โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ธุรกิจกัญชา 4 หมื่นล้านป่วน ซื้อขายเสรี...สู่สมุนไพรการแพทย์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 03.55 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 03.55 น.

ธุรกิจและอุตสาหกรรมกัญชาไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะราวกับนั่งรถไฟเหาะ เริ่มจากการสร้างประวัติศาสตร์เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ถอดกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด แม้จะมีจุดประสงค์เพื่อ “การแพทย์” แต่กลับทำให้ร้านขายกัญชาเพื่อ “สันทนาการ” ผุดขึ้นอย่างเสรีราวดอกเห็ดทั่วประเทศ เช่นเดียวกับสินค้าแปรรูปจากกัญชา ไม่ว่าจะเครื่องดื่ม, ขนม, อาหาร ไปจนถึงสินค้าความงาม ฯลฯ

ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์ในวงการธุรกิจ-อุตสาหกรรมกัญชาพลิกผันอย่างรวดเร็ว จากที่สามารถใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้ไม่นาน กระทรวงสาธารณสุขกลับลำประกาศให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม และต้องจำหน่ายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เท่านั้น ขณะที่รัฐบาลยังคงแสดงท่าทีที่จะนำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดอีกครั้งในอนาคตอีกด้วย

คาดมูลค่า “ธุรกิจกัญชา” ปีนี้พุ่ง 4.2 หมื่นล้าน

โดยตั้งแต่การปลดล็อกกัญชาเมื่อมิถุนายน 2565 นั้น ธุรกิจและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับกัญชาในไทยเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปลูก การแปรรูป และจำหน่าย จนกลายเป็นอุตสาหกรรมระดับหมื่นล้านบาท โดยเมื่อปี 2565 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินมูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมกัญชา-กัญชงไว้ว่า นับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมีมูลค่ารวมกว่า 28,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ต้นน้ำมูลค่า 9,615 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์กลางน้ำ 14,690 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ 3,750 ล้านบาท

โดยผลิตภัณฑ์ปลายน้ำแบ่งย่อยออกเป็น ยารักษาโรคและอาหารเสริม มูลค่า 1,500 ล้านบาท อาหารและเครื่องดื่ม 1,200 ล้านบาท เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล 800 ล้านบาท เครื่องนุ่งห่มและของใช้ส่วนตัว 250 ล้านบาท

พร้อมคาดการณ์ว่า มูลค่าการตลาดจะเติบโตในอัตรา 10-15% ต่อเนื่องอีก 2 ปี จนมีมูลค่าสูงถึง 42,800 ล้านบาท ในปี 2568

สอดคล้องกับข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ อาทิ ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ที่ระบุในวงเสวนา “3 ปี กัญชาเสรี” ว่า ในไทยมีจุดจำหน่ายกัญชาที่ได้รับใบอนุญาตมากถึง 17,867 ราย ส่วนฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มีการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับกัญชาไปทั้งหมด 3,015 รายการ แบ่งเป็นจำหน่าย 1,928 รายการ, ปลูก 881 รายการ, ครอบครอง 133 รายการ, แปรรูป-สกัด 41 รายการ, นำเข้า 12 รายการ, ปรุง 7 รายการ และส่งออก 2 รายการ

เช่นเดียวกับภาพสินค้าที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากกัญชา-กัญชง อาทิ น้ำกัญชาผสมวิตามินแบรนด์ยันฮี วิตามิน วอเตอร์, ขนมผสมใบกัญชาแบรนด์โลตัส, น้ำใบกัญชาแบรนด์เมจิก ฟาร์ม, เมนูเครื่องดื่มผสมกัญชาจากบริษัทเซ็ปเป้, แป้งตรางูผสม CBD, อิชิตัน กรีนแลป น้ำชาเขียวผสมเทอร์ปีน ฯลฯ ซึ่งต่างสามารถหาซื้อได้ในร้านสะดวกซื้อทั่วไป

รวมไปถึงสินค้าที่บรรดาซัพพลายเออร์ผลิตขึ้นมาขายผ่านทางแฟลตฟอร์มออนไลน์และช่องทางอื่น ๆ ทั้งร้านอาหาร สปา คาเฟ่ ซูเปอร์มาร์เก็ต อาทิ เยลลี่, ไอศกรีม, โซจู (ไม่มีแอลกอฮอล์), ป๊อปคอร์น, คอร์นเฟลก, น้ำซุปทำอาหาร, เนย, ชา, น้ำผึ้ง, เซรั่มทาผิว, น้ำมันนวด, เทียนหอม เป็นต้น

กระแสตกธุรกิจทยอยเลิกผลิตสินค้า

อย่างไรก็ตาม กระแสเฟื่องฟูของสินค้ากัญชาอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อช่วงปี 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เร่งดำเนินการนำ “กัญชา” กลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 5 อีกครั้ง ส่วนหนึ่งจากกระแสกดดันของการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการที่ยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะการเข้าถึงกัญชาของกลุ่มเยาวชน และข่าวคราวการลอบขนกัญชาจากไทยไปยังต่างประเทศที่ปรากฏบ่อยครั้ง

พร้อมกับกระแสนิยมสินค้าที่มีส่วนผสมของกัญชา-กัญชงเริ่มซาลง ส่งผลให้บรรดาผู้ผลิตสินค้าเริ่มแตะเบรก

