โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่พร้อมมีลูกตอนนี้ Gen Z เลื่อนสร้างครอบครัว เศรษฐกิจไม่เอื้อ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 05.42 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 12.36 น.

ผลกระทบจากปัญหาสังคมสูงวัยและเด็กเกิดใหม่น้อย ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก อาจยิ่งรุนแรงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะไม่นานมานี้เพิ่งมีรายงานชิ้นใหม่ชี้ว่า คนรุ่น Gen Z ไม่พร้อมมีลูกตอนนี้ ขอเลื่อนการสร้างครอบครัวออกไปก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวคิดนี้มากกว่าคนรุ่นก่อน สะท้อนความกังวลต่อโลกอนาคต ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ภาวะโลกร้อน และความไม่มั่นคงในชีวิต

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง เศรษฐกิจผันผวน และโลกเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z (เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540 - 2555) แม้จะแต่งงานแล้ว แต่ก็เลือกที่จะชะลอการมีลูกออกไป โดยผลสำรวจจาก Pearl.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้าน AI พบว่า Gen Z ชะลอการมีลูกด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลเล็กน้อย

กล่าวคือ 39% ของคน Gen Z ระบุว่าเลือกเลื่อนการมีลูกเพราะสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่คนรุ่นมิลเลนเนียลมีสัดส่วน 36% ที่คิดเช่นเดียวกัน แต่เบื้องหลังเหตุผลทางเศรษฐกิจยังมีปัจจัยอื่นที่ลึกกว่านั้นอีกมาก

ไม่ใช่แค่ไม่อยากมีลูก แต่คนรุ่นใหม่กำลังตั้งคำถามกับโลกที่เปลี่ยนไวไม่มั่นคง

เคที โทรบริดจ์ (Katie Trowbridge) นักกลยุทธ์ด้านสถานที่ทำงานแบบข้ามเจเนอเรชัน และซีอีโอขององค์กร Curiosity 2 Create ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า การที่คนรุ่นใหม่เลือกที่จะเลื่อนการมีลูกออกไป ไม่ได้มาจากความเฉยชาหรือไม่ใส่ใจ แต่เป็นเพราะพวกเขากำลังคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง

“พวกเขาไม่ได้แค่เลื่อนการมีลูกออกไป แต่กำลังนิยามใหม่ว่า ‘การมีลูก’ คืออะไร และมีความหมายแบบไหนในโลกยุคปัจจุบัน”

ขณะที่ โทอาย โง้ว (Thoai Ngo) ศาสตราจารย์ด้านประชากรและสุขภาพครอบครัว จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เสริมว่า Gen Z เติบโตมาในยุคที่โลกเผชิญทั้งวิกฤติภูมิอากาศ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และภาระหนี้สิน ทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองและอาชีพ ก่อนจะเริ่มต้นครอบครัว

“ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นหนี้การศึกษา ค่าเช่าบ้าน ค่าดูแลเด็ก ล้วนทำให้ความมั่นคงทางการเงินกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกวัน”

บ้านก็ยังไม่มี อาชีพการงานไม่มั่นคง ยิ่งไม่พร้อมจะมีลูก

ไม่เพียงเท่านั้น จากรายงานของ Pearl.com ยังพบอีกว่า 36% ของ Gen Z ยอมรับว่า “ล้มเลิกความหวังในการมีบ้านเป็นของตัวเอง” ขณะที่ 33% ของ Gen Z และ 40% ของมิลเลนเนียล หันไปใช้ AI ช่วยวางแผนงบประมาณส่วนตัว เพราะรู้สึกว่า การวางแผนทางการเงินด้วยตัวเองแทบจะเป็นไปไม่ได้ในเศรษฐกิจยุคนี้

แนวคิดเรื่องการไม่อยากมีลูกของคนรุ่นใหม่สมัยนี้ อาจยิ่งส่งผลให้อัตราการเกิดลดลง และกระทบกับภาคแรงงานในอนาคตมากขึ้น ทั้งนี้ มีรายงานว่าอัตราการเกิดในสหรัฐฯ ลดต่ำเป็นประวัติการณ์ในปี 2023 และมีแนวโน้มจะอยู่ในระดับ “ต่ำกว่าจำนวนทดแทน” ไปอีกหลายทศวรรษ ซึ่งหมายถึงจำนวนเด็กที่เกิดไม่พอจะมาทดแทนคนรุ่นก่อน

ผลกระทบจากแนวโน้มนี้คือโครงสร้างประชากรที่ไม่สมดุล แรงงานน้อยลง ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจอาจซบเซา และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

คนรุ่นใหม่บางคนเลือกไม่มีลูกอย่างถาวร

ในรายงานฉบับข้างต้น รายงานอีกว่า กลุ่มตัวอย่างที่ระบุว่า “ไม่อยากมีลูกเลย” หรือกลุ่ม “child-free” กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานในเมือง คนผิวขาว และคนที่มีงานประจำ

ขณะที่ ผลสำรวจของ Newsweek และ Independent Center เปิดเผยว่า 23% ของคนรุ่นใหม่ เชื่อว่า “การมีลูกเป็นเรื่องไม่รับผิดชอบต่อโลก” เพราะเหตุวิกฤติโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในทุกวันนี้ อีกทั้ง 1 ใน 3 (กว่า 33%) ของ Gen Z และมิลเลนเนียล ระบุชัดว่าพวกเขา “ไม่มีลูก และไม่คิดจะมีลูกในอนาคต”

โมอิรา คอร์โคแรน (Moira Corcoran) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน มองว่า “ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่รู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตทางการเงิน คล้ายกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008” ด้าน เควิน ธอมป์สัน (Kevin Thompson) ซีอีโอ 9i Capital Group เสริมว่า “ทุกวันนี้ต้องให้พ่อแม่ทำงานเต็มเวลาทั้งคู่ถึงจะอยู่รอดได้ แทบไม่มีที่ว่างให้คิดเรื่องเพิ่มภาระอีก”

ส่วน อเล็กซ์ บีน (Alex Beene) อาจารย์ด้านการรู้เท่าทันการเงิน มองว่า “การตัดสินใจไม่รีบมีลูกในช่วงเศรษฐกิจยากลำบากแบบนี้ แม้จะไม่สนุก แต่ก็เป็นทางเลือกที่ฉลาด”

อนาคตที่ต้องเตรียมรับมือ คนทำงานน้อยลง ผลิตภาพลดลง ประเทศโตช้า

เควิน ธอมป์สัน เสริมอีกว่า “หากมองผ่านแว่นเศรษฐกิจ เรื่องปัญหาเด็กเกิดน้อยลง อัตราการเกิดต่ำ เป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะแรงงานจะน้อยลง GDP เติบโตช้า ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจอาจชะงักงัน”

การมีเด็กเกิดน้อยลงอาจไม่ใช่ปัญหาที่ “เห็นผลทันที” แต่จะค่อยๆ สะสมผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุ และมีนวัตกรรมน้อยลงจากแรงงานที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ของคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่ชี้ว่าพวกเขาไม่อยากมีลูก แต่มันกำลังสะท้อนว่า พวกเขาไม่แน่ใจว่าโลกใบนี้น่าอยู่พอหรือยัง จึงเกิดการทบทวนคุณค่าของชีวิตในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอน ทั้งนี้ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “พร้อมจะมีลูกหรือยัง?” แต่คือ “โลกที่ฉันจะมีลูกนั้น ..เหมาะจะให้เขาเติบโตหรือเปล่า?” ต่างหาก

อ้างอิง: Newsweek, pearl.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...