โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP ปรับคาดการณ์ GDP ปี 68 เหลือ 1.7% ชี้หากไม่แก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ถาวร

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 พ.ค. 2568 เวลา 14.00 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 07.00 น.

KKP ปรับคาดการณ์ GDP ปี 68 เหลือ 1.7% ชี้หากไม่แก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ถาวร พร้อมเจาะรายละเอียด "ทำอย่างไรเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ทำไมเศรษฐกิจไทยกำลังจะโตต่ำลง?"

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ปรับ GDP ไทย ลงเหลือ 1.7% ในปี 2025 ซึ่งลดลงจากประมาณการก่อนหน้าที่ 2.3% ส่วนหนึ่งสะท้อน
ผลจากนโยบายการค้าสหรัฐต่อการส่งออก การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจบริโภคและลงทุนในประเทศ อย่างไรก็ตามเมื่อย้อนภาพกลับไปไกลกว่านั้นสำหรับเศรษฐกิจไทย นักวิเคราะห์คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยสูงเกินไปมาตลอด (รูปที่ 1) ซึ่งสะท้อนสองเรื่องสำคัญ คือ

1) เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ไม่ฟื้นขึ้นมาเองเมื่อเวลาผ่านไป

2) ความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกระทบเศรษฐกิจระหว่างปีและเศรษฐกิจโตได้ต่ำกว่าที่คาด

KKP

เศรษฐกิจไทยไม่นับรวมภาคการท่องเที่ยวอยู่ในภาวะถดถอยไปแล้ว

เศรษฐกิจไทยหลังโควิด -19 ได้รับแรงส่งหลักจากภาคการท่องเที่ยวมาโดยตลอดตามฐานการท่องเที่ยวที่อยู่ในระดับต่ำในช่วงการระบาดของโควิด ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ หากไม่นับรวมการท่องเที่ยวในเศรษฐกิจไทยจะพบว่า เศรษฐกิจไทยในส่วนที่เหลือเติบโตติดลบมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2022 และกลับมาโตเป็นบวกเล็กน้อยใกล้เคียงศูนย์ในช่วง 2 ไตรมาสล่าสุด การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ติดลบต่อเนื่องสะท้อนว่าภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ของไทยที่ไม่รวมการท่องเที่ยวเช่นภาคอุตสาหกรรม หรือเศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะถดถอยไปแล้ว และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวไม่ได้ส่งผลต่อเนื่อง (Spillover) ไปสู่เศรษฐกิจในภาพใหญ่ได้มากเท่าที่ควร

KKP

อย่างไรก็ตามในปี 2025 สามเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยทั้งภาคการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกำลังมีแนวโน้มชะลอตัวลงพร้อมๆกันไม่ใช่เฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีเพียงอย่างเดียว คือ

1) แรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวกำลังจะหายไปในปีนี้ โดยในช่วงที่ผ่านมาข้อมูลสะท้อนว่าแนวโน้มการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวกำลังชะลอตัวลงอย่างมีนัยยะสำคัญโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมา

2) ภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในทิศทางติดลบมาโดยตลอดอยู่แล้วยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงเพิ่มเติมจากการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐเป็นหลัก

3) ภาคเกษตรมีแนวโน้มชะลอตัว สะท้อนจากข้อมูลการส่งออกภาคเกษตรที่หดตัวลงแรงโดยเฉพาะข้าวหลังอินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาวได้
ในปีนี้ รายได้ที่ชะลอตัวลงสงผลให้ภาคเศรษฐกิจในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนมีแนวโน้มชะลอตัวลงตาม

KKP

เครื่องยนต์ที่ชะลอตัวลงทั้งสามบวกกับผลกระทบจากนโยบายภาษี ส่งผลให้ KKP Research มองว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ในระดับต่ำที่ 1.7% ในปี 2025 ภายใต้สมมติฐานว่าระดับภาษีที่สหรัฐคิดกับไทยจะค้างอยู่ที่ 10% ตลอดทั้งปี และเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับเข้าสู่ภาวะถดถอย ในกรณีนี้ผลกระทบหลักที่ไทยจะได้รับ คือ การส่งออกของไทยจะมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปีและมีโอกาสหดตัวหลังจากที่ได้เร่งตัวขึ้นแรงในช่วงครึ่งแรกตามการเร่งส่งออกก่อนการขึ้นภาษีและจะส่งผลให้การส่งออกทั้งปีโตต่ำกว่า 1%

การเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าโลกส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทย

แม้ว่าทรัมป์จะมีการประกาศยกเว้นภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เป็นเวลา 90 วัน แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังคงมีอยู่และเพิ่มความไม่แน่นอนในการประเมินเศรษฐกิจไทยสำหรับปี 2025 และปี 2026 อย่างไรก็ตามคาดว่าการประกาศภาษีของ Trump ในครั้งแรกเป็นระดับที่ไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไปเพราะส่งผลเสียกับสหรัฐอเมริกาที่ต้องพึ่งพาสินค้าจากต่างชาติเองด้วย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเจรจาต่อรองกับแต่ละประเทศซึ่งอาจมีข้อเรียกร้องต่อแต่ละประเทศแตกต่างกันไป

ในกรณีฐาน KKP Research ประเมินว่าระดับภาษีที่สหรัฐคิดกับไทยและประเทศอื่นๆในโลกจะค้างอยู่ที่ระดับ 10% ไปตลอดทั้งปีนี้ภายใต้ขอสมมุติว่าเราเจรจากับสหรัฐให้ลดอัตราภาษีนำเข้าลงมาได้ ในขณะที่อัตราภาษีนำเข้ากับจีนเริ่มมีการตกลงเบื้องต้นเพื่อลดภาษีนำเข้าลงมาได้แล้วและน่าจะจะทยอยลดลงแต่อาจอยู่ในระดับที่สูงว่าประเทศอื่น สถานการณ์นี้ผลกระทบจากภาษีจะเกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกไปยังสหรัฐ การให้ข้อแลกเปลี่ยนทางการค้าโดยเปิดตลาดของสินค้าบางกลุ่มให้กับสหรัฐ และผลกระทบทางอ้อมจากภาวะการค้าโลกและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงต่อการส่งออกไทย

1) ผลกระทบทางตรงต่อการส่งออกไปสหรัฐ ในกรณีที่มีการขึ้นภาษี 10% ต่อสินค้าส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐ KKP Research ประเมินว่า GDP ไทยอาจได้รับผลกระทบติดลบประมาณ 0.15% ภายใน 9 เดือน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยไปยังตลาดสหรัฐ แม้ว่าจะมีบางรายการที่ได้รับการยกเว้นภาษีชั่วคราว แต่ภาพรวมยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ผลกระทบสุทธิจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของการดำเนินนโยบายคู่แข่งที่ได้รับผลกระทบใน
ลักษณะเดียวกัน และรูปแบบของการเบี่ยงเบนทางการค้า

KKP

2) การให้ข้อแลกเปลี่ยนในระหว่างการเจรจาอาจกระทบเศรษฐกิจบางภาคส่วนหนึ่งในแนวทางการเจรจาของ
ไทยคือ การให้คำมั่นว่าจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเดิมไทยนำเข้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนและบราซิล การปรับแหล่งนำเข้าเหล่านี้มีต้นทุนทางเศรษฐกิจไม่มากและน่าจะจัดการประเด็นทางการเมืองได้ไม่ยากนัก

อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐเรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดในภาคเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะหมู เนื้อวัว และนม
ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยังคงเรียกเก็บภาษีเฉลี่ยสูงถึง 27% และมีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีจำนวนมาก เช่น กฎสุขอนามัย โควตา และการห้ามนำเข้า การเปิดตลาดเหล่านี้จะมีความท้าทายทั้งประเด็นทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยแม้ภาคเกษตรจะมีสัดส่วนใน GDP เพียง 8-9% และหมู-ไก่เพียง 1.3% แต่ภาคเกษตรยังคงมีบทบาทในการจ้างงานในชนบทอย่างกว้างขวางโดยคิดเป็นกว่า 31% ของการจ้างงานทั้งหมด KKP Research ประเมินว่าหากการผลิตในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบลดลง 10% อาจกระทบ GDP ประมาณ 0.1% ภายในระยะเวลา 6 เดือน

นอกจากนี้อาจมีข้อเรียกร้องเพิ่มเติมให้ไทยเข้มงวดเรื่องการส่งสินค้าจากจีนผ่านไทย (transshipment) โดยเฉพาะการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งแม้จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจจำกัด แต่มีความเสี่ยงด้านความสัมพันธ์กับจีน อย่างไรก็ตามไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และพัฒนาโซ่อุปทานในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น สัดส่วนของภาคเกษตรต่อ GDP เล็กกว่าภาคอุตสาหกรรมแต่การจ้างงานมีมากกว่าการส่งออกไทย

