โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เลเซอร์ตุรกี" ทำให้ขีปนาวุธตาบอด ยุคใหม่ของสงคราม พลิกโฉมการรบทางอากาศ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 07.24 น.
ระบบเลเซอร์ YILDIRIM 100 ของตุรกีสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธอินฟราเรดได้สำเร็จโดยการ

อาเซลซาน (ASELSAN) บริษัทเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศของตุรกี สร้างความฮือฮาในวงการกลาโหม ด้วยการเปิดตัวระบบป้องกันตนเองด้วย เลเซอร์ ยิลดิริม 100 (YILDIRIM 100) ที่อ้างว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องใช้การระเบิด อาจเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ตุรกีก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีป้องกันภัยทางอากาศของโลก

YILDIRIM 100คืออะไร

โดยทั่วไปอาวุธที่หลายคนเข้าใจการทำลายล้างจะมาพร้อมกับเสียงที่ดัง เช่นเสียงการทำลายล้างของระเบิดทั่วไป เสียงลำแสงหรือเสียงดินปืน แต่ ยิลดิริม 100 (YILDIRIM 100) แตกต่างออกไป เพราะระบบของอาวุธนี้ไม่ใช้เลเซอร์ที่ใช้พลังงานสูงเพื่อเผาไหม้หรือทำลายเป้าหมายเหมือนในภาพยนตร์ไซไฟ แต่กลับใช้วิธีการรบกวนการนำวิถีของขีปนาวุธอินฟราเรดที่พุ่งเข้ามาก่อนที่มันจะสามารถล็อกเป้าหมายได้สำเร็จ

พลังแห่งการ "บดบัง" ไม่ใช่ "ทำลายล้าง"

ในโลกของอุปกรณ์ทางทหาร ไม่ใช่ทุกสิ่งถูกสร้างมาเพื่อโจมตีเสมอไป บางส่วนเป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อการป้องกันหรือทำให้ไม่เกิดการโจมตี และด้วยยุคปัจจุบันนี้ที่ขีปนาวุธสมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงกระสุนธรรมดา ๆ อีกต่อไป แต่อาจมาในรูปแบบยานพาหนะอัจฉริยะที่เต็มไปด้วยระบบซับซ้อนที่สามารถค้นหา ระบุ ล็อกเป้าหมาย คำนวณเส้นทางสกัดกั้น และพุ่งเข้าหาเป้าหมายได้แม่นยำ แม้ว่าเป้าหมายจะพยายามหลบหลีกก็ตาม ด้วยเหตุนี้ เครื่องบินทั้งทางทหารและพลเรือน จึงต้องติดตั้งระบบตอบโต้ที่ซับซ้อนไม่แพ้กัน เพื่อหลีกเลี่ยงและขัดขวางขีปนาวุธอัจฉริยะเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงระบบล่องหน พลุแฟลร์ และอุปกรณ์ล่อต่าง ๆ หรืออย่างยิลดิริม 100 (YILDIRIM 100) ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นหนึ่งในระบบตอบโต้เชิงรุกที่ใช้เลเซอร์ในการสกัดกั้นขีปนาวุธของศัตรู

ที่มาของภาพ
ASELSAN

ทำงานอย่างไร?

ยิลดิริม 100 (YILDIRIM 100) เป็นระบบเลเซอร์แบบป้อมปืนคู่ ที่สามารถครอบคลุมท้องฟ้าได้รอบทิศทางของเครื่องบิน มันจะสอดส่องหาขีปนาวุธที่กำลังเข้ามาซึ่งใช้หัวรบอินฟราเรดในการล็อกเป้าหมายด้วยการตรวจจับความร้อน เมื่อตรวจพบขีปนาวุธ เลเซอร์จะปล่อยลำแสงอินฟราเรดแบบหลายสเปกตรัมที่มีพลังงานมากพอที่จะทำให้เซ็นเซอร์ของการรบกวนการนำวิถีของขีปนาวุธ หรือแม้กระทั่งทำลายเซ็นเซอร์นั้น ทำให้ขีปนาวุธสูญเสียความสามารถในการติดตามเป้าหมายและหลงทางไปในที่สุด

แนวคิดการใช้เลเซอร์เพื่อทำให้ขีปนาวุธถูกรบกวนการนำวิถีนำทางไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด กองทัพเรืออังกฤษเคยใช้เลเซอร์รบกวนการนำวิถีในสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์มาแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ ยิลดิริม 100 (YILDIRIM 100) แตกต่าง ตามที่บริษัทระบุไว้คือ มันเป็นระบบอัตโนมัติที่ออกแบบมาเพื่อต่อกรกับระบบอัตโนมัติอีกระบบหนึ่ง ทำให้การทำงานรวดเร็วและแม่นยำกว่าการพึ่งพามนุษย์

ความสามารถของ YILDIRIM 100

ตามข้อมูลของ อาเซลซาน (ASELSAN) ยิลดิริม 100 (YILDIRIM 100) ใช้ระบบเตือนภัยขีปนาวุธอินฟราเรด (Directed Infrared Countermeasure - DIRCM) ที่มีความสามารถสูงในการต่อต้านขีปนาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรดหลากหลายประเภท โดยใช้เทคโนโลยีเลเซอร์พลังงานสูงแบบหลายช่วงความยาวคลื่น (Multi-band) ในการรบกวนและทำให้ระบบนำวิถีของขีปนาวุธ “ถูกรบกวน” ก่อนที่จะสามารถล็อกเป้าหมายได้ อีกทั้งตัวระบบถูกออกแบบให้สามารถจัดการกับเป้าหมายหลายเป้าหมายได้พร้อมกัน (Multi-target Engagement) ด้วยระบบเล็งแบบกลไกเล็งสองชุด (Dual-turret) ที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วและแม่นยำในทุกทิศทางแบบ 360 องศา

นอกจากนี้ ยังสามารถติดตั้งกับเครื่องบินปีกตรึงและเฮลิคอปเตอร์ได้หลากหลายรุ่น ด้วยขนาดที่กะทัดรัด น้ำหนักเบา และกินพลังงานต่ำ อีกทั้งยังเข้ากันได้กับระบบเตือนภัยขีปนาวุธทั้งอินฟราเรด (IR) และอัลตราไวโอเลต (UV) ที่ใช้งานในปัจจุบัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 บริษัท ASELSAN ผู้พัฒนาระบบนี้ ได้รายงานผ่านเว็บไซต์ทางการว่า YILDIRIM 100 ประสบความสำเร็จในการทดสอบภาคสนามโดยได้แสดงประสิทธิภาพในการสกัดกั้นและทำให้ขีปนาวุธอินฟราเรดจำนวนหนึ่งเป็นกลางในระหว่างการฝึกซ้อมยิงจริงโดยสามารถตรวจจับ ติดตาม และรบกวนขีปนาวุธนำวิถีอินฟราเรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทดสอบดังกล่าวมีขึ้นภายใต้เงื่อนไขการจำลองสถานการณ์จริง และได้รับการเผยแพร่โดยสื่อด้านความมั่นคงอย่าง Army Recognition และ International Defence Analysis เพื่อแสดงถึงศักยภาพของระบบในการป้องกันภัยคุกคามทางอากาศโดยไม่ต้องทำลายเป้าหมายโดยตรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...