โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"วัลย์วิภา" วอนรัฐบาลหยุดการใช้ MOU 43 - แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ของกัมพูชา

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 03.46 น.

"วัลย์วิภา" วอนรัฐบาลหยุดการใช้ MOU 43 - แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ของกัมพูชา พร้อมประณามผู้ให้ข้อมูลที่เรียกว่าเป็น"ความจริง"

วันที่ 9 มิ.ย. 2568 ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ อดีตนักวิจัยสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ติดตามศึกษาปัญหา MOU2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา มาอย่างต่อเนื่อง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า กราบเรียนท่าน พลตรีณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่2เรื่องความจริงที่ท่านได้มาและใช้เผยแพร่ต่อประชาชน โปรดพิจารณาอย่างด่วนด้วยค่ะ

สำหรับประเด็นสำคัญของการอ้างคำว่า "แผนที่คณะกรรมการปักปันสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ 1904" หรือแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน นั้นมีการร่วมกันทำ และยอมรับกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนเวลานี้มีการนำไปอ้างว่าเป็นความจริง เผยแพร่ให้ความรู้ต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเผยแพร่จากรองแม่ทัพภาคที่ 2 ปัจจุบัน เอง

คำๆนี้ดิฉันได้ยินมาตั้งแต่ต้นที่ทำเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชาว่ากระทรวงการต่างประเทศใช้ เรียกแผนที่คณะกรรมการปักปันสยามฝรั่งเศสกับแผนที่เส้นกัมพูชาใช้ยึดถือเป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา เป็นหนแรกๆ ยกตัวอย่างดังที่เคยเห็นในเอกสารแนบหมายเลข 2 ของหนังสือกระทรวงการต่างประเทศหมายเลขกต.0803 /453 ส่งไปยังราชเลขาธิการ เรื่องผลการดำเนินการและการเจรจาของกระทรวงการต่างประเทศ กรณีกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกลงวันที่ 20 มิถุนายน 2551

และกล่าวอีกหลายครั้งในสมุดปกขาวของกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เป็นการกล่าวอ้างในลักษณะยอมรับสถานภาพของแผนที่ของกัมพูชาว่าเป็นแผนที่ของคณะกรรมการปักปันร่วมสยาม-ฝรั่งเศส ทำขึ้นร่วมกันตามสนธิสัญญาค.ศ. 1904 และกัมพูชาเป็นผู้ที่ใช้แผนที่ฉบับนี้ในปัจจุบันในขณะเดียวกันได้ทำให้แผนที่ มาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 ซึ่งประเทศไทยใช้ยึดถือนั้นมีสถานะด้อยกว่าแผนที่ของกัมพูชา

ข้อเท็จจริง
*แผนที่ของกัมพูชามาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ดังกล่าว เป็นแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศส ตามสนธิสัญญาค.ศ.1904 แต่ประการใด เนื่องจากคณะกรรมการผสมชุดดังกล่าวได้ยกเลิกไปในเดือนมีนาคมค.ศ 1907 ก่อนที่จะมีการจัดทำแผนที่ฉบับดังกล่าวขึ้นมาเป็นเวลาถึง 1 ปี
ส่วนแผนที่ฉบับมาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 นี้ ได้ถูกพิมพ์ขึ้นที่กรุงปารีส ในระหว่างฤดูร้อนปีค.ศ 1908 คณะกรรมการปักปันผสมที่ตั้งขึ้นตามสนธิสัญญา 1904 ไม่มีพันธกรณีที่จะต้องตีพิมพ์แผนที่ ดังนั้น จึงไม่มีส่วนรับรู้ในการทำแผนที่ฉบับดังกล่าวเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่าแผนที่ฉบับมาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 นั้น เป็นแผนที่ของคณะกรรมการปักปันสยาม- ฝรั่งเศส ค.ศ 1904

*แผนที่ 1 ต่อ 2 แสนฉบับดังกล่าวนั้น กัมพูชาเคยใช้เป็นเอกสารแนบท้ายคำฟ้องหรือแผนที่ผนวก 1 ในคดีปราสาทพระวิหารต่อศาลโลกตั้งแต่ปีพ.ศ 2502 ถึง 2505 ปรากฏว่าศาลได้ตัดสินให้กัมพูชาชนะเพียง 3 ข้อ (ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5)
คือ (ข้อ 3) กัมพูชามีอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ปราสาทตั้งอยู่ (ข้อ 4) ขอให้ไทยถอนกำลังทหาร ตำรวจ หรือยาม ออกจากบริเวณใกล้เคียง
(ข้อ 5) ขอให้ไทยคืนวัตถุโบราณที่หายไปจากประสาทล้างค.ศ 1954 โดยไม่ได้ระบุรายการว่ามีอะไรบ้าง(คำพิพากษาหน้า 35/37)

ส่วนข้อ 1 และข้อ 2 นั้นศาลไม่ได้ชี้ขาดว่าแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 นั้นเป็นแผนที่ที่ทำขึ้นโดยได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการผสมทั้งสองฝ่าย หรือมีสถานภาพตามกฎหมายที่ถูกต้อง
และข้อ 2 นั้น ศาลไม่ได้ชี้ขาดว่าเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนของกัมพูชาเป็นเส้นเขตแดนที่ถูกต้องระหว่างไทยกับกัมพูชา
*ผู้พิพากษา 3 ท่านที่เห็นแย้งได้ให้ความเห็นต่อแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนของกัมพูชาไว้อย่างชัดเจนว่า
1) แผนที่ภาคผนวก 1 นั้นผิดพลาดไม่ถูกต้องในบริเวณปราสาทพระวิหาร
2) เส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่ผนวก 1 นั่นคลาดเคลื่อน
3) เส้นสันปันน้ำตามสนธิสัญญา ค.ศ 1 9 0 4 อยู่ที่ขอบหน้าผาในบริเวณปราสาท คือเส้นเขตแดนปันปราสาททั้งหมดให้อยู่ในเขตไทย (อ้างคำพิพากษาศาลโลกคดีปราสาทพระวิหาร/ความเห็นแย้งของ Sir Percy Spencer , Willington koo, Moreno Quintana
และยังมีคำพิพากษา(เอกเทศ) ของ Sir Gerald Fitzmaurice

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า แผนที่ 1 ต่อ 2 แสนของกัมพูชาไม่ใช่แผนที่ของคณะกรรมการปักปันร่วมสยาม- ฝรั่งเศส ตามสนธิสัญญาค.ศ. 1904 เป็นเส้นเขตแดนที่ขัดแย้งกับสนธิสัญญาค.ศ. 1904 และเป็นเส้นเขตแดนที่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลากไว้โดยปราศจากอำนาจ ประชาชนชาวไทยผู้ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมกรณีปราสาทพระวิหารในสมัยนั้น รวมทั้งม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ทนายคดีเขาพระวิหาร ได้เรียกแผนที่ฉบับนี้ว่าแผนที่โคมลอยที่เชื่อถือไม่ได้ (ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช คดีเขาพระวิหาร 2505 : โรงพิมพ์สำนักนายกรัฐมนตรี สี่แยกซังฮี้ ถนนสามเสน พระนคร หน้า 47-48)
(อ้างอิง: ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ บันทึกภาพประชาชนเรื่องการพิทักษ์ดินแดน : จากกรณี"ปราสาทพระวิหารโมเดล" จัดพิมพ์โดยบริษัทวิธีทำจำกัด กรุงเทพฯ , กรกฎาคม 2553 หน้า 37 ถึง 39)

ประชาชนผู้รักชาติทุกท่าน โปรดช่วยแชร์ความจริงนี้ให้มากที่สุด ให้ถึงรัฐบาล ทหาร บุคคลและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของรัฐ โดยเร็วที่สุด เพื่อให้หยุดการใช้ MOU 43 และไม่ใช้กลไกเทคนิคต่างๆ ที่ใช้หลักของ MOU 43 หรือแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ของกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็น JBC , GBC , RBC หรือกรรมการอื่นๆ ไม่ว่าจะใช้ชื่ออย่างไรแต่ใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน และขอประณามผู้ให้ข้อมูลที่เรียกว่าเป็น"ความจริง" โดยให้ออกจากปากของนายทหารผู้ใหญ่ รองแม่ทัพภาคที่ 2

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...