โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ธปท.ชี้ tariff ทำเศรษฐกิจชะลอยาวถึงต้นปีหน้า

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 14.24 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 07.24 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 9 ก.ค. – ธปท.ชี้ tariff ทำเศรษฐกิจชะลอยาวถึงต้นปีหน้า กระทบส่งออกครึ่งหลังปีนี้ -4% ส่วนปีหน้า -2% ปัดตอบหากไทยโดนเก็บภาษีสูงสุด 36% แต่จะเป็น shock สำคัญที่สุด ระบุดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับผ่อนคลาย-เหมาะสม แต่พร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ยันจับตาใกล้ชิด

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยยายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานแถลง Monetary Policy Forum 2/2568 ถึง กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ส่งจดหมายถึงไทยประกาศเลื่อนบังคับใช้การเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้จาก 9 ก.ค.68 เป็นวันที่ 1 ส.ค.68 เรียกเก็บภาษีไทยในอัตราสูงสุด 36% นั้น ตลาดการเงินโลกมีการคาดการณ์ในส่วนนี้ไว้ระดับหนึ่ง จึงไม่ได้ปรับตัวรุนแรง รวมทั้งตลาดการเงินไทยด้วยเช่นกัน จึงต้องติดตามความชัดเจนในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม มองว่ายังมีช่วงเวลาของการเจรจา

สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง สะท้อนจากเครื่องชี้ไตรมาส 1 และ 2 ที่ออกมา แต่ระยะข้างหน้ายังคงมีความท้าทายหลายด้าน ทั้งมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ที่กระทบการส่งออกและการลงทุน โดยประเมินว่าส่งออกครึ่งหลังของปี 2568 จะติดลบ 4% และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 ที่จะติดลบ 2% อีกทั้งการท่องเที่ยวที่เติบโตช้ากว่าที่คาด ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้จะกระทบกับการบริโภคยาวไปถึงปีหน้า ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ได้รวบรวมปัจจัยดังกล่าวไว้ในการประชุมเพื่อกำหนดแนวโน้มนโยบายแล้ว ทั้งนี้ มาตรการภาษีสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ไม่แรงและเร็วแบบช่วงโควิด (shock) แต่จะส่งผลระยะยาวในภาคการส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมทั้งขึ้นอยู่กับการปรับตัวของภาคธุรกิจด้วย

ทั้งนี้ นโยบายทางการเงิน มองว่าควรจะผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ดังนั้น กนง. จึงพร้อมที่จะปรับนโยบายเพิ่มเติมหากมีความเสี่ยงชัดเจนเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนข้อเสนอของไทยต่อสหรัฐนั้น ต้องดูความชัดเจนในรายละเอียด โดยเฉพาะการลดภาษีนำเข้าเพิ่มเติม จะกระทบภาคการผลิตแค่ไหน หากเป็นสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศและยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ก็จะกระทบน้อยลง

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ธปท. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ได้ส่งหนังสือไปยังรัฐบาล ถึงสิ่งที่ควรให้ความสำคัญทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเห็นตรงกันว่าต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าต่างประเทศทะลักเข้าไทยเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นรายย่อย SMEs ที่มีสัดส่วนการจ้างงานจำนวนมาก โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการนำเข้าสินค้า การทุ่มตลาด แพลตฟอร์มการนำเข้าสินค้า ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นที่ต้องเร่งดำเนินการ

ขณะที่ปัจจัยทางการเมืองในประเทศ มองว่าอาจส่งผลกระทบต่องบประมาณที่อาจล่าช้า มีประสบการเมืองสองปีที่แล้ว ส่งผลต่อการใช้จ่ายต่อเนื่องในการลงทุนภาคเอกชน

ด้านนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า จากการประชุม กนง.ที่ผ่านมา ได้ประเมินสถานการณ์การจากการขึ้นกำแพงภาษีสหรัฐฯ ไว้ในหลายด้าน การถูกเรียกเก็บภาษีการนำเข้า 18% อยู่บนสมมติฐานที่พอจะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษี ในอัตราเท่าใดหรือจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ (technical recessione หรือไม่ แต่การเติบโตเศรษฐกิจไทย ครึ่งหลัง ปี 68 จะชะลอตัวลงแน่นอน จึงปรับลดประมาณการณ์ GDP ปี 69 จะขยายตัวที่ 1.7% ซึ่งถือว่าเป็นการขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

ทั้งนี้ การถูกเรียกเก็บภาษีจะกระทบภาคการส่งออกแค่บางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งถือว่ามีสัดส่วน 40% ที่ถูกเป็นอัตราภาษีระดับเท่ากันทั้งโลก เนื่องจากบางรายกลุ่มอุตสาหกรรมเช่นอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วนยานยนต์ถูกเรียกเก็บภาษีในระดับ 25% ไปตั้งแต่ต้นแล้ว

สำหรับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำและต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย มองว่าไม่ได้เกิดจากประชาชนชะลอการบริโภค ไม่ได้เกิดภาวะเงินฝืด แต่เกิดจากราคาพลังงานและ ราคาอาหารสดที่ปรับลดลง

ส่วนค่าเงินบาท ยอมรับว่าแข็งค่าขึ้นแต่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค และอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับภูมิภาค ซึ่ง ธปท. ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ธปท. ดูแลนโยบายการเงินไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมองว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย และเอื้อต่อการขยายตัวได้ แต่ก็พร้อมที่จะปรับดอกเบี้ยถ้าหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไป.-516-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...