โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศาลทหาร แจงคำพิพากษาคดี น้องเมย ยืนยันทำหน้าที่เป็นกลาง ปราศจากอคติ

สยามนิวส์

เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 01.09 น. • สยามนิวส์
ศาลทหาร แจงคำพิพากษาคดี น้องเมย ยืนยันทำหน้าที่เป็นกลาง ปราศจากอคติ

ศาลทหาร ออกแถลงการณ์ คดีน้องเมย ตามคำพิพากษาของศาลทหารสูงสุด ระบุว่า

1. ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 ได้อ่านคำพิพากษาของศาลทหารสูงสุด ที่ 18/2568 ระหว่าง อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 12 โจทก์ กับ นักเรียนเตรียมทหาร ธ. จำเลย โดยมีการพิพากษาลงโทษในสถานเบา และรอการลงโทษให้กับจำเลย กรณีจำเลยทำร้ายร่ายร่างกายด้วยการสั่งธำรงวินัยแก่นักเรียนเตรียมทหาร ภ. ผู้เสียหาย จนเสียชีวิต

2. คดีตามคำพิพากษาของศาลทหารสูงสุด ที่ 18/2568 มีข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 จำเลยสั่งธำรงวินัยโดยให้ผู้เสียหายทำท่าแคงการู ระหว่างนั้นผู้เสียหายเป็นลมหมดสติ จำเลยได้ไปตามเพื่อนนักเรียนเตรียมหารและได้ช่วยกันปฐมพยาบาล และนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล มีบาดแผลถลอกบริเวณศีรษะด้านบนประมาณ 4 เซนติเมตร แพทย์ให้ความเห็นว่า ผู้เสียหายมีอาการวูบ ไม่รู้สึกตัว ความดันต่ำ เห็นควรทุเลาฝึก งดออกกำลังกายหนัก มีกำหนด 7 วัน กับงดออกกำลังกายในท่าศีรษะก้มลงต่ำกว่าตัว เพราะมีโอกาสทำให้เกิดความดันตกได้ จากนั้น มารดาของผู้เสียหาย ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับจำเลย ข้อหาทำร้ายร่ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องในความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และอัยการศารศาลมณฑลทหารบกที่ 12 ได้ฟ้องจำเลยตามความเห็นของพนักงานสอบสวน

ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้ 1 ปี

ศาลทหารกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่จิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาว่า ผู้เสียหายถูกธำรงวินัยจนเป็นลมหมดสติ ให้จำคุกจำเลย 4 เดือน 15 วัน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี

จำเลยฎีกาว่า ไม่มีเจตนาทำร้ายร่างกาย ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง และโจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษ

ศาลทหารสูงสุด พิพากษาว่า การที่จำเลยสั่งธำรงวินัยผู้เสียหายโดยผ่าฝืนระเบียบของโรงเรียนเตรียมทหาร และมารดาผู้เสียหายไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เห็นว่า จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่จิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และภายหลังเกิดเหตุ จำเลยได้ไปตามเพื่อนนักเรียนเตรียมทหาร และได้ช่วยกันปฐมพยาบาล และนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล เฝ้าดูอาการจนปลอดภัย กับทั้งถูกโรงเรียนเตรียมทหารตัดคะแนนความประพฤติและปลดจากการเป็นนักเรียนบังคับบัญชา ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ การศึกษาของจำเลย จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคสอง พิพากษายืนตามศาลทหารกลาง

3. ด้วยเหตุนี้ คดีที่ศาลทหารสูงสุดมีคำพิพากษาตามข้อ 2 ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 จึงไม่ใช่คดีที่มีการกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนถึงแก่ความตาย อันจะเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ที่มีการกระทำเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2560 เป็นเหตุให้นักเรียนเตรียมทหาร ภ. ถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ในคดีดังกล่าวจึงเป็นคนละกรณีกัน นอกจากนี้ คดีดังกล่าวเป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะใช้บังคับ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

สำหรับคดีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ที่เหตุเกิดในเดือนตุลาคม 2560 นั้น ปัจจุบันยังไม่มีการฟ้องคดีต่อศาลทหาร ส่วนคดีชันสูตรพลิกศพ ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลทหาร

ในการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ศาลทหารทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ปราศจากอคติ ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและความเป็นธรรม

จึงให้ทราบทั่วกัน และขอความร่วมมือในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคดีดังกล่าวตามข้อเท็จจริงแห่งคดี เพื่อมีให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลตามกฎหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...