WHAUP อัด 2.9 พันล้าน เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 1,222 MW ปี 73
บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภค และพลังงานอย่างครบวงจร ได้ประกาศกลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 ลง 37% ภายในปี 2572 และเพิ่มเป็น 42% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564 ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของ Science Based Targets initiative (SBTi) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
พร้อมทั้ง ตั้งเป้าลดการใช้นํ้าจากแหล่งนํ้าธรรมชาติลง 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2573 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่านํ้าดิบได้ถึง 290 ล้านบาทต่อปี หรือเทียบเท่านํ้าที่ประหยัดได้จากการใช้นํ้าของประชากรประมาณ 685,000 คน และตั้งเป้ามีสัดส่วนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,222 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 803,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และตั้งเป้าความต้องการใช้ไฟฟ้าในโรงผลิตนํ้าของบริษัท 100% มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และตั้งเป้าหมายลดปริมาณขยะและของเสียที่ส่งไปหลุมฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste)
นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว เน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อม ผ่านการลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2569 นี้ บริษัท ได้จัดสรรเงินลงทุนไว้ราว 2,900 ล้านบาท เป็นในส่วนของธุรกิจสาธารณูปโภค (บริหารจัดการนํ้า) สัดส่วน 43 % ที่จะนำไปใช้ในการก่อสร้างสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรม เช่น โรงผลิตนํ้า ระบบบำบัดนํ้าเสีย และระบบท่อ เป็นต้น และธุรกิจพลังงาน สัดส่วน 57 % ที่มุ่งเน้นในการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปแบบต่างๆ ทั้ง Solar Rooftop, Solar Floating และ Solar Farm
ปัจจุบันบริษัทมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 1,026 เมกะวัตต์ เป็นในส่วนของโรงไฟฟาพลังงานความร้อนร่วม 528 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 476 เมกะวัตต์ พลังงานงานนํ้า 19 เมกะวัตต์ และพลังงานขยะ 3 เมกะวัตต์ โดยเป็นโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วรวม 715 เมกะวัตต์ เและมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีกกว่า 311 เมกะวัตต์ เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา Solar Private PPA หรือโซลาร์รูฟท็อป 186 เมกะวัตต์ และโซลาร์ฟาร์ม ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) จำนวน 5 โครงการ กำลังผลิตรวม 125 เมกะวัตต ที่มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์(COD) ในปี 2572-2573
ในปี 2569 นี้ บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังผลิตให้ได้ 1,124 เมกะวัตต์ ซึงจะส่งผลให้มีกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นมาที่ 596 เมกะวัตต์ จากปี 2568 อยู่ที่ 498 เมกะวัตต์ โดยกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ตั้งเป้าหมายจากลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) เพิ่มเติมอีก 60 เมกะวัตต์ และจากความต้องการใช้พลังงานสะอาดของกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center)
ที่ผ่านมาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) สำหรับโครงการ Direct PPA กับลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ไปแล้วรวมกว่า 120 เมกะวัตต์ และยังมีโครงการในแผนงาน (Pipeline) อีกมากกว่า 100 เมกะวัตต์ อีกทั้ง ยังตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตรวมในเวียดนามที่ 29 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569 โดยเน้นไปที่การติดตั้ง Solar Rooftop และการทำสัญญา Direct PPA
ทั้งนี้ บริษัท ตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนวัยตามสัดส่วนการถือหุ้นให้ได้ถึง 1,222 เมกะวัตต์ จากการเติบโตของกลุ่ม Data Center และโอกาสใหม่ๆ จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP ฉบับใหม่ของประเทศไทย รวมทั้ง จากโครงการ Direct PPA ที่มีเป้าหมายซื้อขายไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถจ่ายไฟฟ้าสีเขียวให้แก่ลูกค้าได้โดยตรงผ่านระบบ Direct-Wire PPA และ Third Party Access (TPA)
นอกจากนี้ บริษัท ยังขยายการเติบโตตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของเวียดนาม(PDP8) และมองหาโอกาสทั้งในรูปแบบการควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) และการพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) ในกลุ่มพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ตลอดจนการขยายฐานธุรกิจไปยังประเทศที่สาม (3rd Home Country) ที่มีความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนสูง และมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีกลุ่ม New S-Curve นอกเหนือจากไทยและเวียดนาม เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
นายอัครินทร์ กล่าวอีกว่า ส่วนธุรกิจสาธารณูปโภค บริษัท ได้เตรียมความพร้อมในการจัดหาทรัพยากรนํ้าสำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ความต้องการใช้นํ้าสูงกว่าลูกค้าปกติถึง 12-16 เท่า โดยปัจจุบันมีสัญญาใหม่ในปี 2568 รวมกว่า 28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยในปี 2569 ตั้งเป้าหมายปริมาณการจำหน่ายนํ้าและบริหารจัดการนํ้าเสีย ไว้ที่ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปี 2568 อยู่ที่ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร
ขณะที่ประเทศเวียดนาม ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 41 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปีก่อนอยู่ที่ 38 ล้านลูกบาศก์เมตร อีกทั้ง การเพิ่มปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นํ้ามูลค่าเพิ่ม ซึ่งรวมถึงนํ้าปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) และนํ้าใสคุณภาพพิเศษ (Premium Clarified Water) ที่ 11 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปีปี 2568 ดำเนินการได้แล้ว 10 ล้านลูกบาศก์เมตร