KKP

3) ผลกระทบทางอ้อมจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางต่อวัฏจักรเศรษฐกิจโลก KKP Research ประเมินว่าในอดีต ทุกๆ การลดลงของ GDP โลก 1% จะส่งผลให้ GDP ไทยลดลงประมาณ 0.6% สำหรับปี 2025 ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป จะกระทบต่อไทยราว 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ผ่านช่องทางความต้องการจากภายนอก

นอกจากนี้ความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นมากในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมีแนวโน้มกระทบการลงทุนภาคเอกชน KKP Research ประเมินว่าความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจส่งผลให้ GDP ในไตรมาส 2 ปี 2025 ลดลงประมาณ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และหากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ ความเสียหายอาจขยายวงกว้างขึ้นอีก

ในภาพรวมความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยจากประเด็นสงครามการค้าในปี 2025 ยังคงเอียงไปทางด้านลบ หากการเจรจาล้มเหลวและสหรัฐกลับมาเรียกเก็บภาษีที่อัตรา 36% หลังครบกำหนดผ่อนผัน 90 วัน ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวต่อเนื่อง KKP Research ประเมินว่า GDP ไทยในปี 2025 อาจลดลงต่ำสุดเหลือเพียง 0.9% และหากไทยต้องเปิดตลาดในภาคเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะเนื้อหมูและนม อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจลดลงไปต่ำกว่า 1.5% สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจต่างประเทศ
และข้อจำกัดของนโยบายภายในประเทศในการรองรับแรงกระแทกดังกล่าว

สงครามการค้าที่กำลังดำเนินอยู่เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าจุดสูงสุดของยุคโลกาภิวัฒน์อาจผ่านไปแล้ว และไทยต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์การเติบโตว่าจะยังสามารถพึ่งพาการส่งออกสินค้าเป็นหลักได้หรือไม่เช่นเดียวกันกับหลายประเทศใน ASEAN ที่การเติบโตของเศรษฐกิจพึ่งพาภาคต่างประเทศเป็นหลัก KKP ประเมินว่าการเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐในเวทีการค้าโลกเป็นเหมือนสัญญาณว่าภาครัฐต้องเริ่มทบทวนและให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจจากภายในประเทศให้แข็งแกร่งแทนการพึ่งพาเฉพาะภาคต่างประเทศเหมือนที่เคยมีมา

เกิดอะไรขึ้น เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจดับลงพร้อมกัน

เมื่อพิจารณาแรงส่งของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะพบว่ามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ในระยะหลังกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจและความหวังต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก เมื่อพิจารณาแรงส่งของเศรษฐกิจไทยในยุคหลังปี 1997 ก่อนปี 2012 เป็นยุคที่การส่งออกไทยขยายตัวได้ดีอย่างมาก และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวได้บ้าง เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้เติบโตเฉลี่ย 5.0% หลังปี 2012 จนถึงก่อนโควิด เป็นช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มชะลอตัว แต่ยังพอขยายตัวได้บ้าง ในขณะที่ได้ภาคการท่องเที่ยวก้าวขึ้นมาเป็นแรงส่งใหม่ของเศรษฐกิจแทน เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้โตเฉลี่ย 3.0% ในขณะที่หลังโควิด-19 เป็นต้นมาการเติบโตทั้งหมดของเศรษฐกิจทั้งหมดมาจากการท่องเที่ยวแต่เกิดจากฐานต่ำทำให้ตัวเลขการเติบโตสูงในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเริ่มติดลบส่งผลให้เศรษฐกิจโตเฉลี่ยเพียง 2.2%

ในขณะที่ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไปเครื่องยนต์เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงพร้อม ๆ กัน คือ ภาคอุตสาหกรรมที่ติดลบอยู่ แล้วถูกกระทบจาก Trade War ภาคบริการโดยการท่องเที่ยวจะเริ่มไม่ขยายตัวแล้วเพราะฐานกลับเข้าสู่ระดับใกล้ปกติ ในขณะที่ภาคเกษตรมีขนาดเล็กไม่สามารถเป็นแรงส่งของเศรษฐกิจได้และยังเผชิญความท้าทายจากความสามารถในการแข่งขันที่แย่ลงจากผลิตภาพที่อยู่ในระดับต่ำมาโดยตลอด KKP ประเมินภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคตจากข้อมูลเศรษฐกิจในฝั่งอุปทานว่าค่อนข้างยากที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตที่ 3% เหมือนช่วงก่อนโควิด

เพื่อที่จะรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจให้ใกล้เคียง 3% สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น คือ

ในกรณีแรก

ตามภาวะปัจจุบันที่ภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวลงมาอย่างต่อเนื่องหมายความว่าภาคการท่องเที่ยวจะต้องขยายตัวมากถึงปีละประมาน 7 – 10 ล้านคนเหมือนช่วงที่จีนเข้ามาท่องเที่ยวไทยใหม่ ๆ หรือจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังไทยต้องขยายตัวไปถึงประมาน 70 ล้านคนในปี 2030 เพื่อชดเชยกับภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นไปได้ยากมากในภาวะปัจจุบันที่การท่องเที่ยวเริ่มไม่ขยายตัว และจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงไปมาก KKP Research ประเมินว่าการหวังพึ่งพาเฉพาะภาคการท่องเที่ยวจะทำได้ยากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มชะลอตัว และไทยกำลังเผชิญกับคู่แข่งใหม่ๆด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค ทั้งญี่ปุ่น มาเลเซีย และเวียดนามซึ่งเห็นสัญญาณนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปประเทศกลุ่มนี้มากขึ้น

ในกรณีสอง

หากต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมก้าวขึ้นมาเป็นแรงส่งของเศรษฐกิจไทยแทนการท่องเที่ยว หมายความ
ว่าภาคการผลิตไทยต้องกลับไปเติบโตเฉลี่ยปีละประมาน 5% เหมือนในช่วงปี 2000 ก่อนที่การท่องเที่ยวจะขยายตัวก้าวกระโดด ซึ่งเป็นไปได้ยากเมื่อพิจารณาการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในช่วงหลังโควิดที่โตได้เฉลี่ยเพียง -0.59% ต่อปี โดยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 เป็นต้นมาการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ในแดนติดลบมาโดยตลอด และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและค่อนข้างกระจายตัวในหลายกลุ่มสินค้า

KKP Research ประเมินว่ายังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมีนัยยสำคัญ จาก (1) ภาคยานยนต์ไทยมองไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนและเป็นแรงกดดันหลักต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมไทย (2) สินค้าหลายกลุ่มมียอดการผลิตที่หดตัวลงต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มที่เผชิญการแข่งขันจากจีนซึ่งอาจรุนแรงขึ้นหากมีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ในกรณีที่จะเห็นภาคอุตสาหกรรมไทยกลับไปเป็นแรงส่งหมายความว่าภาคยานยนต์ไทยต้องกลับไปขยายตัวได้ดีเหมือนในอดีตซึ่งเป็นไปได้ยาก โดยแรงกดดันสำคัญเกิดขึ้นจากกำลังซื้อในประเทศที่ปรับตัวลดลง ในระยะยาว KKP Research ประเมินว่ายอดขายยานยนต์ไทยจะอยู่ในทิศทางขาลงตามโครงสร้างประชากร

ในกรณีสุดท้าย การใช้ภาคเกษตรเป็นตัวนำทางเศรษฐกิจไทยไม่สามารถใช้ภาคเกษตรเป็นตัวนำเศรษฐกิจได้ เนื่องจากมีขนาดที่เล็กเกินไป นอกจากนี้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันจะเป็นไปได้ยากมาก การส่งออกในภาคเกษตรที่เติบโตติดลบในปี 2025 เนื่องจากข้าวไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับข้าวอินเดียได้ ปัจจัยพื้นฐานอย่างผลิตภาพการผลิตในภาคเกษตรไทยที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งเช่นเวียดนาม ส่งผลให้ภาพในระยะยาวไทยไม่สามารถเพิ่ม
ส่วนแบ่งตลาดการส่งออกในตลาดโลกได้ นอกจากนี้สินค้าเกษตรไทยยังมีมูลค่าเพิ่มต่ำ

แรงส่งที่หายไปของเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องย้ำว่าไทยจำเป็นต้องมีนโยบายเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน พร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจชะลอตัว…ไม่ใช่เพราะแค่ภาษี

ในช่วงที่ผ่านมาการปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งไทยเป็นการปรับเพื่อสะท้อนความเสี่ยงของนโยบายการค้าของสหรัฐเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม KKP Research ต้องการยกตัวอย่างให้เห็นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในทุก Sector แม้บางส่วนจะเกิดจากการเจอกับแรงกดดันระยะสั้น แต่ก็เป็นภาพสะท้อนความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวที่แย่ลงในทุกองค์ประกอบของเศรษฐกิจเช่นกัน

1) ภาคอุตสาหกรรมกับความสามารถในการแข่งขันที่แย่ลง ภาคอุตสาหกรรมไทยประสบปัญหาการชะลอตัวที่ต่อเนื่องและมากกว่าการหดตัวชั่วคราว ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก สิ่งทอ โดยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะจีนที่อาจมีต้นทุนต่ำกว่าและเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าโดยสะท้อนจากหลายปัจจัย

(1) ผลิตภาพแรงงานต่ำ: ผลิตภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งมีการลงทุนในเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำ

(2) การสูญเสียส่วนแบ่งตลาด: (รูปที่ 20) การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยมีแนวโน้มลดลง จากการแข่งขันของสินค้าจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันจีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำภาคอุตสาหกรรมโลก

(3) ขีดความสามารถในการแข่งขัน: ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ในระดับกลาง ๆ แต่ยังมีปัญหาในหลายมิติ เช่น แรงงานคุณภาพ

2) ภาคบริการ: อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยซึ่งเคยเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและอาจทำให้ภาคการท่องเที่ยวไม่สามารถเป็นแรงส่งของเศรษฐกิจในระยะยาวได้

(1) การสูญเสียส่วนแบ่งตลาด: ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเดินทางมาประเทศไทยในสัดส่วนที่ลดลงในขณะที่เดินทางไปประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นมากขึ้น (รูปที่ 21) นอกจากนี้ในปี 2024 ไทยร่วงลงสู่อันดับที่ 47 ในดัชนีการพัฒนาการเดินทาง และการท่องเที่ยวของ WEF ลดลง 6 อันดับจากปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

(2) การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน: การพึ่งพานักท่องเที่ยวจากประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่น จีน ทำให้ไทยมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ในขณะที่การพัฒนายังเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และไม่มีมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

3) ภาคเกษตรกรรม: ความท้าทายด้านผลิตภาพและการแข่งขัน โดยผลผลิตข้าวของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 495 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่เวียดนามมีผลผลิตเฉลี่ย 931 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสะท้อนถึงผลิตภาพที่ต่ำกว่าและต้นทุนที่สูงกว่า ทำให้ข้าวไทยแข่งขันด้านราคาได้ยาก การขาดการลงทุนในเทคโนโลยีการเกษตรและการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะเปราะบาง

เมื่อปัจจัยภายนอกทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออกไม่สามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้ คำถามคือ แล้วไทยสามารถพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแทนได้หรือไม่ KKP Research ประเมินว่าเศรษฐกิจในประเทศในปัจจุบันของไทยกำลังมีความอ่อนแอและเปราะบางมากเช่นกัน

ในช่วงที่ผ่านมา สินเชื่อภาคธนาคารปรับตัวแย่ลงมาอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ

1) หนี้เสียในภาคธนาคารปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้เสียในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและ SME ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจ

2) หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงส่งผลให้ Balance sheet ของภาคครัวเรือนในปัจจุบันอยู่ในสถาะอ่อนแอและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

3) อัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันไม่เป็นระดับที่ผ่อนคลายและสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ

อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อลดต้นทุนของธนาคาร (Funding Cost) อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมจากความกังวลในความเสี่ยงด้านเครดิตและการผิดนัดชำระหนี้

การชะลอตัวของสินเชื่อเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การชะลอตัวของการบริโภคสินค้าคงทน ตลาดบ้านและรถยนต์ของไทยอยู่ในภาวะหดตัวอย่างหนักตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มหดตัวต่อในปีนี้ นอกจากนี้ภาพระยะยาวของอุปสงค์ในประเทศของไทยยังไม่สดใสจากโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลสถิติสะท้อนชัดเจนว่าคนสูงอายุมีแนวโน้มบริโภคสินค้าต่าง ๆ น้อยกว่ากลุ่มคนโดยเฉลี่ย

เศรษฐกิจไทยโตต่ำลงเรื่อย ๆ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

KKP Research ชวนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในบทความฉบับนี้ว่า (1) นับตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไปจะเป็นปีที่ไม่เหลือแรงส่งให้เศรษฐกิจเติบโตได้อีกแล้วและยากที่แต่ละ Sector จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเติบโตทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจจะต่ำลงเรื่อย ๆ จนต่ำกว่า 2% (2) ปัญหาของภาคเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงไม่ได้เกิดจากเฉพาะปัจจัยระยะสั้นเช่นภาษีของ Trump แต่เป็นภาพสะท้อนปัญหาระยะยาว (3) แรงส่งเศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอจากหนี้ครัวเรือนในขณะที่โลกกำลังผ่านจุดสูงสุดของโลกาภิวัฒน์ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้กลับมาเป็นคำถามต่อผู้วางนโยบายเศรษฐกิจของไทยว่าเศรษฐกิจไทยจะโตต่อไปได้อย่างไรในช่วงหลังจากนี้

ภาครัฐต้องไม่ยึดติดกับการทำนโยบายแบบเดิม ๆ และควรต้องมีการประสานด้านนโยบาย KKP Research ชวนถอดบทเรียนเบื้องต้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด Abenomics ซึ่งเป็นชุดนโยบายเศรษฐกิจที่ริเริ่มโดยนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นในช่วงปลายปี 2012 เพื่อตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างยืดเยื้อและภาวะเงินฝืดที่เรื้อรังมานานหลายทศวรรษ มาตรการเหล่านี้ถูกจัดวางภายใต้กรอบ “ลูกศรสามดอก” อันประกอบด้วยนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายโดยยึดเป้าหมายเงินเฟ้อ นโยบายการคลังแบบขยายตัว
และการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ดอกแรกคือ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายแบบไม่ปกติ ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านมาตรการใหม่ ๆ เช่น การลดดอกเบี้ยนโยบายลงใกล้ศูนย์หรือแม้กระทั่งเข้าสู่แดนลบ รวมถึงการดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing – QE) ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ทางการเงินขนาดใหญ่โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายฐานเงินในระบบและกระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับขึ้นมาแตะระดับเป้าหมาย 2% โดยงบดุลของ BOJ ขยายตัวจากประมาณ 30% ของ GDP เป็นมากกว่า 100% ภายในไม่กี่ปี

ลูกศรดอกที่สองคือ นโยบายการคลังแบบขยายตัว ซึ่งญี่ปุ่นนำมาใช้เพื่อเพิ่มอุปสงค์ในประเทศและลดผลกระทบจากอุปสงค์ภายนอกที่ไม่แน่นอน รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างถนน ระบบราง พลังงาน และสนับสนุนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ รวมถึงการลดภาษีเป็นการเฉพาะกิจในบางช่วง ขนาดของการกระตุ้นรอบแรกอยู่ที่ราว 10 ล้านล้านเยน และต่อเนื่องด้วยอีกหลายแพ็กเกจจนรวมมูลค่ากว่า 30 ล้านล้านเยนในช่วง 3–5 ปี อย่างไรก็ตามแต่ก็มีต้นทุนคือระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงจนเกิน 250% ของ GDP ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

ส่วนลูกศรดอกสุดท้ายคือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการวางรากฐานการเติบโตระยะยาว แม้ว่าจะเป็นนโยบายที่ต้องใช้เวลาและความกล้าหาญทางการเมืองสูงที่สุด ญี่ปุ่นได้พยายามผลักดันการเปิดเสรีภาคแรงงานโดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้หญิงและผู้สูงอายุเข้ามามีบทบาทในตลาดแรงงานมากึ้น มีความพยายามลดข้อจำกัดในภาคเกษตรกรรม พลังงาน และระบบสาธารณสุข รวมทั้งส่งเสริมนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนาเพื่อยกระดับผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจ

บทเรียนของญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีความครบถ้วนทั้งในมิติของระยะสั้นและระยะยาวและต้องมีทั้งนโยบายด้านอุปสงค์และนโยบายด้านโครงสร้างการใช้นโยบายการเงินหรือการคลังเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของเศรษฐกิจได้ หากขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ในบริบทของไทย การผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจช่วยบรรเทาความตึงตัวระยะสั้น การใช้นโยบายการคลังสามารถกระตุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจได้ชั่วคราว แต่ทั้งหมดต้องเกิดควบคู่ไปกับการวางรากฐานใหม่ให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในด้านแรงงาน การผลิต การศึกษา และนวัตกรรม

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...