โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

"คีรี กาญจนพาสน์" ตุน BTS เพียบ! พบถือครองหุ้นสูงสุด 11 ปี "กวิน" ตามรอย ถือเพิ่มเท่าตัว

Share2Trade

อัพเดต 01 ส.ค. 2568 เวลา 08.46 น. • เผยแพร่ 02 ส.ค. 2568 เวลา 07.00 น. • Share2Trade

จากการสำรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในส่วนของพอร์ตลงทุนของ"คีรี กาญจนพาสน์"และ บุตรชายอย่าง "กวิน กาญจนพาสน์" ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) BTS โดย ณ วันที่ 19 มิ.ย. 2568 พบว่า ทั้งพ่อ-ลูก ได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้นอย่างน่าสนใจ

คีรี-กาญจนพาสน์-_S2T-(เว็บ).jpg

ทั้งนี้ "คีรี กาญจนพาสน์" ล่าสุดถือหุ้นจำนวน 5,107,061,418 หุ้นคิดเป็น31.73% จากเดิมถือครอง 4,160,394,752 หุ้นคิดเป็น 31.60% ขณะที่ "กวิน กาญจนพาสน์" ถือหุ้นจำนวน 1,797,135,829 หุ้นคิดเป็น 11.17% จากเดิมที่ถือครอง 783,002,495 หุ้นคิดเป็น 5.95%ได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองจากปีก่อนเท่าตัว

จากข้อมูลข้างต้นในส่วนของ "คีรี กาญจนพาสน์" จะเห็นว่า การถือครองหุ้นในปัจจุบันมีสัดส่วนสูงสูดในรอบ 13 ปีที่ผ่านมา ดังนี้

ปี2568 ถือครอง 5,107,061,418 หุ้น คิดเป็น 31.73 %

ปี2567 ถือครอง 4,160,394,752 หุ้น คิดเป็น 31.6 %

ปี2566 ถือครอง 2,768,383,552 หุ้น คิดเป็น 21.02 %

ปี2565 ถือครอง 2,664,383,552 หุ้น คิดเป็น 20.23 %

ปี2564 ถือครอง 2,560,441,052 หุ้น คิดเป็น 19.45 %

ปี2563 ถือครอง 2,058,441,052 หุ้น คิดเป็น 15.64 %

ปี2562 ถือครอง 3,419,441,052 หุ้น คิดเป็น 25.99 %

ปี2561 ถือครอง 2,891,164,652 หุ้น คิดเป็น 24.41 %

ปี2560 ถือครอง 3,281,164,652 หุ้น คิดเป็น 27.48 %

ปี2559 ถือครอง 3,281,164,652 หุ้น คิดเป็น 27.49 %

ปี2558 ถือครอง 3,281,164,652 หุ้น คิดเป็น 27.53 %

สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้นBTS ตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบันราคาหุ้นปรับลดลง 41.97%

นอกจากนี้ ปัจจุบัน "คีรี กาญจนพาสน์" มีพอร์ตลงทุนในหุ้นประกอบด้วย

BTS 5,107,061,418 หุ้น คิดเป็น 31.73%

BTSGIF 123,703,580 หุ้น คิดเป็น 2.14%

TURTLE 26,087,588 หุ้น คิดเป็น 1.64%

ด้านบล.เคจีไอ ประเมินหุ้น BTS โดยได้แนะนำถือ ราคาเป้ามาย SOTP ปี FY69 ใหม่ที่ 5.10 บาท เนื่องจากการที่รัฐบาลมีแผนจะคุมค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพ และ ปริมณฑลไว้ที่ 20 บาทตลอดสายภายในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งตามนโยบายนี้จะไม่มีการแก้สัญญาสัมปทานที่ทำไว้กับผู้ประกอบการรถไฟฟ้า เราปรับประมาณการกำไร (รายได้, margin และ สัดส่วน SG&A/ยอดขาย) โดยคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักจะอยู่ที่ 231 ล้านบาทในปี FY69F และ 359 ล้านบาทในปี FY70F เรายังคงคำแนะนำถือ โดยประเมินราคาเป้ามาย SOTP ปี FY69 ใหม่ที่ 5.10 บาท จากเดิม 6.30 บาท

แนวโน้มธุรกิจที่สำคัญหลังผลประกอบการปี FY68

หลังจากที่บริษัทประกาศผลประกอบการเต็มปีออกมาแล้ว ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจของ BTS มีดังนี้ :

ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย: รัฐบาลมีแผนจะคุมค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพ และ ปริมณฑลไว้ที่ 20 บาทตลอดสายภายในเดือนกันยายน 2568 โดยผู้บริหารบอกว่าหารือเชิงเทคนิคกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เรียบร้อยแล้ว โดยจะต้องมีการลงทะเบียนทั้งบัตร EMV และ Rabbit กับรัฐบาลก่อนจะเริ่มใช้มาตรการนี้ นอกจากนี้ ยังต้องมีการแก้กฎหมายเพื่อให้ รฟม. สามารถใช้เงินอุดหนุน 8 พันล้านบาทควบคู่ไปกับการใช้ตั๋วร่วมด้วย โดยคาดว่าโครงสร้างราคาใหม่นี้จะทำให้จำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีชมพู และ เหลืองเพิ่มขึ้น 30-40% ซึ่งตามนโยบายนี้จะไม่มีการแก้สัญญาสัมปทานที่ทำไว้กับผู้ประกอบการรถไฟฟ้า โดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตกลงที่จะผลักดันนโยบายค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายร่วมกับรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลจะรับผิดชอบต้นทุนการดำเนินงาน และซ่อมบำรุง (O&M)

สัมปทานสายสีเขียวจะสิ้นสุดในปลายปี 2572: ในส่วนของรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ นั้น กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญสูงสุดกับการใช้ค่าตั๋ว 20 บาทตลอดสายกับสายสีเขียว เพราะจำนวนผู้โดยสารในสายนี้คิดเป็น 60-70% ของผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมด เราคิดว่าการต่อสัมปทานสายสีเขียวมีความเป็นไปได้น้อยลงเมื่อมีการใช้ค่าโดยสารอัตราใหม่ ดังนั้น เราจึงคิดว่ามูลค่าของรถไฟฟ้าสายสีเขียวไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอีกในการประเมินมูลค่าของบริษัทหลังปี 2572 ซึ่งจะทำให้กองทุน BTSGIF หมดอายุลงไปด้วยตามสัญญาสัมปทานหลัก สำหรับหนี้ส่วนที่เหลือของ กทม. นั้น สภากรุงเทพฯ จะมีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีที่สองของ กทม. ในส่วนของหนี้คงค้าง 1.2 หมื่นล้านบาทจากการดำเนินงานและ ซ่อมบำรุง (O&M) ในเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ ยังอาจจะมีคดีในส่วนของงาน O&M ที่ยังไม่ได้ส่งฟ้องศาลอีก 1.9 หมื่นล้านบาทด้วย

เป้ารายได้ปี FY69: BTS ตั้งเป้ารายได้ปี FY69F ที่ 2.85 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการของเรา 8% ทั้งนี้ การเติบโตของรายได้ที่สูงขึ้นมากในปี FY68 เกิดจากการปรับโครงสร้างกลุ่มโดยถือหุ้น RABBIT กับ ROCTEC เพิ่มขึ้นเป็น 65.4% และ 63.2% ตามลำดับ ซึ่งกลายเป็นบริษัทย่อยของ BTS

คาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักจะพลิกเป็นบวกได้ในปี FY69F และ FY70F

เราปรับลดประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักเป็น 231 ล้านบาทในปี FY69F และ 359 ล้านบาทในปี FY70F โดยมีผลขาดทุนสูงกว่าคาดการณ์เดิมของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลือง (Figure 2) โดยเราได้ปรับสมมติฐานดังต่อไปนี้ i) ปรับเพิ่มประมาณการยอดขายในปี FY69F และ FY70F ขึ้น ii) ปรับลด margin ปี FY69F และ FY70F ลง 3.3-3.7ppts และ iii) ปรับเพิ่มสัดส่วน SG&A/ยอดขายปี FY69F ลง 6.5ppts และ ปี FY70F ลง 3.5ppts

Valuation & action : เรายังคงคำแนะนำถือ โดยประเมินราคาเป้ามาย SOTP ปี FY69 (เมษายน 2568-มีนาคม 2569) ใหม่ที่ 5.10 บาท จากเดิม 6.30 บาท เนื่องจากอายุสัมปทานคงเหลือสายสีเขียวที่ลดลงเหลือ 4.5 ปี

คีรี-กาญจนพาสน์-ตุน-BTS-เพียบ!.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...