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการคอนซูเมอร์โปรดักต์รายหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงปี 2567 ตลาดสินค้าที่มีส่วนผสมของกัญชาเริ่มชะลอตัว โดยตัวเลขยอดขายสินค้ากลุ่มนี้ลดลงต่อเนื่อง และในตลาดแทบไม่เหลือสินค้าจากผู้ผลิตแล้ว รวมถึงไม่มีทีท่าว่าจะมีผู้เล่นอื่นเข้ามาเพิ่ม ทำให้บริษัทตัดสินใจเจรจากับช่องทางจำหน่ายถึงกำหนดการเลิกผลิตและเลิกขายด้วยเช่นกัน

สอดคล้องกับการสำรวจร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในกรุงเทพฯและนนทบุรี ที่พบว่าเมื่อปี 2567 ไม่มีสินค้าที่มีส่วนผสมของกัญชาวางจำหน่ายแล้ว ยกเว้นซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งที่ยังมีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกัญชาวางจำหน่ายอยู่ 2-3 แบรนด์

ย้ำเป็น “สมุนไพรควบคุม-ใช้เพื่อการแพทย์”

สถานการณ์ดังกล่าวนำมาสู่จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ที่กำหนดให้ “ช่อดอกกัญชา” เป็นสมุนไพรควบคุม และจำกัดการจำหน่ายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เท่านั้น และต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ เริ่มมีผลบังคับใช้

ตามประกาศฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า ห้ามการจำหน่ายกัญชาเพื่อการสูบในสถานประกอบการ เว้นแต่เป็นการจำหน่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์เพื่อการรักษาผู้ป่วย รวมถึงห้ามการจำหน่ายผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วย อีกทั้งยังห้ามการโฆษณาทุกรูปแบบ

ขณะที่สถานที่จำหน่ายก็ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด โดยห้ามจำหน่ายใกล้วัด โรงเรียน หอพัก สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก ส่วนใบสั่งยาสำหรับซื้อกัญชาจะจำกัดปริมาณการใช้ไม่เกิน 30 วัน ซึ่งผู้ได้รับอนุญาตเดิมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใหม่นี้ด้วย

นอกจากผู้จำหน่ายแล้ว ผู้ปลูกกัญชา ผู้แปรรูป ผู้ศึกษาวิจัย และผู้ส่งออกเพื่อการค้า อาจได้รับผลกระทบจากประกาศนี้เช่นกัน เนื่องจากมีข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 46 และผู้ได้รับอนุญาตจะต้องจัดทำบันทึกเกี่ยวกับแหล่งที่มา การใช้งาน และปริมาณของกัญชาที่ครอบครอง และการจำหน่ายกัญชาจะต้องมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวที่ดี (GACP) จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกด้วย

ผู้ปลูกขนาด “กลาง-เล็ก” กระทบหนัก

สำหรับผลกระทบต่อผู้ปลูก “สมเกียรติ นิติเกศโกศล” เจ้าของฟาร์มกัญชา “สวนฟ้ายิ้ม” บ้านห้วยยาง ต.โคกกรวด อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา ให้ความเห็นกับสำนักข่าวมติชน เมื่อ 25 มิถุนายน 2568 ว่า ประกาศนี้ส่งผลกระทบกับฟาร์มที่ปลูกกัญชาขนาดกลางและขนาดเล็กอย่างมาก เพราะปัจจุบันนี้ฟาร์มกัญชาขนาดกลางและขนาดเล็กก็มีผลประกอบการไม่ดีอยู่แล้ว เพราะการแข่งขันกับกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนปลูกกัญชาจำหน่าย ส่งผลให้ราคาช่อดอกกัญชาตกต่ำ และการกำหนดมาตรฐาน GACP ทำให้ผู้ปลูกมีค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตเพิ่มหลักแสนบาท และใช้เวลานานเพราะมีผู้ต่อคิวขอมาตรฐานนี้จำนวนมาก

ด้าน “วิศารท์ พจน์ประสาท” ประธานบริหารนิคมอุตสาหกรรมกัญชาทางการแพทย์แห่งประเทศไทย และประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนนิคมสมุนไพรสัมพันธ์ตะวันตก ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า การให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมนั้น ฟาร์มปลูกกัญชาที่ถูกต้องตามกฎหมายอาจได้รับผลกระทบแต่ไม่มาก เนื่องจากฟาร์มที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นไม่ได้ขายกัญชาให้กับบรรดาร้านกัญชาอยู่แล้ว

ส่วนฟาร์มเถื่อนที่ลักลอบปลูกกัญชา รวมถึงกลุ่มผู้ลักลอบนำเข้าดอกกัญชาจากต่างประเทศจะมีผลกระทบโดยตรงจากกฎกระทรวงฉบับนี้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม หากกัญชาต้องกลับไปเป็นยาเสพติดนั้นจะส่งผลกระทบสูงต่อผู้ปลูก เนื่องจากจะไม่สามารถดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับกัญชาได้ ไม่ว่าจะเป็นศึกษาค้นคว้า วิจัย การสกัด การทดลอง การทำยารักษาโรคตามตำรับยาแพทย์แผนไทย จะต้องแจ้งก่อนได้รับอนุมัติทุกขั้นตอน สร้างความยุ่งยากและซับซ้อนต่อวิธีการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

หลังจากนี้ต้องจับตาดูนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะแนวทางการนำกัญชากลับสู่สถานะยาเสพติดให้โทษประเภท 5 และการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจกัญชา 4 หมื่นล้านป่วน ซื้อขายเสรี…สู่สมุนไพรการแพทย์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...