการส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) จากกากน้ำตาลและน้ำมันปาล์ม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

(3) ด้านแหล่งเงินทุน เช่น สนับสนุนสินเชื่อภายใต้กองทุนพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ สินเชื่อ SME Green Productivity ภายใต้ SME D Bank และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan)

และ (4) ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น สนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดการใช้พลังงาน

สำหรับมาตรการสนับสนุนในระยะกลางและระยะยาว กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างจัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน โดยร่วมกับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิเพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

โดยมีการระบุถึงปัญหาอุปสรรค เป้าหมาย/ทิศทางการปรับโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบพลังงาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) และ Made in Thailand เพื่อขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

“กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้มองเฉพาะการติดตามสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะต่อเนื่อง โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการใน 4 ด้าน ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนแหล่งเงินทุน และสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกันจะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและพลังงานนำเข้า และเสริมความยืดหยุ่นของภาคการผลิตไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายธนกรกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อุตสาหกรรมไหนน่าห่วง-อานิสงส์บวก ผลจากสงครามอิหร่าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...