ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ สั่ง “ไม่อนุญาต” ดำเนินคดีแบบกลุ่ม Zipmex
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้สั่ง “ไม่อนุญาต” ดำเนินคดีแบบกลุ่ม Zipmex ชี้รายละเอียดผู้เสียหายต่างกัน ให้ฟ้องคดีสามัญแทน
วันที่ 13 มีนาคม 2569 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้อ่านคำสั่งคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) โดยมีผู้เสียหายจาก‘กลุ่มร่วมสู้ Zipmex’ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 800 ราย เสียหายรวมกันกว่า 1,800 ล้านบาท ร่วมฟังการอ่านคำสั่ง หลังจากมีตัวแทนกลุ่มเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จํากัด และ นายเอกลาภ ยิ้มวิไล อดีตกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง และผู้เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศรวม 23 รายเป็นจำเลยในคดีผู้บริโภคแบบกลุ่ม เรียกค่าเสียหายรวมเพื่อการลงโทษไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท ถือเป็นการฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลคดีแรกของประเทศไทย
คดีนี้สืบเนื่องจาก Zipmex ซึ่งเคยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและนายหน้าซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลตามพระราชกำหนด การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ได้ก่อความเสียหายต่อประชาชนผู้ลงทุน ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้พบการกระทำความผิดกฎหมายหลายกรณีและได้กล่าวโทษจำเลยไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีอาญา อีกทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้มีคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของ Zipmex ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2567
ล่าสุด ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งดำเนินการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่มในศาลชั้นต้้น ได้อ่านคำสั่งว่าศาลชั้นต้้นไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มและให้ดำเนินคดีแพ่งอย่างสามัญ แต่คำสั่งนี้ยังไม่มีผลเป็นที่สุดโดยคู่ความใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้้นไปยังศาลอุทธรณ์ได้ ทั้งนี้ ศาลชั้นต้้นได้อ่านคำสั่งซึ่งมีเหตุผลฟังโดยสรุปว่า แม้ศาลเห็นว่าการดำเนินคดีแบบกลุ่มจะเป็นการช่วยเป็นการคุ้มครองผู้เสียหายให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมโดยไม่ต้องแยกฟ้องคดีกันแต่ละราย แต่ศาลเห็นว่าการฟ้องคดีนี้มีการฟ้องทั้ง บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) และผู้เกี่ยวข้องรวมถึงอดีตกรรมการของบริษัทซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งและออกจากตำแหน่งไม่พร้อมกัน และเมื่อผู้เสียหายแต่ละรายต่างเข้าทำสัญญาเปิดบัญชีและใช้ผลิตภัณฑ์ซิปเม็กซ์ไม่พร้อมกัน จึงมีประเด็นเกี่ยวกับสภาพความเป็นกลุ่มบุคคลที่มีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันและไม่เหมาะสมที่จะดำเนินคดีแบบกลุ่ม
ทั้งนี้ ภายหลังศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่ง ศาลได้เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายและคู่ความสอบถามศาลและโปรดอธิบายว่าเรื่องทั้งหมดมีความละเอียดซับซ้อนและสามารถถูกตรวจสอบพิจารณาได้โดยศาลอุทธรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมายและให้คู่ความและทนายความรอคัดถ่ายคำสั่งฉบับเต็มเพื่อนำไปศึกษารายละเอียดและพิจารณาแนวทางหากจะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อไป
นายกิจจา จงขวัญยืน ในฐานะตัวแทน ‘กลุ่มร่วมสู้ Zipmex’ และโจทก์ผู้ริเริ่มคดี กล่าวว่า ในฐานะโจทก์ผู้ยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่ม ก็น้อมเคารพศาลชั้นต้นที่ตีความกฎหมายตามที่ศาลมีดุลพินิจ โดยนายกิจจาเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือ 'เสียงปลุก' ให้สังคมต้องหันมามองว่าการตีความกฎหมายเรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่มมีความละเอียดสลับซับซ้อนและอาจมีข้อน่าคิดโดยเฉพาะการคุ้มครองผู้เสียหายรายย่อย (Small Investors) เช่น หากคดีที่เกิดกับแพลตฟอร์มระดับประเทศที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก
แต่ไม่สามารถริเริมดำเนินคดีแบบกลุ่มได้เพราะเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารของผู้บริหารบางรายซึ่งผู้เสียหายเพียงแต่ขอดำเนินคดีและยังไม่มีโอกาสได้สืบพยานเกี่ยวกับอดีตผู้บริหารเหล่านั้น นั่นหมายความว่าต้นทุนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของนักลงทุนรายย่อยจะสูงขึ้นมหาศาล คนที่ฟ้องคดีได้อาจเป็นคนที่ฟ้องคดีแบบสามัญให้ตนเองคนเดียวโดยมีทรัพยากรมากพอที่จะจ้างทนายฟ้องคดีส่วนตัวโดยไม่ต้องอาศัยการฟ้องคดีแบบกลุ่มที่มีเงื่อนไขวิธีการซับซ้อน และผู้บริหารเหล่านั้นอาจจะยิ่งต้องมีภาระเพิ่มขึ้นที่ผู้เสียหายจะแยกกันฟ้องผู้บริหารหลายคนแยกเป็นหลายคดี
และหากยังมองในแง่ความเป็นเอกภาพของระบบ (Systemic Impact) ในมุมมองของผู้ที่ติดตามเรื่องฟินเทค แพลตฟอร์มคือระบบเดียว (Single System) เมื่อระบบระงับการถอนเงิน (Pause Withdrawal) ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่เกิดแบบเดียวกันต่อทุกคนจากการใช้งานแพลตฟอร์ม ไม่ว่าเขาจะก้าวเข้ามาวันไหนก็ตาม และผู้บริหารที่เข้ามาในแต่ละช่วงต้องรับผิดชอบต่อการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มที่ดำเนินการในลักษณะที่อาจผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารรายนั้น
นายกิจจากล่าวย้ำว่า ความเชื่อมั่นในระบบ (Confidence) เป็นเรื่องสำคัญต่ออนาคตของทั้งวงการสินทรัพย์ดิจิทัลและการค้าการลงทุนอื่น การฟ้องคดีนี้ไม่ได้สู้เพียงเพื่อเงินของกลุ่มผู้เสียหาย Zipmex เท่านั้น แต่เราสู้เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่า หากวันหนึ่งธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเกิดปัญหาขึ้นอีก นักลงทุนจะมีกฎหมายเป็นเกราะคุ้มกันที่จับต้องได้จริงไหม ? หากวันนี้เกราะที่ชื่อว่า 'การฟ้องคดีแบบกลุ่ม' ยังใช้ไม่ได้ผลหรือใช้ได้อย่างลำบากซับซ้อน ความเชื่อมั่นในนวัตกรรมทางการเงินของไทยอาจถูกกระทบได้
นายกิจจากล่าวปิดท้ายว่า ตนหวังว่ากรณีการฟ้องคดี Zipmex โดยเฉพาะการต่อสู้ต่อไปในชั้นอุทธรณ์จะเป็นคดีแบบกลุ่มที่ช่วยทำให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยสามารถปรับใช้กฎหมายให้เท่าทันโลกดิจิทัลและให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม และจะหารือกับทีมทนายความเพื่อเตรียมการยื่นอุทธรณ์ต่อไป
ด้าน นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ผู้ก่อตั้งสำนักกฎหมาย VLA ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตัวแทน ‘กลุ่มร่วมสู้ Zipmex’ เปิดเผยว่า ศาลได้อธิบายเหตุผลที่ย้ำให้เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของการดำเนินคดีแบบกลุ่ม และตนฟังคำสั่งแล้วเห็นว่าศาลไม่ได้มีประเด็นเกี่ยวกับสภาพข้อหาที่เป็นแก่นหลักของคดีโดยเฉพาะในส่วนของการฟ้องเอาผิดแพลตฟอร์มบริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จํากัด และ นายเอกลาภ ยิ้มวิไล เพียงแต่ศาลมีประเด็นเกี่ยวกับจำเลยอดีตกรรมการบางรายซึ่งตนน้อมเคารพมุมมองวิธีคิดของศาลชั้นต้นซึ่งต้องรอนำคำสั่งฉบับเต็มไปพิจารณาศึกษาต่อไป และแม้หากวันนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ จำเลยก็มีสิทธิโต้แย้งให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งไม่อนุญาตได้เช่นกัน ดังนั้น จึงขอให้เรื่องดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
นายวีรพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายต่อผู้เสียหายที่กำลังกังวลใจว่า ขอให้ผู้เสียหายไม่ต้องเสียกำลังใจ เพราะโจทก์ในคดีนี้ยังคงต่อสู้คดีต่อไปในชั้นอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลเห็นว่าอดีตผู้บริหารทุกรายที่ถูกฟ้องนั้นเกี่ยวข้องเบื้องต้นที่เพียงพอจะขอเริ่มต้นคดีแบบกลุ่มได้ และตนเชื่อว่าคดี Zipmex จะช่วยพัฒนาการตีความกฎหมายเรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่มให้เกิดบรรทัดฐานที่ชัดเจนยิ่งขึ้นและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในที่สุด ที่สำคัญ แม้สุดท้ายคดีแบบกลุ่มจะพบกับอุปสรรคใดแต่ทางกลุ่มก็ยังมีช่องทางที่จะรวมตัวกันยื่นฟ้องคดีแพ่งและเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อหาทางเอาคนผิดมาลงโทษและชดใช้เยียวยาผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรม