โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรมศุล ผนึก ค้าต่างประเทศ คุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC สินค้าสวมสิทธิ ยอดจับกุมพุ่ง 142%

เดลินิวส์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
กรมศุลกากร ผนึกกรมการค้าต่างประเทศ คุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC และป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย เผยยอดจับกุมพุ่ง 142%

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากร ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ ในการตรวจสอบสินค้าที่ต้องสงสัยว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) รวมถึงสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อสวมสิทธิ์ในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลด้านการปกป้องระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม เนื่องจากการนำเข้าสินค้าในราคาต่ำกว่ากลไกตลาดส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานการผลิต การลงทุน และอัตราการจ้างงานในประเทศ กรมศุลกากรจึงยกระดับความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้าและบังคับใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด มูลค่า 109.92 ล้านบาท และสินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด มูลค่า 393.36 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 503 ล้านบาท ซึ่งมีกรณีที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. สินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด โดยกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าในช่วงเดียวกัน มูลค่าการจับกุมเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 61 โดยกรมศุลกากรมีผลการจับกุมรายหน่วยงาน ดังนี้

- กองสืบสวนและปราบปราม ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์ทำด้วยอะลูมิเนียม และของในลักษณะเดียวกัน” รวม 49 ราย มูลค่า 47.17 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 9.28 ล้านบาท และได้จับกุมสินค้าประเภท “ท่อเหล็ก และเหล็กกล้าชนิดเชื่อมตะเข็บ” รวม 16 ราย มูลค่า 8.95 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 4.1 ล้านบาท

- สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์อะลูมิเนียม ประตู ขอบลิ้นชักที่ทำด้วยอะลูมิเนียม รวมถึงของอื่น ๆในลักษณะเดียวกัน” รวม 63 ราย มูลค่า 14.72 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 7.38 ล้านบาท และได้จับกุมประเภท “ท่อเหล็ก แผ่นรีดทำด้วยเหล็ก รางเหล็ก และอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน” รวม 24 ราย มูลค่า 7.28 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 3.8 ล้านบาท

- สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์ทำด้วยอะลูมิเนียม อุปกรณ์ยึดแผงโซล่าเซลล์ และของในลักษณะเดียวกัน” รวม 46 ราย มูลค่า 31.26 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 5.27 ล้านบาท กรณีดังกล่าวเป็นความผิดพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

2. สินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด โดยกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าในช่วงเดียวกัน มูลค่าการจับกุมเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 142 โดยกรมศุลกากรมีการจับกุมรายสำคัญ ดังนี้

- สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้จับกุมสินค้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made in Thailand” ได้แก่ ปลอกหมอน ปลอกหุ้มเก้าอี้ลอยน้ำแบบเป่าลม ชุดว่ายน้ำสำหรับเด็กแบบห่วงลอยน้ำ ห่วงยางเป่าลม และปลอกหุ้มผ้าสำหรับห่วงยาง จำนวนรวม 50,824 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 11.2 ล้านบาท และตัวหนีบนิ้วพลาสติกสำหรับทำเล็บ และตลับกระจก จำนวนรวม 85,320 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 4.94 ล้านบาท

นอกจากนี้ได้จับกุมสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made In Japan” ได้แก่ โคมไฟ Solar Light Panasonic จำนวน 425 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 3.51 ล้านบาท

- กองสืบสวนและปราบปราม ได้ตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศเวียดนาม “Made in Thailand” ณ เขตปลอดอากร ในจังหวัดชลบุรี ตรวจพบสินค้าเป็นเสื้อละเมิดเครื่องหมายการค้า และสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ รวมจำนวน 37,650 ตัว มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 215 ล้านบาท และได้จับกุมสินค้าประเภท ชุดสายพ่วง หน้ากากปลั๊ก และเต้ารับไฟฟ้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด นำเข้าจากประเทศจีน ณ ท่าเรือแหลมฉบัง แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made in Thailand” จำนวน 1.1 แสนชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 57 ล้านบาท

- ด่านศุลกากรแม่สอด สำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 ตรวจสอบสินค้าขาเข้าใช้สิทธิประโยชน์เขตปลอดอากร พบแจ็คเก็ต จำนวน 19,980 ตัว และชุดกีฬา จำนวน 17,348 ชุด ในใบขนสินค้าสำแดงถิ่นกำเนิดประเทศจีน แต่ป้ายผ้าที่ติดกับสินค้าระบุข้อความ “MADE IN THAILAND” มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3 ล้านบาทกรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นการแสดงประเทศกำเนิดของสินค้าไม่ถูกต้องตามความจริง โดยอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าสินค้านั้นผลิตหรือทำขึ้นในประเทศไทย อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ. 2481 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หลายประเทศเริ่มนำมาตรการทางการค้ามาใช้อย่างเข้มข้นขึ้น ทั้งมาตรการทางภาษี การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) รวมถึงกฎระเบียบที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) อื่นๆ เช่น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาพลักษณ์และโอกาสการส่งออกของไทยในระยะยาว ที่ผ่านมา คต. ได้ร่วมกับกรมศุลกากร (กศก.) แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเพื่อเฝ้าระวังผู้ประกอบการในเขตปลอดอากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสวมสิทธิเป็นสินค้าไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ (Transshipment)

โดยล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2569 คต. ได้ยกระดับความร่วมมือผ่านการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และ BOI เพื่อวางแนวทางบูรณาการตรวจสอบโรงงานและสถานประกอบการกลุ่มเสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ ขณะนี้ คต. อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของเอกสารหลักฐานการได้มาซึ่งวัตถุดิบและขั้นตอนกระบวนการผลิตจริง พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือกรมศุลกากรให้ขยายขอบเขตการตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้าว่าสินค้าจากไทยเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดถูกต้องตามมาตรฐานสากล และป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศที่สาม ซึ่งจะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืน

นางอารดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานของ คต. ในด้านการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนออกหนังสือรับรอง (Form C/O ทั่วไป) ผ่านระบบไร้กระดาษ ROVERs Plus ในปี 2568 มีการตรวจสอบและอนุมัติรวมทั้งสิ้น 725 คำขอ พบเป็นสินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย 641 คำขอ และไม่ได้ถิ่นกำเนิดไทย 84 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่ผ่านการตรวจสอบเข้มข้น ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ไม้ สายดาต้าเคเบิล และส่วนประกอบรถยนต์

ทั้งนี้ คต. มีแผนนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาระบบให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบย้อนกลับและยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้แก่ผู้ประกอบการ โดยบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน อาทิ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ สภาอุตสาหกรรมฯ สสว. และผู้ประกอบการทั่วไป ในการจัดอบรมทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite รวม 11 ครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหลักเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มงวดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเกณฑ์สัดส่วนวัตถุดิบภายในภูมิภาคและการป้องกันการสวมสิทธิ (RVC-Transshipment)

ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2569 คต. ได้นำร่องจัดอบรมเชิงลึกแบบเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจเฉพาะรายได้อย่างตรงจุด การดำเนินงานเชิงรุกครั้งนี้มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจในมาตรฐานสากลและกฎระเบียบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในสินค้าไทยและสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบ FTA และข้อตกลงทางการค้าต่างๆ

นางอารดาฯ เน้นย้ำว่า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า สำหรับการขอหนังสือรับรองแบบที่ไม่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษี (Non-Preferential C/O) ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประเทศปลายทาง ดังนั้น ผู้ส่งออกจะต้องเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตสินค้าที่ส่งออก โดยที่ผ่านมา คต. ได้ให้ความร่วมมือกับศุลกากรปลายทางในการตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้ามาโดยตลอด ทั้งการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของหนังสือรับรองฯ และการพิสูจน์ความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้า จากการตรวจสอบกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยมีการกำกับดูแลการตรวจสอบการแอบอ้างถิ่นกำเนิดอย่างเข้มงวด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...