โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เอกชนแนะรัฐฉวยโอกาสปรับโครงสร้างพลิกเกมสู่ผู้รับประโยชน์จากสงครามตะวันออกกลาง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และผลกระทบต่อประเทศไทยว่า สัดส่วนการนำเข้าปริมาณพลังงานที่ไทยจากตะวันออกกลางและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีสัดส่วนประมาณ 40% ของปริมาณที่ใช้ทั้งหมด ถือว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ในประเทศ ในแต่ละวันประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาร์เรล

โดยพลังงานกว่า 90% ของที่ใช้ในประเทศมาจากการนำเข้า ซึ่งไทยนำเข้าน้ำมันจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นอันดับ 1 ส่วนสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 โดยมีสัดส่วนมากกว่า 10% ในขณะที่แหล่งนำเข้าอื่นๆ ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และแอฟริกาตะวันตก (เช่น ไนจีเรีย)

"ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอราว 60 วัน และยังมีการนำเข้าเติมอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีการนำเข้าเติมเข้ามาในระบบอยู่ตลอดเวลา จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น"

ดังนั้น โครงสร้างการนำเข้าน้ำมันของไทยมีการกระจายความเสี่ยงจากหลายภูมิภาค ไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว โดยยังสามารถจัดหาจากสหรัฐ แอฟริกาตะวันตก และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทำให้มีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

เอกชนแนะรัฐฉวยโอกาสปรับโครงสร้างพลิกเกมสู่ผู้รับประโยชน์จากสงครามตะวันออกกลาง

“กระทรวงพลังงานตรึงราคาดีเซลออกไป 15 วัน ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการไม่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาอีกครั้งคือต้นทุนค่านำเข้า LNG ที่พุ่งขึ้นกว่าราคาน้ำมันตลาดโลก แต่เชื่อว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการได้ เพราะนำเข้าก๊าซสัดส่วน 40%"

สำหรับประเด็นค่าระวางเรือและการขนส่งสินค้านั้น เป็นผลมาจากราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือซึ่งมีต้นทุนน้ำมันเป็นสัดส่วนสูงถึง40-50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แบ่งเป็น

  • วิกฤติตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดเฉพาะในไทยแต่เป็นผลกระทบระดับโลก เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากไปติดค้างอยู่ที่ท่าเรือในตะวันออกกลางหรืออยู่บนเรือที่ยังเข้าเทียบท่าไม่ได้ ทำให้ซัพพลายตู้ในระบบหายไป หากผู้ส่งออกไทยไม่สู้ราคาตามกลไกตลาด ตู้เปล่าจะถูกกระจายไปยังประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียแทน

  • ค่าประกันภัยสงคราม (War Risk) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นถึง 400-500% สำหรับเรือที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง

  • ค่าเซอร์ชาร์จ (Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม โดยตู้ขนาด 20 ฟุต อยู่ที่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์ ,ตู้ 40 ฟุต อยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์ และตู้แช่เย็น (Reefer) พุ่งสูงถึง 4,000 ดอลลาร์

"กกร. แนะนำให้ผู้ส่งออกอย่าเพิ่งรีบจ่ายเซอร์ชาร์จเพื่อส่งของในทันที หากสถานการณ์ยังไม่ปกติ เพราะสินค้าอาจไปติดค้างและเสียค่าเช่าที่เพิ่มเติม"

ส่วนผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว จากการระงับและเปลี่ยนเส้นทางบิน สายการบินหลายแห่งเริ่มระงับเที่ยวบินหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ต้องผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเดินทางและการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว โดย กกร. ประเมินว่านักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 4% ของนักท่องเที่ยวไทยทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบราว 10% หรือลดลงประมาณ 70,000 - 80,000 คน จากตัวเลขเดิมที่คาดการณ์ไว้

"การปรับแผนเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบ รัฐบาลและเอกชนเตรียมเร่งหาตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นมาทดแทน เช่น ตลาดจีนซึ่งกำลังมีแนวโน้มเข้ามามากขึ้น ส่วนโอกาสในระยะยาวเชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย ประเทศไทยที่มีจุดแข็งด้านการวางตัวเป็นกลางจะกลายเป็น Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนตัดสินใจเลือกมาประเทศไทยมากขึ้นในอนาคต"

อย่างไรก็ดี ไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนทางการค้าจากสหรัฐ หลังมีการใช้มาตรา 122 จัดเก็บ Universal Tariff 10% และมีแนวโน้มขยายไปสู่มาตราอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี

ประเด็นอ่อนไหวอยู่ที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงถึง 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์และชิป จากบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ทำให้รัฐบาลต้องเร่งเจรจาแยกแยะโครงสร้างการค้า เพื่อไม่ให้ไทยตกเป็นเป้าโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคลื่นความไม่แน่นอน กกร. มองว่าการวางตัวเป็นกลางของไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถต่อยอดเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ โดยผลักดันไทยสู่บทบาท Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยทางเศรษฐกิจในภูมิภาค คล้ายโมเดลของ Switzerland โดยผลักดัน 2 อุตสาหกรรม ประกอบด้วย

  • ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยยกระดับจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายชิ้น สู่การเป็นผู้ให้ Total Food Solution แก่ประเทศกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ Gulf Cooperation Council ซึ่งมีศักยภาพทางการเงินสูงแต่ขาดพื้นที่ผลิตอาหาร
  • ศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ต่อยอดจุดแข็งบริการสุขภาพของไทย ดึงดูดทั้งผู้ป่วยต่างชาติ นักลงทุน และกลุ่มผู้ต้องการย้ายฐานพำนักในประเทศที่มีเสถียรภาพ

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า รัฐบาลควรเร่งเดินหน้ากระบวนการงบประมาณเพื่อความต่อเนื่องนโยบาย พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill-Reskill) ส่งเสริมการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต และสร้างความสามารถแข่งขันระยะยาว

“ต้องเรียนว่าวิกฤติครั้งนี้เป็นบททดสอบใหญ่ของเศรษฐกิจไทย แต่ก็เป็นจังหวะสำคัญในการปรับโครงสร้าง หากบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ รวมถึงรักษาเสถียรภาพการค้า และใช้จุดแข็งด้านอาหารกับการแพทย์ให้เต็มศักยภาพ ไทยยังสามารถพลิกเกมจากผู้รับผลกระทบ สู่ผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านภูมิรัฐศาสตร์โลกได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...